วันที่ พุธ มีนาคม 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สู่ลุ่มเจ้าพระยาจากดานูบ ๓ สุโขทัย


อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยคือหัวใจในการเดินทางครั้งนี้ของเรา เพราะนี่คือของขวัญวันเกิดที่ลูกชายขอจากแม่

แต่ด้วยเงื่อนไขบางอย่างทำให้เราต้องไปสุโขทัยในช่วงเวลาที่จังหวัดกำลังเตรียมจัดงานเผาเทียนเล่นไฟเนื่องในเทศกาลลอยกระทง 

ภูมิทัศน์ของอุทยานฯและบริเวณโดยรอบจึงถูกเปลี่ยนแปลงไประดับหนึ่ง

มีสายไฟ ดวงไฟ  เครื่องเสียง เวที ร้านค้าระเกะระกะระโยงระยางไปทั่ว

 

อุทยานประวัติศาสตร์ครอบคลุมพื้นที่เมืองสุโขทัยซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครองของอาณาจักรสุโขทัยเมื่อประมาณ ๗๐๐ ปีมาแล้ว

  เมืองเก่าสุโขทัยตั้งอยู่บนที่ราบเชิงเขาประทักษ์จากตะวันตกไปสู่ตะวันออกเป็นระยะทางประมาณ ๑๒ กิโลเมตรสู่ที่ราบลุ่มแม่น้ำยม 

โบราณสถานในเมืองโบราณสุโขทัยส่วนใหญ่เป็นวัดในศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์

ซึ่งอยู่ในเขตเมืองประมาณ ๖๐ แห่งและอยู่นอกเมืองอีกประมาณ ๑๓๓ แห่งแต่เรามีเวลาให้สุโขทัยเพียง  ๒ วัน

เพื่อนๆเดาได้ใช่ไหมคะว่าเราจะได้ชมโบราณสถานกันสักกี่แห่ง

 

Unesco ประกาศให้เมืองเก่าสุโขทัยเป็นแหล่งมรดกโลกร่วมกับเมืองศรีสัชนาลัยและเมืองกำแพงเพชรภายใต้ชื่อ

เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร (Historic Town of Sukhothai and Associated Historic Towns)

เมื่อพ.ศ. ๒๕๓๔ ที่ประเทศตูนีเซียและถือเป็นมรดกโลกลำดับที่ ๕๗๔......เฮ้อ แม่มดลอกข้อมูลของกรมศิลปากรเสียเหนื่อย

 

กรุงเก่าสุโขทัยสวยนะคะ สวยมาก สวยหวานอย่างที่เราพากันหลงรักทีเดียว เหมือนสุภาพสตรีวัยงามที่แม้จะผ่านเลยวันเวลาของวัย

เยาว์มาแล้วเนิ่นนาน แต่ความร่วงโรยโดยธรรมชาตินั้นกลับส่งให้ความงดงามในเนื้อแท้ยิ่งลุ่มลึก ยิ่งละเมียดละไม

ถนนชนบทสายเล็กๆสู่เขตเมืองเก่าร่มรื่นไปด้วยไม้ใหญ่ที่ทอดกิ่งใบชดช้อยเข้าหากันเป็นอุโมงค์สีเขียวขจี

 

 

B&B ที่เราเลือกพักอยู่ห่างจากทางเข้าอุทยานประวัติศาสตร์เพียง ๓๐๐ เมตร

 

ความจริงแม่มดเคยพาลูกชายมาวิ่งเล่นที่อุทยานประวัติศาสตร์แห่งนี้แล้ว ๒ ครั้งเมื่อเขายังเป็นเด็กเล็กๆ

บางทีวันเวลาอันงดงามนั้นอาจจะยังค้างคาอยู่ในความทรงจำลึกๆของลูกกระมัง

เมื่อกลับมาเมืองไทยครั้งนี้ เขาจึงเลือกที่จะกลับมาเยี่ยมเยือนสุโขทัยอีกครั้ง

 

วัดมหาธาตุ พลาดไม่ได้นะคะเพราะเป็นหัวใจของเมืองเก่าเลยค่ะ  วัดนี้เก่าแก่มาตั้งแต่สมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์

เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์หรือทรงดอกบัวตูมของที่นี่ถือกันว่าเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะสุโขทัย

วิหารหลวงด้านตะวันออกของเจดีย์ประธานมีแท่นซึ่งเคยเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อโต

พระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัยองค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยซึ่งมีชื่อปรากฏอยู่ในศิลาจารึกหลักที่ 1

แต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้อัญเชิญหลวงพ่อโตไปประดิษฐาน ณ วิหารหลวงวัดสุทัศน์เทพวราราม

ในกรุงเทพมหานครและพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้พระราชทานนามใหม่ว่า พระศรีศากยมุนี

ทางด้านใต้ของเจดีย์องค์ประธาน มีพระพุทธรูปยืนภายในซุ้มพระเรียกว่า พระอัฎฐารศ 

และในบริเวณใกล้เคียงกันปรากฏแท่งหินที่มีชื่อเรียกว่า ขอมดำดิน

อืมมม คุ้นๆหูค่ะ Long-term memory ของแม่มดเริ่มทำงาน 

เหมือนว่าสมัยเป็นเด็ก แม่มดจะเคยเรียนตำนานเรื่องขอมดำดินที่ถูกประกาศิตพระร่วงสาปให้เป็นแท่งหิน

เด็กๆสมัยนี้เขายังเรียนอะไรสนุกๆแบบนี้กันหรือเปล่าหนอ

 

วัดตระพังเงิน อยู่ทางตะวันตกของวัดมหาธาตุ เป็นวัดที่ไม่มีกำแพงแก้วแต่มีธารน้ำเป็นขอบเขตของวัด 

คำว่าตระพังเป็นภาษาเขมรที่แปลว่าสระน้ำ

พระอุโบสถกลางน้ำซึ่งสร้างขึ้นตามคติ นทีสีมา มีเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์เป็นฉากหลังอันงดงาม

 

วัดสระศรี ได้รับการก่อสร้างบนเกาะในตระพังตระกวนซึ่งเป็นสระน้ำที่ใหญ่ที่สุดกลางเมืองสุโขทัยตามคติ นทีสีมา

อันเป็นความเชื่อทางพุทธศาสนาที่ว่า น้ำเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์จึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องกำหนดขอบเขตของศาสนสถาน

 

วัดทั้งหมดที่แม่มดเล่ามาตั้งอยู่ในบริเวณที่จังหวัดสุโขทัยใช้เป็นที่จัดงานลอยกระทง

ภูมิทัศน์ของอุทยานประวัติศาสตร์จึงถูกรบกวนด้วยการเตรียมงาน ทำให้คนถือกล้องต้องหลบเลี่ยงหามุมที่ไม่รุงรังกันวุ่นวาย

ช่วงบ่าย เราจึงออกไปชมโบราณสถานที่ไม่อยู่ในบริเวณงานก่อน แล้วจึงจะกลับมาชมวัดมหาธาตุกันใหม่ตอนตะวันตกดิน

 

วัดศรีสวายเป็นวัดเล็กๆที่น่าพิศวงทางใต้ของวัดมหาธาตุ เพราะตัวโบราณสถานเป็นพระปรางค์ศิลปะลพบุรีที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะขอม

แต่มีลวดลายบนงานปูนปั้นบางส่วนเหมือนลายบนเครื่องถ้วยชามจีนสมัยราชวงศ์หยวน

 

วัดสรศักดิ์เป็นโบราณสถานเล็กๆที่อยู่กลางทุ่งด้านเหนือของกำแพงเมืองเก่า เจดีย์ประธานเป็นทรงลังกา ฐานมีรูปปั้นช้าง ๒๔ เชือก 

แม่มดเจอช้างที่วัดบ่อยๆก็ให้สงสัยถึงที่มาที่ไป จึงควักตำราของกรมศิลปากรขึ้นมาอ่านและได้ความว่า

คนโบราณมีความเชื่อว่าช้างเป็นพาหนะที่จะค้ำจุนพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่ยืนยาวไปตลอด ๕๐๐๐ ปี

