วันที่ พุธ มีนาคม 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปากีสถาน งดงามเกินคาดหมาย


คืนที่ผ่านมาแม้ว่าอากาศข้างนอกจะหนาวเหน็บเพียงใด แต่ในห้องนอนกลับอบอุ่น ถุงนอนที่รองรับอุณหภูมิ -2 องศา ได้ห่อหุ้มร่างกายจนกระดิกกระเดี้ยแทบไม่ได้ นอนนิ่งแทบไม่ได้ขยับเมื่อรู้สึกตัวกลายเป็นว่าอากาศร้อนจนต้องลุกขึ้นมาถอดเสื้อออกบ้างบางตัว โรงแรมที่เราพักเมื่อคืนมีเพียงกรุ๊ปเราเพียงกรุ๊ปเดียวและนักท่องเที่ยวที่เพิ่งเข้ามาเมื่อก่อนค่ำอีกสองคน เรารู้สึกเหงาวังเวง หนาว จิตใจกังวลนึกเป็นห่วงเพื่อนร่วมทริป หลังทานข้าวมื้อค่ำเสร็จคุยกันกับเพื่อนๆได้ไม่นานก็ต้องแยกย้ายกันเข้าห้องพัก ส่วนอีก 2 ท่านก็แยกไปนอนที่ Hunza Embassy

โรงแรมที่พัก มีแขกเพียงหนึ่งห้อง กับกรุ๊ปเราเพียงกร๊ปเดียว

เช้าวันนี้อากาศค่อนข้างแจ่มใส เราตื่นกันแต่เช้าเช่นเคย  แสงแดดจากอ่อนๆค่อยๆแรงขึ้นๆจนไล่ความหนาวเย็นไปได้ค่อนข้างมาก บรรยากาศรอบๆที่พักสวยขึ้นเมื่อเทียบกับเมื่อเย็นวานนี้ แมกไม้ ขุนเขา สกุณา ล้วนดูสดชื่นร่าเริงมากจนจิตใจและบรรยากาศขุนมัวเมื่อวานหายไปเป็นปลิดทิ้ง นกติ๊ดใหญ่บินมาเกาะกิ่งไม้ ลำตัวสีขาวสลับสีดำบนกระหม่อมตัดกับใบไม้สีส้มแดงของต้นแปะก๊วย แสงอาทิตย์อ่อนๆสาดไปยังยอดเขาเป็นสีเหลืองทองแลดูช่างงดงาม  ป๊อปล่าร์อวดสีเหลืองแกมแสดรองรับแสง ทุกอย่างสวยงามจนอยากหยุดเวลาไว้เพียงเท่านี้ 

ยามเช้าแสนสดใสหน้าที่พัก

นกติดใหญ่

วิวสวยๆรอบๆที่พัก

หลังอาหารเช้าเราก็ออกเดินทางกันต่อไป เพื่อไปยัง Hunza bridge  เส้นทางการาโกรัมไฮเวย์ที่ต้องย้อนกลับยังเต็มไปด้วยสีสันของต้นไม้เปลี่ยนสีสลับกับสายธารใสเขียวที่พบได้ตลอดการเดินทาง  สะพานทอดข้ามลำน้ำที่ใช้สัญจรของคนท้องถิ่นสวยจนต้องมองและเก็บภาพไว้แทบทุกสะพาน  

บริเวณแถบนี้ในอดีตเป็นเส้นทางสายไหมที่ ออเรล สไตน์ ได้มาสำรวจเส้นทางเมื่อ คศ.1901 

สไตน์ใช้เส้นทางใหม่ผ่านเมืองกิลกิตที่ชาวอังกฤษได้เปิดเอาไว้ 10 ปีก่อนหน้านี้ เขาเดินเท้าผ่านทรักบัลและเบอร์ซิล

ในช่วงฤดูร้อนหลังจากหิมะละลาย ทันทีที่ผ่านทรักบัลและเบอร์ชิล สไตน์เดินไปตามแนวของแม่น้ำสินธุผ่านเมืองชีลาส

ที่นี่เขาเห็นยอดเขานันกาพาร์บัตตระหง่านอยู่เหนือเมือง แม่น้ำสินธุนำไปสู้แม่น้ำกิลกิต

