วันที่ จันทร์ เมษายน 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นโยบายหลักของชาติกับการพัฒนาเกษตรอินทรีย์


นโยบายหลักของชาติกับการพัฒนาเกษตรอินทรีย์

 

สุริยันต์ ทองหนูเอียด

 

ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์เป็นอันดับต้นๆ ของโลก พื้นที่ส่วนใหญ่เหมาะสมสำหรับการทำอาชีพเกษตรกรรมที่พึ่งพาธรรมชาติมาช้านาน โดยไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมี ซึ่งมีอันตรายแต่อย่างใด

หากแต่การพัฒนาประเทศ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมจากอดีตถึงปัจจุบัน อิทธิพลอุตสาหกรรมเคมีเกษตร ได้ทำให้เกษตรธรรมชาติกลายเป็นเกษตรปนเปื้อนสารเคมีอันตรายอย่างน่าตกใจ

เวปไซต์ www.thaipan.org กล่าวถึง บริษัทและตลาดสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในประเทศไทย ว่าตลาดสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในประเทศไทยเกิดขึ้นหลังมีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างเศรษฐกิจ (แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉ.1) ที่สนับสนุนการทำเกษตรเชิงเดี่ยวในรูปแบบอุตสาหกรรม

โดยในช่วงปฏิวัติเขียวตั้งแต่ปี 2504 ผู้ประกอบการคนไทยดำเนินธุรกิจปุ๋ยเคมีควบคู่กับการเป็นตัวแทนจำหน่ายสารเคมีกำจัดศัตรูพืชจากบรรษัทข้ามชาติ เมื่อตลาดเติบโตขึ้น จึงมีการลงทุนของบรรษัทข้ามชาติมาตั้งสาขาของตนเองในประเทศ เช่น มอนซานโต้ในปี 2522 และไบเออร์ครอปไซน์ ในปี 2525 (ปัจจุบันชื่อ ไบเออร์ไทย) เป็นต้น การขยายตัวทางธุรกิจของบรรษัทข้ามชาติทำให้ผู้ประกอบการไทยหันไปซื้อสารเคมีชื่อสามัญ (generic) จากแหล่งผลิตในประเทศกำลังพัฒนา เช่น จีนและอินเดียมากขึ้น

“ธุรกิจเคมีเกษตรในประเทศไทย ขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกปี ปัจจุบัน มีผู้นำเข้า 236 ราย ผู้ผสมปรุงแต่งสารเคมี 90 ราย  ผู้ขายส่ง 543ราย และผู้ขายปลีก 15,822ราย มีอัตราการเติบโตของตลาดเฉลี่ย 6-7% ต่อปี โดยมีผู้ครองตลาด 5 รายแรก ได้แก่ ซินเจนทาครอปโปรเทคชั่น เอราวัณเคมีเกษตร ไบเออร์ไทย ลัดดา และเมเจอร์ฟาร์ ครอบครองตลาด 36% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด”

ข้อมูล การใช้สารพิษตามสถิตของกรมวิชาการเกษตร โดย “เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) (www.facebook.com/ThaiPesticideAlertNetwork)” นำเสนอข้อมูลน่าสนใจว่า

ประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกอยู่ในอันดับที่ 18 ของโลกแต่มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชมากเป็นอันดับที่ 6 ของโลกโดยสารเคมีที่นำเข้ามามากที่สุด 7 อันดับแรกล้วนแล้วแต่เป็นสารกำจัดวัชพืชทั้งสิ้น

“พาราควอต สารพิษอันตรายร้ายแรงถูกนำเข้ามามากเป็นอันดับ 2 รองจากไกลโฟเสต โดยสถิติของกรมวิชาการเกษตร เมื่อปี 2559 มีการนำเข้ามาทั้งสิ้น 31.53 ล้านกิโลกรัม เป็นสารออกฤทธิ์ 12.75 ล้านกิโลกรัม มูลค่าการนำเข้า 2,110 ล้านบาท (จากยอดรวมการนำเข้าสารเคมีทั้งหมด 160.82 ล้านกิโลกรัม เป็นสารออกฤทธิ์ 84.38 ล้านกิโลกรัม มูลค่าการนำเข้ารวม 20,618 ล้านบาท)”

เวปไซต์ ดังกล่าว ได้รายงานข้อมูลเกี่ยวกับ “พาราควอต” ว่า เป็นหนึ่งในสารพิษที่ใช้มากที่สุดในประเทศไทย ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขร่วมกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องประกาศแบน และต้องยกเลิกการใช้ในวันที่ 31 ธันวาคม 2562 สารนี้ผลิตเพื่อจำหน่ายครั้งแรกโดยบริษัทสัญชาติอังกฤษ ICI บริษัทที่ครอบครองตลาดมากที่สุดคือ Syngenta ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์

แต่ประเทศที่ผลิต และส่งออกมากที่สุด คือ ประเทศจีน ทั้งอังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ และจีน ล้วนแล้วแต่แบนสารพิษร้ายแรงนี้ทั้งสิ้น แต่ยังคงอนุญาตให้มีการส่งออกไปขายในแผ่นดินอื่น

อันตรายจากสารเคมีในภาคการเกษตร ได้ทำให้เครือข่ายภาคประชาชน เครือข่ายเกษตรกรรมกลุ่มต่างๆ ได้พยายามการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรปลอดสารพิษ หรือ “เกษตรอินทรีย์”

