วันที่ ศุกร์ เมษายน 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ความหวังของชาวนาไทย


 
ความหวังของชาวนาไทย คือเปลี่ยนที่นาเป็นเกษตรกรรมผสมผสานและปลอดสารพิษ
 
Image may contain: 2 people, people standing, tree and outdoor
 
เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสลงพื้นที่ “บ้านนาวิลิต” กลุ่มฟื้นฟูเกษตรกรเมืองเพชรของคุณวิลิต เตชะไพบูลย์ นักธุรกิจที่หันมาทำนาเกษตรกรรมอินทรีย์ ที่อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ร่วมคณะกับคุณชัชวาลย์ พริ้งพวงแก้ว ผู้อำนวยการโครงการสร้างคนดี มองการณ์ไกล ไทยรุ่งเรือง มูลนิธิหมอเสม พริ้งพวงแก้ว และทีมงานจาก Index Creative Village
 
สิ่งที่ได้เรียนรู้คือชาวนาจังหวัดเพชรบุรี มีปัญหาหนี้สินเป็นหลักกันเยอะมาก โดยเฉพาะภาคกลางทั้งหมดมีปัญหาหนี้สินหมุนเวียนจนชาวนาส่วนใหญ่ต้องขายที่ดินมาหมุนเวียนหนี้สิน กลายเป็นชาวนาเช่าที่ดินไปโดยปริยาย
 
ชาวนาในจังหวัดเพชรบุรีเองก็เช่นกัน การทำนาเดี่ยวนำมาซึ่งหนี้สินรายปี ทั้งหนี้สินจากค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าจ้างรถไถ หนี้สินเงินกู้หมุนเวียนต่างๆ ที่ต้องทำนาปลูกข้าวแลกกับการชดใช้หนี้สิน ข้าวถุกตีราคาขายตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มปลูก จากหนี้สินที่มีอยู่ตั้งแต่ก่อนปักดำ
 
การพยายามรวมกลุ่มเป็นกลุ่มฟื้นฟูเกษตรกรเมืองเพชร แรกเริ่มประสบปัญหามากมาย ชาวนาไม่เคยรวมตัวกัน จากวิถีการผลิตแบบเดิมทำให้ความหวังมีเพียงจะมีเงินกู้เพิ่มขึ้นเท่าไหร่ เพื่อนำชดใช้หนี้สินหมุนเวียน ซึ่งถูกบริหารจัดการโดยบริษัทอุตสาหกรรมการเกษตรผูกขาดและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.)
 
น่าแปลกใจ ทำไมชาวนาญี่ปุ่นร่ำรวย แต่ชาวนาไทยกลับยากจน ในเมืองไทยคนที่หากินกับชาวนากลับร่ำรวยแทนชาวนา โดยเฉพาะพวกโรงสี พ่อค้าคนกลาง และอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร
 
พวกเขากอบโกยส่วนที่น่าจะเป็นของชาวนานี้ไป โดยการขัดขวางปิดกั้นชาวนาไม่ให้มีศักยภาพในการแปรรูปสินค้าการเกษตรต่างๆ เอง ทั้งปัจเจกและในรูปสหกรณ์ วิสาหกิจต่างๆ ดูตัวอย่างเรื่องการผลิตสุราเหล้าแช่สาโท ฯลฯ จากผลิตผลทางการเกษตร รัฐบาลออกกฎหมายห้ามชาวนาทำ แต่อนุญาตให้นายทุนผู้ผูกขาดทำการผลิต จนบัดนี้ร่ำรวยขึ้นมานับแสนล้านบาทใน 4 ทศวรรษ
 
ส่วนต่างเช่นนั้นมันควรเป็นของชาวนาและเกษตรกรไม่ใช่หรือ?
 
Image may contain: 1 person, outdoor and nature
 
ชาวนาเพชรบุรีจึงได้รวมตัวกันเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยตนเองโดยไม่หวังพึ่งรัฐอีกต่อไป ทั้งกลุ่มฟื้นฟูเกษตรกรเมืองเพชรและกลุ่มเกษตรอินทรีย์ต่างๆ หันกลับมาพึ่งธรรมชาติ งดการใช้ปุ๋ยเคมีที่พึ่งพิงจากภายนอก ทำปุ๋ยอินทรีย์ด้วยตนเองจากภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อรักษาพืชพันธุ์ให้เจริญเติบโตแข็งแรงโดยไม่พึ่งปุ๋ยพึ่งยาจากบริษัทผูกขาด ทำเตาเผาน้ำส้มควันไม้เพื่อใช้เป็นยาฆ่าแมลง พัฒนาคุณภาพดินตามธรรมชาติ และสร้างนวัตกรรมเกษตรกรรมอินทรีย์ร่วมกัน โดยมีคุณสวาท เกตุมงคล ปราชญ์ชาวบ้านคนหนึ่งเป็นแกนนำคนสำคัญ
 
