วันที่ จันทร์ มีนาคม 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เวียดนามวันนี้ !!!


กลับจากเวียดนามได้พักใหญ่มานั่งนึกถึงเรื่องราวที่ไกด์เล่าให้ฟังตลอดช่วง 3 วันที่ใช้ชีวิตจำได้มั่งไม่ได้มั่งแต่ก็จะขอถ่ายทอดประสบการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ผ่านบล็อคนี้นะคะ และเห็นว่าประเทศเพื่อนบ้านเรานี้ น่าจับตามองถึงการเปิดประเทศ และพัฒนาอย่างต่อเนื่องที่น่าสนใจกับการเปลียนแปลงในหลายด้าน แต่ก่อนหน้านั้น เพื่อนบ้านเราเช่นเวียดนาม ก็ได้ผ่านเรื่องราวในอดีตอันบอบช้ำมาไม่น้อยถึงขั้นแยกประเทศออกเป็นสองส่วน

ไปติดตามเรื่องราวดี ๆ น่าประทับใจของประเทศนี้กันค่ะ หลังจากเครื่องบินสายการบินไทยเวียดเจ็ตแอร์ แตะสนามบิน"ตัน เชิน นึก" นครโฮจิมินทร์ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อยก็ไปขึ้นรถบัสที่รอรับอยู่ด้านหน้าสนามบินมีไกด์ชาวเวียดนามพูดไทยชัดเจนเราเรียกว่า "ป้ามาย"ได้กล่าวทักทายคณะเราด้วยรอยยิ้มและมิตรภาพ รถบัสเริ่มแล่นเข้าไปในเมืองเพื่อไปรับประทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคาร Palance (International Buffet) อาหารที่นี่เป็นแบบบุปเฟต์มีความหลากหลายแม้ไม่ทานเนื้อสัตว์แต่ก็ไม่มีปัญหาเพราะด้วยมีอาหารมากมายหลายอย่าง ที่แน่ ๆ ไข่ต้มเราได้หมายตาไว้แล้ว ประกอบกับไกด์จากเมืองไทยได้เตรียมน้ำพริกไปด้วยทานพร้อมผักอร่อยเหมือนทานอาหารบ้านเรา เมื่ออิ่มท้องก็เดินทางต่อ

ไกด์บอกว่าที่เวียดนามจำกัดความเร็วในการขับขี่อยู่ที่ 50 - 60 กม.ต่อชม. ทางด่วนจำกัดความเร็วที่ 80 กม.ต่อชั่วโมงซึ่งเราก็เห็นเช่นตามที่ไกด์ว่าน่าจะใช่เพราะรถบัสวิ่งไม่เร็วมากแม้ในและนอกเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองทำเวลาไม่ได้นักเพราะด้วยการจราจรที่ติดขัดรถราจำนวนมากโดยเฉพาะจักรยานยนตร์ (ไม่ได้ถ่ายภาพ รถจักรยานยนตร์วิ่งกันขวักไขว่ )  ไกด์เล่าต่อว่า ชาวเวียดนามจะปลูกมันสำปะหลัง เลี้ยงวัว ยางพารา ผลไม้ก็เหมือนกับประเทศไทย เช่นละมุด ลำไย ส้มโอ แต่รสชาติไม่อร่อยเท่ากับบ้านเราค่ะ ( อันนี้ไกด์บอกเอง ) ทุุเรียนก็มีแต่เมล็ดใหญ่เกินไป ส่วนบ้านจะเป็นแบบสี่เหลี่ยมชั้นเดียวกว้าง 4 - 5 เมตร ความยาว 12 - 15 เมตร และจะสร้างบ้านพออยู่ได้แม้ว่าจะมีที่ทางเยอะก็ตาม คนที่มีบ้านใกล้ถนนส่วนมากจะเปิดเป็นร้านค้าหากไม่ทำเองก็ให้ผู้อื่นมาเช่าทำแทน

สำหรับที่ดินของเวียดนาม 70 เปอร์เซ็นต์จะเป็นของรัฐบาลแต่เมื่อซื้อเป็นเจ้าของแล้วก็จดทะเบียนตลอดชีวิตโอนเป็นของลูกหลานได้และเวียดนามจะปล่อยเสีเปิดให้ทำธุรกิจได้อย่างอิสระเพียงเสียภาษีให้รัฐบาลเท่านั้น สำหรับผู้ลงทุนหากในระยะหนึ่ง - สองปีแรกไม่มีกำไรหรือรายได้รัฐบาลก็จะยังไม่เก็บภาษี โดยเวียดนามจะมีเขตเศรษฐกิจระดับสูง และเขตอุตสาหกรรมที่อยู่ห่างออกไปจากตัวเมืองแต่รัฐบาลก็ได้ทำถนนตัดผ่านเพื่ออำนวยความสะดวก