เวปไซต์กรีนเน็ท (www.greennet.or.th) รายงานว่า เกษตรอินทรีย์ไทยในปี พ.ศ. 2559 ได้ขยายตัวต่อเนื่องอีกครั้งโดยในปี 2558 มีการขยายตัวสูงถึง 21% ซึ่งการขยายตัวส่วนใหญ่เกิดขึ้นในส่วนของข้าวออร์แกนิค (28%) และพืชผสมผสาน (187%) ซึ่งถ้าดูย้อนหลังกลับไป 5 ปี เกษตรอินทรีย์ไทยมีการเจริญเติบโตเฉลี่ย 6.37% และ 10.14%  เมื่อดูย้อนหลังกลับไป 10 ปี การขยายตัวของพื้นที่เกษตรอินทรีย์นี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการสำรวจข้อมูลที่ดีขึ้น และอีกส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยด้านนโยบายและตลาดที่มีการยกเลิกนโยบายประกันราคาข้าวในช่วงต้นปี 2557 ซึ่งเริ่มทำให้ราคาข้าวเปลือกทั่วไปปรับตัวลดลง

โดยเฉพาะช่วงปลายปี 2559 ราคาข้าวเปลือกน่าจะตกต่ำสุดในรอบเกือบ 10 ปี ซึ่งน่าจะทำให้ในปี 2561 มีเกษตรกรที่ปลูกข้าวหันมาปรับเปลี่ยนเป็นเกษตรอินทรีย์มากขึ้น ในขณะเดียวกันตลาดออร์แกนิคในประเทศ และต่างประเทศก็ได้เหมือนจะยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ขบวนการเกษตรอินทรีย์ไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาค่อนข้างคึกคักในส่วนของภาครัฐ ความพยายามในการผลักดันแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ (ที่สิ้นสุดลงตั้งแต่ปี 2554) ก็ยังไม่ได้มีความคืบหน้าแต่อย่างใด แต่แม้ว่าการปราศจากแผนดังกล่าวแทบจะไม่ได้มีผลต่อการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศ

“ทั้งนี้ ก็เพราะเกษตรอินทรีย์ไทยขับเคลื่อนโดยภาคเอกชนและประชาสังคมเป็นหลัก ตราบใดที่ภาคเอกชนและประชาสังคม ยังมีความพร้อมและความเข้มแข็ง เกษตรอินทรีย์ไทยก็ยังคงขับเคลื่อนไปได้อย่างต่อเนื่อง  สิ่งที่น่าเป็นกังวลมากกว่า ก็คือ บรรยากาศ/สภาพแวดล้อมทางนโยบาย เช่น ความพยายามผลักดันให้มีการอนุญาตทดลองปลูกพืชดัดแปลงพันธุกรรม ในช่วงปลายปี 2558, การตรวจพบการปนเปื้อนสารเคมีการเกษตรในสินค้าเกษตรทั่วไป (เกษตรดีที่เหมาะสม - GAP) และเกษตรอินทรีย์ ที่ได้รับการตรวจรับรองมาตรฐานโดยหน่วยงานภาครัฐ, การจัดทำร่างข้อกำหนดมาตรฐานบังคับฉลากเกษตรอินทรีย์ปัจจัยเหล่านี้ค่อนข้างจะส่งผลคุกคามต่อการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในประเทศค่อนข้างมาก”

ความคืบหน้าในการผลักดันวิถีเกษตรอินทรีย์ในหลายสิบปีที่ผ่านมา เวปไซต์รัฐบาลไทย รายงานว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2560 ได้มีมติเห็นชอบ เรื่อง (ร่าง) ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560-2564 และเห็นชอบให้เพิ่มองค์ประกอบในคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ โดยเพิ่มผู้แทนกรมวิชาการเกษตร เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ อีก 1 คน

“สาระสำคัญของร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ.2560-2564 มีวัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มพื้นที่และปริมาณการผลิตเกษตรอินทรีย์ เพื่อเพิ่มการค้าและการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ในประเทศ เพื่อให้สินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลาง (Hub) ของสินค้าและบริการด้านเกษตรอินทรีย์ในระดับสากล พัฒนาองค์ความรู้ และนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล”

“โครงการ สร้างคนดี มองการณ์ไกล ไทยรุ่งเรือง” ภายใต้มูลนิธิหมอเสม พริ้มพวงแก้ว ได้ลงพื้นที่ได้รับทราบความเห็นของประชาชนในพื้นที่ทั่วประเทศว่า “ต้องการให้ประเทศเป็นเกษตรอินทรีย์”

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องให้ความสำคัญต่อนโยบายพัฒนาประเทศให้เป็นเกษตรอินทรีย์อย่างแท้จริง

 

---------------------------------------------

 

หมายเหตุ ตีพิมพ์ครั้งแรก ในหนังสือพิมพ์แทบลอยด์ ไทยโพสต์

คอลัมน์ชานชาลาประชาชน ฉบับวันที่ 16 เมษายน 2560

ขอขอบคุณภาพจาก www.facebook.com/Ourprosperity

โดย มุสิกะตะวัน

 

กลับไปที่ www.oknation.net