ในทางกลับกันแม่น้ำกิลกิตก็นำไปสู่ที่ราบลุ่มแม่น้ำฮันซา (ข้อมมูล จากหนังสือ พลิกประวัติศาสตร์เส้นทางสายไหม) 

The Cathedral ยังตามมาอวดความงามอย่างไม่ลดละระหว่างทางก่อนถึง Hunza bridge  เราผ่านโรงเรียนรัฐบาลประจำแคว้น Gilgit- Baltistan เราจึงแวะไปดูเห็นนักเรียนออกมานั่งตากแดดเรียนกันนอกห้องเรียน เพราะอากาศหนาวเกินไปที่จะนั่งจับเจ่าเรียนกันในห้อง สภาพของโรงเรียนแวดล้อมไปด้วยขุนเขา เห็นแล้วนักเรียนคงมีความสุขไม่เคร่งเครียดกับการแข่งขันเช่นบ้านเรา

ระหว่างทางจะเห็นต้นไม้เปลี่ยนสี พร้อมด้วยลำธารเขียวใส 

นักเรียนออกมาตากแดดเรียนนอกห้องเรียน

เส้นทางก่อนถึงสะพาน Hunza Bridge  จะมองเห็น The Cathedral อยู่ด้านหลัง

The Cathedral ค่อยๆปรากฎแก่สายตาชัดเจนขึ้น

เราเดินทางต่อจนกระทั่งมาถึงจุดที่เราจะต้องเดินไปชมสะพาน เราต้องไต่ลงทางลาดชันเพื่อไปให้ถึงตีนสะพานเส้นทางเดินค่อยๆลาดลงบางช่วงบางตอนก็คดชันขึ้นเรื่อยๆก่อนที่จะลาดลง เราต้องใช้ปลายเท้าจิกลงกับพื้นรองเท้าเพื่อให้เกิดแรงหยึดไม่ให้ลื่นไถลลงจากเส้นทางลาดชันที่เต็มไปด้วยเกล็ดหินและดินละเอียดเหมือนแป้งฝุ่นที่หนาสะสมกันหลายนิ้ว  เมื่อเรามองจากระยะไกลเห็นสาวชาวฮุนซาเดินบนสะพานอย่างสบายใจ แต่เมื่อเราเดินลงมาถึงเห็นสภาพสะพานแล้วก็อดหวาดเสียวไม่ได้ แผ่นไม้ที่ทำพื้นสะพานตีห่างกันค่อนข้างมาก และดูเหมือนกับจะชำรุดไปบ้างแล้ว  ผมลองก้าวเท้าเดินไปตามสะพานได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องถอยกลับ เพราะพื้นสะพานที่วางเรียงกันไปค่อนข้างห่างประกอบกับการโยกไหวของสะพานทำให้การควบคุมตัวเราค่อนข้างไม่มั่นคง ตรงจุดนี้เรามองเห็น The Cathedral อย่างเต็มตาอีกครั้งหนึ่ง

ทางเดินลงไปชมสะพาน Hunza Bridge

ก่อนเดินลงไปถ่ายรูปกับชาวฮุนซา ที่มีมิตรไมตรีกับนักท่องเที่ยว

สาวชาวฮุนซา เดินข้ามสะพานอย่างสบาย

ชาวฮุนซาข้ามสะพานมาเรียบร้อยแล้ว

ความห่างของพื้นกระดานที่ใช้ปูสะพาน เดินแล้วโยกสั่นไหว

Mr.Saleem ดูแลใกล้ชิด

The Cathedral ในมุมที่ไม่มีอะไรมาบดบังสายตา

The Cathedral คู่กับ Hunza Bridge เป็นภาพที่ไม่พลาดที่จะต้องบุนทึก

คุณหมอสมชาญ ลงหามุมถ่ายภาพสวยๆ และก็ไม่พลาดที่จะบันทึก The Cathedral คู่กับ Hunza Bridge