อากาศที่เวียดนามใต้ค่อนข้างเหมือนเมืองไทยคือร้อน โดยเฉพาะช่วงเดือนเมษายน ส่วนฮานอยอากาศจะอยู่ 12 - 18 องศา ดังนั้นช่วงที่เราไปคืออากาศร้อนค่ะ ประชาชนที่นี่นิยมใช้รถจักรยานยนตร์ หากบ้านอยู่ห่างจากโฮจิมินทร์ชาวเวียดนามก็ยังคงใช้รถจักรยานยนตร์เพื่อเดินทางไปทำงานเป็นปกติจะเห็นว่าร้านกาแฟจะเยอะมากบางแห่งมีเปลซึ่งเปลนี้ไว้บริการสำหรับผู้เดินทางที่แวะดื่มกาแฟโดยไม่คิดค่าบริการ หากมีไว้เพื่อพักผ่อนก่อนเดินทางต่อไปยังจุดหมายต่อไปหรือแม้กระทั่งป้ายที่เขียนภาษาเวียดนามที่แปลเป็นไทยว่า"ขนมจีน"ก็มีให้เห็นตลอดทางเช่นกัน สำหรับโฮจิมินทร์ชายแดนด้านจะติดกับประเทศกัมพูชามีระยะห่างกัน 200 กิโลเมตร

ไกด์บอกว่าคนเวียดนามโดยเฉพาะในโฮจิมินทร์จะนิยมใช้สินค้าจากประเทศไทยเพราะเห็นว่าสวย มีความคงทน ส่วนเวียดนามเหนือจะใช้นิยมของจากประเทศจีน อเมริกา เยอรมัน แต่หากคนมีฐานะก็จะชอบสินค้าจากประเทศญี่ปุ่น....ที่โฮจิมินทร์เริ่มก่อสร้างรถไฟใต้ดินแล้วโดยบริษัทจากญี่ปุ่นแล้วค่ะ

วันที่สองในโฮจิมินห์หลังอิ่มท้องในมื้อเช้าจากโรงแรมที่พัก ได้ไปเที่ยวชม"กรมไปรษณีย์กลาง"ก่อสร้างเมื่อปีพ.ศ.2439 เสร็จในปี พ.ศ.2444 การก่อสร้างเป็นแบบสไตส์ฝรั่งเศส ตกแต่งด้วยกระจกสี เป็นไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม โอ่โถง นักออกแบบมากมายมาศึกษาเรียนรู้ ข้าง ๆ กัน เป็น"โบสถ์นอร์ทเธอดาม" ที่จำลองมาจากโบสถ์นอร์ทเธอดามในฝรั่งเศส เรียกอีกอย่างว่า"โบสถ์พระแม่มารี"ตั้งอยู่กลางเมืองบนถนน Han Thuyen ก่อสร้าง พ.ศ.2420 ใช้เวลา 6 ปี โบสถ์นี้ไม่มีการเล่นสีเหมือนโบสถ์คริสต์อื่น เพราะได้รับความเสียหายจากสงครามเวียดนาม

 

เราใช้เวลาชื่มสถาปัตยกรรมสวย ๆ งามถึงเวลาสมควรก็ไปชม"อดีตทำเนียบประธานาธิบดี"ตั้งอยู่บริเวณที่เคยเป็นทำเนียบของผู้ว่าการชาวฝรั่งเศสเรียกว่าทำเนียบนโรดม ( Norodom Palace ) มีอายุย้อนหลังไปถึงปีพ.ศ.2411 หลังจากที่ข้อตกลงเจนีวานำจุดจบมาสู่การยึดครองของฝรั่งเศส "โงดันท์เดียม" ประธานาธิบดีเวียดนามใต้ได้พำนักอยู่ในทำเนียบแห่งนี้ เป็นอาคารทันสมัยขาดใหญ่มีสวนใหญ่ล้อมรอบ ที่นี่เคยเป็นกองบัญชาการทางทหารสมัยสงครามเวียดนามและเป็นอดีตทำเนียบของประธานาธิบดีเวียดนามใต้

ที่นี่จะติดหน้าต่างทรงยาว ๆ โดยรอบ

ห้องต่าง ๆ ของที่นี่ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามเช่นห้องประชุม ห้องรับประทานอาหาร เป็นต้น ทำเนียบประธานาธิบดีปัจจุบันเรียกกันว่า "ทองยัด" และเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชมได้ โดยทุกสิ่งทุกอย่างถูกทิ้งไว้ให้เสมือนภาพเดิม มีทั้งหมดกว่า 100 ห้องแต่เปิดให้ดูเฉพาะห้องสำคัญ ๆ เช่นห้องเกี่ยวกับการรับมอบเอกสารทางการทูต พิธีการทางการทูต การแต่งตั้งทูต (ไกด์บอกว่างั้น)ก็จะมาห้องนี้ค่ะ ถือว่าเป็นห้องที่สวยที่สุด 

ห้องรับประทานอาหาร

 

บันไดนี้ไม่ได้ใช้ขึ้นแต่ตรงกลางใช้ต้อนรับแขกของปธน.

