วันที่ พฤหัสบดี มีนาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ที่ว่า 'สื่อสาธารณะ' นั้นเป็นฉันใด?


คำว่า 'สื่อสาธารณะ' ได้รับการกล่าวขวัญบ่อยขึ้น และชัดเจนขึ้นหลังกรณี 'ไอทีวี' แปลงร่างเป็น 'ทีไอทีวี'
ไม่ได้เปลี่ยนแต่ชื่อ, หากแต่ยังถูกแปรสภาพจากความเป็น 'เอกชน' มาเป็นของ 'รัฐ' เมื่อรัฐบาลตัดสินใจยึดสัมปทานคลื่นความถี่ UHF จากบริษัทไอทีวี ของชินคอร์ป (ที่เคยเป็นของตระกูลทักษิณ ชินวัตรและต่อมาขายไปให้เทมาเส็กของสิงคโปร์ จนเกิดเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา)
เจตนารมณ์เดิมที่จะให้ 'สาธารณชน' เป็นเจ้าของคลื่นความถี่ เพื่อเป็นสื่อกลางของประชาชนโดยไม่ต้องอยู่ใต้อิทธิพลของนักการเมืองและกลุ่มทุน จึงกลายเป็นหมันไป
ไอทีวี เสียความเป็น 'ทีวีเสรี' ตั้งแต่นาทีแรกที่ทักษิณเข้าไปยึดไอทีวีมาเป็นของตัวเอง โดยไม่คำนึงว่านั่นคือการ 'ปล้นกลางแดด' สมบัติของประชาชน อย่างน่าอับอายที่สุด
จึงเป็นที่มาของการเอ่ยขานถึงคำ 'สื่อสาธารณะ' หรือ public broadcasting  ที่ควรจะมีในเมืองไทยมานานหนักหนา แต่สังคมยังไม่เคยถูกกดดันรุนแรงถึงขั้นที่รู้ว่าจำเป็นต้องลุกขึ้นมายืนยันสิทธิของตัวเองที่จะต้องมี 'สื่ออันเป็นของสาธารณชนอย่างแท้จริง' เสียที
จะหวังให้อำนาจรัฐ (แม้รัฐบาลชั่วคราวที่ไร้ผลประโยชน์ทับซ้อนทางการเมืองอย่างของนายกฯ สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็เถอะ) ยื่นมอบสื่อมาเป็นของสาธารณะอย่างจริงจังและจริงใจนั้น อย่าได้หวังเป็นอันขาด
สื่อสาธารณะ (public broadcasting) ย่อมต่างจากสื่อพาณิชย์ (commercial broadcasting) ตรงที่ว่า สื่อสาธารณะนั้นต้องบริหารโดยคนที่เป็นอิสระจากอำนาจรัฐ และอิทธิพลของกลุ่มทุนขณะที่สื่อพาณิชย์ประกาศจนจะแจ้งว่าหารายได้จากปริมาณ หรือ ratings เพื่อนำไปเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้มีสินค้าและบริการ จะขายมาเสียสตางค์ซื้อเวลาแจ้งความและโฆษณา
ความแตกต่างง่ายๆ ของ 'สื่อสาธารณะ' กับ 'สื่อพาณิชย์' ก็คือ อย่างแรกมีเป้าหมายที่จะให้ความรู้และความบันเทิงที่มีสาระต่อประชาชน ขณะที่อย่างหลังนั้นคือ การทำกำไรเป็นหลัก คุณสมบัติหลักของ 'สื่อสาธารณะ' นั้น, ในสายตาของผม คือ
 1.ต้องมีอิสระในการทำหน้าที่เป็นสื่อ โดยปลอดจากอิทธิพลการเมืองและกลุ่มทุน หรือกลุ่มผลประโยชน์ใดๆ
 2.ต้องเป็นศูนย์กลางแห่งการแสดงความเห็นที่หลากหลายและรอบด้าน, ไม่ว่าจะเห็นพ้องกับผู้มีอำนาจทางการเมืองในขณะนั้นหรือไม่ก็ตาม
 3.ต้องส่งเสริมและสนับสนุนรายการที่มีคุณภาพและตามมาตรฐานแห่งจริยธรรม โดยไม่จำเป็นต้องโอนอ่อนผ่อนตาม ความต้องการของตลาด' อย่างที่เป็นทิศทางของ 'สื่อพาณิชย์'
 4.ต้องมีเนื้อหาที่สนองความต้องการของคนกลุ่มน้อยของสังคม ซึ่ง 'สื่อพาณิชย์' มักจะไม่สนใจที่จะผลิต เพราะไม่อาจจะ 'ทำเงิน' ให้เขาได้
 5.แข่งขันกันทำเนื้อหารายการที่มีคุณภาพ มากกว่าการแสวงหา ratings
 6.ต้องมีกฎเกณฑ์กติกาที่ส่งเสริมให้ 'เปิดเสรี' แทนที่จะ 'ควบคุม' หรือ 'กำกับดูแล' เพื่อให้มีรายการที่หลากหลาย, สอดคล้องกับความเป็นไปของสังคม และเปิดโอกาสให้มีการสะท้อนถึงปัญหาและความต้องการของชุมชนที่แตกต่างกันไป
 7.เงินสนับสนุนให้บริหาร 'สื่อสาธารณะ' ต้องมาจากแหล่ง 'สาธารณะ' นั่นคือ ภาษีประชาชน, การบริจาคขององค์กรเอกชนหรือสาธารณะ, ภาษีเฉพาะกิจเพื่อส่งเสริมให้มีสื่อคุณภาพของประชาชน หรือการเก็บค่าดูทีวีจากผู้บริโภค
สรุปว่า หัวใจของ 'สื่อสาธารณะ' นั้นคือ การคืนอำนาจและนวัตกรรมและกระบวนการเรียนรู้ของสังคมสู่ประชาชนเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง
แต่ถ้าสังคมไทยยังกลัวจะไม่ได้ดูละครน้ำเน่า, ก็อย่าได้หวังว่าจะมีใครต่อสู้เพื่อการได้มาซึ่ง 'สื่อสาธารณะ' อย่างจริงจัง
อยากได้, แต่ไม่อยากสู้, สังคมก็เป็นอย่างที่เห็นกันอยู่นี่แหละ...

โดย สุทธิชัย หยุ่น

 

กลับไปที่ www.oknation.net