วัดเล็กๆแห่งนี้มีความสำคัญในแง่ประวัติศาสตร์มากมายเพราะมีการค้นพบศิลาจารึกหลักที่ ๔๙  ที่นี่

ศิลาจารึกหลักนี้บ่งบอกตำแหน่งของตำหนักเจ้านายและวังที่ประทับของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัยว่าอยู่ในบริเวณใด

 

วัดศรีชุมเป็นวัดที่ประดิษฐานพระอัจนะซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่บางคนเรียกว่าพระพูดได้

แต่แท้จริงแล้ว ผนังด้านข้างขององค์พระอัจนะมีช่องเล็กๆ หากใครแอบเข้าไปทางอุโมงค์แล้วไปโผล่ที่ช่องนี้และพูดออกมาดังๆ

ผู้ที่อยู่ภายในวิหารจะต้องนึกว่าเป็นพระอัจนะที่พูด และเสียงพูดนั้นจะก้องกังวานน่าเกรงขาม

ด้วยวิหารนี้ไม่มีหน้าต่างและเดิมคงมีหลังคาเป็นรูปโค้งคล้ายโดม 

นักประวัติศาสตร์บางท่านมองว่าเป็นพระปรีชาญาณของพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์พระร่วง

ที่จะทำให้วิหารวัดศรีชุมมีความเร้นลับซ่อนอยู่เพื่อผลทางด้านการทหารและการปกครอง

 

วิหารวัดศรีชุมนี้เป็น a must see ของผู้มาเยือนกรุงเก่าสุโขทัยรองลงมาจากวัดมหาธาตุ

เราจึงหลีกเลี่ยงช่างภาพจีนกลุ่มหนึ่งไม่พ้นที่ดูเหมือนจะเดินทางมาสุโขทัยในทริปถ่ายภาพโดยตรง  

และเขาคงไม่ใช่คนที่เก็บภาพเพียงเพื่อความทรงจำเหมือนแม่มด จึงมีการจัดฉากสำหรับการถ่ายภาพเป็นจริงเป็นจัง

คุณเณร ๓ รูปถูกพามานั่งเป็นแบบที่ฐานพระอัจนะให้ช่างภาพจีนทั้งกลุ่มถ่ายภาพนานมาก

จนแม่มดสุดปัญญาจะรอเก็บภาพในมุมที่หมายตาได้ เลยต้องทำใจให้สนุกกับการใช้ซูมถ่ายภาพคุณเณรตามที่ถูกจัดท่าตามไปด้วย

เขามีผู้ประสานงานฝ่ายไทยคอยแปลให้ท่านฟังว่าลูกค้าจีนต้องการอะไร

 

แม่มดอดไม่ได้ที่จะนึกถึงครั้งที่เดินทางไปเที่ยวแคว้นยะไข่ของพม่า

คุณเณรที่นั่นท่านคุ้นเคยทีเดียวกับการวางท่าแบบที่ท่านคาดว่าช่างภาพต่างชาติน่าจะพอใจ

ตัวอย่างภาพของคุณเณรที่ช่างภาพจีนกำหนดท่าที่แม่มดเก็บมาดูเล่น 

เพื่อนๆรู้สึกคุ้นตาเหมือนว่าเคยเห็นจากนิตยสารสารคดีท่องเที่ยวฝรั่งหรือโปสการ์ดไหมคะ :D

 

วัดพระพายหลวงตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองทางด้านทิศเหนือ เป็นโบราณสถานขนาดใหญ่ มีความสำคัญเป็นอันดับสองรองจากวัดมหาธาตุ  

ปรางค์ประธานของวัดทำด้วยศิลาแลงแบบศิลปะลพบุรี อิทธิพลศิลปะเขมรแบบบายน สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗  

ยังคงเห็นลายปูนปั้นที่ปรางค์ด้านทิศเหนือ ด้านหน้าปรางค์มีฐานวิหารเจดีย์ที่ปรักหักพัง

ทางด้านประติมากรรม มีพระพุทธรูปปูนปั้นปางต่างๆ เช่น นั่ง ยืน เดิน นอน แต่ส่วนใหญ่ชำรุดแล้วประดิษฐานที่มณฑปและซุ้มเจดีย์