ขณะเดินกลับแล้วไม่วายต้องเหลียวมอง The Cathedral

เราออกจากที่นั่นเกือบๆเที่ยงแล้วแวะไปที่หมู่บ้าน Passu เพื่อไปชมการทอพรหม เห็นแล้วรู้สึกอยากได้แต่จิตใจคัดค้านมีมากกว่าความอยากได้  เพราะชั่งน้ำหนักดูแล้ว หากว่าซื้อไปแล้วจะเอาพรหมผืนนี้ไปทำอะไรทำเป็นผ้าเช็ดเท้าเหรอ มันก็มากเกินไปเพราะผืนหนึ่งกว้างสักหนึ่งฟุตยาวสักฟุตครึ่ง ราคาตั้งสามพันกว่าบาทแล้วจะเช็ดเท้าลงได้อย่างไร เป็นอันว่าชมอย่างเดียว เมื่อเราออกจากบ้านที่ทอพรหม สิ่งที่ทำให้เราหลงรักกันทุกคน นั่นคือเด็กชาวปากีสหน้าตาน่ารักสองคนออมายืนอยู่หน้าบ้าน เราจึงขอถ่ายรูปพวกเธอไว้


 ช่างทอพรหม

หน้าบ้านช่างทอพรหม

เด็กปากีสถานน่ารักมาก

น่ารัก ทั้งสวยทั้งหล่อ

เป็นนางแบบนายแบบให้นักท่องเที่ยวถ่ายภาพ

เส้นทางขากลับก็คือเส้นทางเดิมที่เราผ่านมาแล้วเมื่อวาน แต่วันนี้เรามีเวลาที่จะลงไปสัมผัสความงามได้มากขึ้นเพราะเรามีเวลาเหลือเฟือที่จะไปพักที่ Hunza Egle Nest  เรามองเห็นทะเลสาบ Atthabad Lake ในมุมสูงในทะเลสาบจะเห็นบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วมหลายหลัง ชาวบ้านมีอาชีพใหม่เกิดขึ้นคือการทำประมง

สองข้างทางก่อนถึงทะเลสาบ

ทะเลสาปเกิดจากดินถล่มปิดเส้นทางน้ำเมื่อครั้งเกดแผ่นดินไหว

แล้วเราก็มาสมทบกับเพื่อนร่วมทริปอีก ๒ คนที่ Serena Hotel เพื่อทานอาหารกลางวัน จากนั้นเราก็ไปชมป้อม บัลติทที่อยู่ไม่ไกลจากที่นี่ ทางที่เราเดินขึ้นไปป้อม สองข้างทางเรียงรายไปด้วยร้านค้ามากมาย มีทั้งร้านหนังสือ ร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร ร้านขายผ้าปักทอ และอื่นๆหลากหลายชนิด  เมื่อเราเดินผ่านร้านรวงต่างๆเหล่านี้ก็ถึบริเวณทางขึ้นป้อมบัลติท ภาพที่ปรากฎตรงหน้าทำให้เราเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของป้อม มันตั้งสูงตระหง่านอยู่บนยอดเขา ความสวยงามของธรรมชาติตรงนี้บ้างก็ว่ามันคือ Shangri-La ที่เจมส์ ฮิลตัน ตามหา แต่ยังมีอีกสถานที่หนึ่งที่ผมเคยไปและเรียก Shangri-La เช่นกันคือที่เต่อชิง อยู่ในมลฑลยูนนาน ประเทศจีน ที่นั่นมักจะติดปากนักท่องเที่ยวมากกว่าที่ปากีสถาน

ป้อมบัลติท(Baltit Fort) 

Baltit fort เป็นป้อมปราการโบราณในหุบเขา Hunza ใน Gilgit Baltistan-ปากีสถาน ป้อม Baltit

สามารถมองเห็นเมืองคาริมาบัด และรากฐานของป้อมสร้างมาเมื่อกว่า 700 ปีก่อน ป้อม Baltit

มีการสร้างใหม่และการเปลี่ยนแปลงตลอดหลายศตวรรษ ในศตวรรษที่ 16 เจ้าชายท้องถิ่นแต่งงาน

กับเจ้าหญิงจาก Baltistan ที่นำนายช่างฝีมือบัลติในการบูรณะอาคารที่เป็นส่วนหนึ่งของสินสอดทองหมั้นของเธอ

รูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนจากอิทธิพลของพุทธศาสนาในทิเบต Baltistan ป้อมร้างในปี 1945

และย้ายไปอยู่ที่พระราชวังใหม่ลงเนินเขา ป้อมเริ่มมีการพังและสลายตัวอาจต้องตกอยู่ในลักษณะซากปรักหักพัง

ภายหลังจึงได้มีการสำรวจ โดย Royal Geographical Society จากลอนดอน และได้รับการสนับสนุนจาก

the Aga Khan Trust for Culture Historic Cities Support Programme โปรแกรมเสร็จสมบูรณ์ในปี 1996

และป้อมปราการที่ปัจจุบันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ (ข้อมูลจาก http://www.tripdeedee.com)

เราซื้อบัตรเพื่อเข้าชมภายใน จะมีมัคคุเทศน์นำชมพร้อมอธิบายความเป็นมาอย่างละเอียด ซึ่งผมจับใจความได้บ้างไม่ได้บ้างภายในอาคารมีการตกแต่งอย่างสวยงาม ภายในยังมีการแบ่งห้องไว้ใช้ประโยชน์หลายอย่างตามแต่วัตถุประสงค์มีทั้งห้องบรรทม ห้องครัว ห้องเก็บของ ห้องแสดงละคร ห้องดนตรี ฯลฯ แต่ที่มัคคุเทศน์ได้บอกกล่าวคือชั้นใต้ดินเป็นที่คุมขังนักโทษ  จากนั้นเราก็ขึ้นไปบนดาดฟ้า เมื่อมองออกไปจะเห็นเมืองคาริมาบัคประกอบด้วยความสวยงามของธรรมชาติ ตรงดาดฟ้าจะเป็นที่ประทับของพระราชาและจะเป็นที่สวดมนต์ของพระราชาอีกด้วยจบจากการชมป้อมบัลติท เมื่อขาลงก็แวะหาซื้อของกันตามธรรมเนียมได้ผ้ากันมาคนละหลายผืน วัฒนธรรมการช๊อปปิ้งติดตัวผู้หญิงชาวไทยมาตั้งแต่เมื่อไหร่ผมก็ไม่ทราบ เมื่อใดก็ตามหากมีการเดินทางไปท่องเที่ยว สิ่งแรกที่ทำให้เธอทั้งหลายประทับใจคือการได้จับจ่ายใช้สอย เจอร้านขายของที่ระลึกเมื่อไหร่ ความเหนื่อยความหิวหายไปทันที ได้ผ้ากันสมใจแล้วก็เดินทางไปที่พักและรับประทานอาหารค่ำ

 วิวสองข้างทางก่อนถึงโรงแรมเซเรนา

ยังไม่ทันถึงโรงแรมเซเรนา เราก็หยุดแวะถ่ายป้อมบัลติทในระยะไกล

ถึงโรงแรมเซเรนา อามีนและน้องต่ายจาก Sawasdee  Pakistan Tours & Treks คอยต้อนรับอยู่แล้ว

บรรยากาศหน้าโรงแรม

จากหน้าโรงแรม มองไปเห็น Baltit Fort

ทางเดินขึ้นไป Baltit Fort

Baltit Fort อยู่ตรงหน้า ต้องแหงนคอมอง 

 ปืนใหญ่หน้าป้อม

  ระเบียงด้านนอกเป็นสถานที่สวดมน๖์ของพระราชา

มองลงมาด้านล่างจะเห็นเมือง คาริมาบัค

สิ่งที่ชื่นชอบคือการช๊อปปิ้ง ได้กันมาคนสองผืนสามผืนคืนนี้นอนหลับสบาย

ที่พักคืนนี้ Hunza Egle Nest

โปรดติดตามตอนต่อไป

ขอขอบคุณที่แวะมา

______________________________________

ปากีสถาน ปานวิมาน(ตอน ๕) http://oknation.nationtv.tv/blog/PeeThong/2017/04/04/entry-1

 

โดย สำรวจฟ้า

 

กลับไปที่ www.oknation.net