นอกจากนี้ยังมีแนวทางเพื่อ “ทำนา” ที่หลากหลาย โดยใช้การเกษตรแบบผสมผสาน เพื่อสร้างความอุดมสมบูรณ์กลับมามาในพื้นที่ มีการปลูกพืชสลับกันไปตามฤดูกาล ทั้งข้าว มะม่วง กล้วย บอน ถั่ว มะนาว รวมทั้งพืชผักสวนครัวอื่นๆ
 
ส่วนหนึ่งเพื่อการพึ่งตัวเองภายใน ไม่ต้องพึ่งพิงจากภายนอกมากเกินไป อีกส่วนหนึ่งเพื่อพัฒนาคุณภาพดิน โดยมองว่าเราควรทำดินให้เหมือนป่า ดินในป่ามันคัดสรรพืชพันธุ์ตามธรรมชาติและสร้างแร่ธาตุต่างๆ มากมาย หากเรามองเห็นว่าแล้วจินตนาการที่ดินเราได้ เราก็พัฒนาดินของเราให้อุดมสมบูรณ์ได้
 
ทางออกของชาวนาจึงต้องทำทั้งระบบ ครบวงจร เหมือนกับที่นาของคุณอภิรัชต์ ภู่พรหมณ์ เกษตรกรหมู่ 7 ตำบลท่าคอย อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี อีกคนหนึ่ง ที่ทำงานเกษตรกรรมแนวใหม่ หลังจากหันหลังให้อาชีพนายช่างในเมืองใหญ่ จนปัจจุบันที่นาของเขากลายเป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินของชุมชน
 
คำตอบหนึ่งจากจังหวัดเพชรบุรีก็คือ ชาวนาต้องเรียนรู้การบริหารจัดการนา การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ร่วมกัน เพื่อสร้างองค์ความรู้ร่วมกันของชุมชน
 
การเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตแบบเดิมนี้ ทำให้มีคนรุ่นใหม่หันมาใช้ชีวิตด้านเกษตรกรรมมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และการรวมกลุ่มเกษตรทั้งในรูปแบบ กลุ่ม สหกรณ์ชุมชน วิสาหกิจ หรือบริษัทชาวนา ล้วนจะทำให้ชาวนาเข้มแข็งและมีรายได้มากขึ้นอย่างแน่นอน
 
หัวใจสำคัญของการทำเกษตรผสมผสานและเกษตรอินทรีย์ปลอดสารพิษ ก็คือ ทำการเกษตรแบบนี้อย่าไปคิดเรื่องการค้า เพราะการค้าเราสู้บริษัทผูกขาดอุตสาหกรรมการเกษตรขนาดใหญ่ไม่ได้ แต่เราทำการเกษตรด้วยความรัก ความปราณีต รักในผลิตผลพืชภัณฑ์ธัญญาหารที่สร้างจากดินบริสุทธ์และปลอดสารพิษ มันจะกลายเป็นครัวของบ้าน ครัวของชุมชน และครัวของโลกไปโดยปริยาย
 
ไม่ต้องคิดส่งขายทั่วโลก แต่เมื่อเป็นครัวของโลกพวกเขาจะวิ่งเข้าหาเอง
 
เพราะการส่งออก (Export) ชาวบ้านไม่เคยได้ผลประโยชน์ กำไรอยู่ที่กลุ่มทุน พ่อค้าคนกลางและบนก้อนเมฆ มันเคลื่อนคล้อยไปไร้เขตพรมแดน กำไรภายในประเทศอาจลอยออกไปนอกประเทศเพื่อหาเจ้าของที่แท้จริง ไม่เคยกลายเป็นฝนตกชโลมท้องทุ่งนา นอกจากกำเนิดหนี้สินที่เกิดจากการเร่งการผลิตเพื่อการส่งออก
 
เมื่อคืนวันที่ 4 เมษายน รองนายกรัฐมนตรี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ไปพูดที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี ในงานเลี้ยงแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสที่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ประกาศแต่งตั้ง นายนินนาท ไชยธีรภิญโญ ขึ้นดำรงตำแหน่ง “ประธานคณะกรรมการ” (Chairman of The Board) แทน นายประมนต์ สุธีวงศ์ ว่า "เศรษฐกิจไทยกำลังดีขึ้น"
 
พวกเขาพูดกับกลุ่มทุนใช่ไหม? ไม่ใช่กับชาวบ้าน กับชนชั้นแรงงาน ชาวนาและเกษตรกรอย่างเรา เศรษฐกิจดีขึ้นกับกลุ่มทุน ไม่ใช่กับชาวบ้านอย่างเราแน่ๆ
 
ความหวังของชาวนาไทย คือเปลี่ยนที่นาเป็นเกษตรกรรมผสมผสานและปลอดสารพิษ เมื่อดินปลอดสารพิษ เมื่อนั้นที่นาจะกลายเป็นที่อยู่ของสรรพสัตว์ และกลายเป็น “ครัว” ของ “สรรพสิ่ง” ไปโดยปริยาย.
 
Image may contain: 4 people, people smiling, people sitting
 
(เผยแพร่ในคอลัมน์โลกและเรา, เมธา มาสขาว ไทยโพสต์ฉบับวันที่ 9 เมษยน 2560)

โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net