แม่มดลอกมาจากตำราของกรมศิลปากรค่ะ  เผื่อเพื่อนๆอยากรู้ :D :D

 

วัดช้างล้อมมีเจดีย์ทรงกลมแบบลังกาเป็นประธานของวัด รอบฐานเจดีย์ ประดับด้วยปูนปั้นเป็นรูปช้างโผล่ครึ่งตัว ๓๒ เชือก

แม่มดเล่าแล้วนะคะว่าช้างมาทำอะไรที่ฐานเจดีย์  

วัดนี้ได้รับการก่อสร้างในพ.ศ.๑๙๒๗ เพื่อเป็นพระราชกุศลถวายพระมหาธรรมราชาลิไทซึ่งสวรรคตไปก่อนหน้านั้นแล้ว

มีการค้นพบศิลาจารึกหลักที่ ๑๐๖ ที่วัดนี้ด้วยค่ะ

 

 

เที่ยวสุโขทัยกับแม่มดเหนื่อยไหมคะ  

ถึงเวลาแดดร่มลมตกแล้ว เรามีนัดกับช่างภาพจีนที่วัดมหาธาตุค่ะ :D :D

 

คือโพยของการท่องเที่ยวเขาบอกว่าวัดมหาธาตุเป็นจุดถ่ายภาพยามเย็น ส่วนยามเช้าต้องไปวัดสะพานหิน

เหมือนเราไปอยุธยา ตะวันตกดินสวยที่สุดต้องที่วัดไชยวัฒนาราม  ส่วนตะวันขึ้นก็ต้องที่วัดพระศรีสรรเพชญ์ไงคะ

เรื่องแค่นี้ คนถือกล้องเล็กๆอย่างแม่มดยังรู้เลย แล้วช่างภาพจีนหน้าตา no nonsense กลุ่มนั้นจะไม่รู้ได้อย่างไร

เขาก็ต้องทำการบ้านมาอย่างดีเหมือนกัน  แต่งานนี้ไม่มีปัญหาค่ะเพราะพื้นที่ของวัดมหาธาตุกว้างขวางเพียงพอสำหรับทุกคน

 

 

แม่มดปิดทริปสุโขทัยโดยการขับรถไปถ่ายภาพวัดสะพานหินแต่เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง

วัดสะพานหินเป็นโบราณสถานด้านทิศตะวันตกของกำแพงเมืองที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

วัดนี้ตั้งอยู่บนเนินสูงประมาณ 200 เมตรและหันหน้าไปสู่ทิศตะวันออก มีทางเดินปูด้วยหินชนวนแผ่นบางๆ

จนถึงบริเวณลานวัดซึ่งมีซากวิหารที่หลงเหลือเพียงเสาศิลาแลง 4 แถว 5 ห้อง

ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระปางประทานอภัยสูง 12.50 เมตรที่เรียกว่า พระอัฏฐารศ

 

มีการกล่าวถึงไว้ในศิลาจารึกหลักที่ 1 ว่าสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช

ในกลางอรัญญิก.....มีพิหารอันณึ่งมนใหญ่ สูงงามแก่กม มีพระอัฎฐารสอันณึ่งลุกยืน…  

และมีการสันนิษฐานว่าวัดสะพานหินน่าจะเป็นวัดที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงช้างเผือกชื่อ รูจาคีรี

ขึ้นไปนบพระทุกวันข้างขึ้น 15 ค่ำและข้างแรม 15 ค่ำ

 

เมื่อยืนอยู่เบื้องพระบาทของพระอัฏฐารศ  มองลงไปเบื้องล่างด้านหน้า

คือราวป่าของเมืองสุโขทัยที่ค่อยๆตื่นขึ้นจากความหลับใหลในแสงตะวันยามอรุณ 

ดูไปประหนึ่งว่าสุโขทัยทั้งเมืองจะได้รับการปกปักษ์รักษาอยู่ในสายพระเนตรที่เคร่งขรึมแต่เปี่ยมเมตตาของพระผู้ประทานอภัย  

 

 

Schubert                          Serenade

 

 

โดย แม่มดเดือนMarch

 

กลับไปที่ www.oknation.net