โซนส่วนตัวของอดีตประธานาธิบดีเวียดนามมีห้องนอน ห้องนอนบุตร ห้องสวดมนต์ ห้องพักผ่อน เป็นต้น

ของที่ระลึกที่ประชาชนมอบให้ประธานาธิบดี

ห้องใต้ดินค่ะไปดูว่ามีอะไร

ทางเดินในห้องใต้ดิน

เป็นการบันทึกจำนวนทหารประเทศต่าง ๆ ที่เข้าร่วมสงครามเวียดนามสิ้นสุดการบันทึกเมื่อ 29 - 6 - 1968 สำหรับทหารไทย มีมากถึง 3 หมื่นกว่าคนและมาช่วยเรื่องเสบียงอาหาร...หากเรามองย้อนกลับไปบอกได้เลยค่ะว่าอุปกรณ์ต่าง ๆ ทันสมัยไม่น้อยในยุคนั้นและห้องใต้ดินก็คือกองบัญชาการทางทหารสมัยสงครามเวียดนามนั่นเองค่ะ 

อีกมุมของทำเนียบหากมองออกจากด้านใน

เต็มอีกกับประวัติศาสตร์ในสมัยสงครามประจวบกับท้องเริ่มหิวเราออกจากทำเนียบรัฐบาลข้ามถนนไปยังฝั่งตรงข้ามเพื่อรับประทานอาหารเที่ยงที่ภัตตาคาร Ngon Restaurant ก่อนเดินทางไปยังย่านไชน่าทาวน์ไหว้พระที่ "วัดเทียนหาว" วัดจีนที่สร้างอุทิศให้กับแม่พระผู้คุ้มครองชาวเรือหรือเทพีเทียนหาว โดยชาวเวียดนามเชื่อว่าเทพีช่วยคุ้มครองผู้คนให้รอดพ้นอันตรายจากมหาสมุทร 

สีฃมพูคือใบบริจาค

เสร็จสรรพ์ไหว้พระสบายใจกันแล้วจุดสุดท้ายก่อนรับประทานอาหารเย็นวันนี้"ตลาดเบนถัน"น่าจะเป็นเป้าหมายที่ทุกคนรอคอย เราใช้เวลาในการเดินวนไปเวียนมาสักพักว่าจะซื้ออะไรดีบ้างก็แนะนำว่ากาแฟ บ้างก็บอกว่ากระเป๋างานปักสวย สุดท้ายได้เม็ดบัวมา 1 กก.ราคาก็เอาเรื่องไม่เบาแต่ไหน ๆ ก็ไปแล้วก็ซื้อซะหน่อยอร่อยเคลือบน้ำตาลไม่หวานมาก สรุปได้ของฝากมาอย่างเดียว ตลาดแห่งนี้มีทั้งร้านของเอกชนและรัฐบาลหากเป็นสินค้าจากร้านนี้จะต่อรองไม่ได้ พนักงานสวมชุดสีฟ้า แม่ค้าที่นี่พูดไทยได้กว่า 80 - 90 เปอร์เซ็นต์ ส่วนของเอกชนต่อไป 50 - 60 เปอร์เซ็นต์ ก่อนเดินทางไปรับประทานอาหารเย็นเอาอุปกรณ์ข้างของไปเก็บไว้ในที่พักอาบน้ำอาบท่าให้สดชื่นก่อนมื้อเย็นเวลา 19.00 น. มาถึง

อาหารเย็นวันนี้ค่อนข้างพิเศษและน่าประทับใจเมื่อเราล่องเรือ Saigon River Cruise พร้อมกับชมการแสดง และชมวิวทัศน์ยามค่ำคืนตามแนวแม่น้ำ Saigon (ไซ่ง่อน) ก่อนเรือจะออกจากท่าจะมีพนักงานยืนประจำตามจุดบนเรือและทำท่าแบบนี้ค่ะตามรูป น่ารักค่ะ... ก็เป็นอีกทริปค่ะที่ประทับใจ

 

 

 

 

 

โดย countrygirl

 

กลับไปที่ www.oknation.net