วันที่ ศุกร์ สิงหาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รถซอกซอก ไม่มีสิทธิวิ่งในไทย !


อีกไม่นาน ประกาศของกรมการขนส่งทางบก เกี่ยวกับสเปคของรถยนต์ไฟฟ้า จะมีผลบังคับตามกฎหมาย และผลของกฎหมายนี้ จะทำให้รถยนต์ไฟ้ฟ้าขนาดเล็ก หรือรถซอกแซกเกือบทั้งหมดที่ผมนำเสนอใน blog นี้ ไม่สามารถใช้งานบนถนนในประเทศไทยได้ แม้แต่รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่ขายดีที่สุดในโลกและได้รับรางวัลมาแล้วที่อังกฤษ ก็นำมาใช้ในเมืองไทยไม่ได้

รถพวกนี้จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 50 สตางค์ต่อกิโลเมตร ไม่สร้างมลพิษทางอากาศและความร้อนให้ตัวเมืองเลย โดยการใช้พลังงานไฟฟ้าที่โรงงานไฟฟ้าปล่อย CO2 ออกสู่บรรยากาศในชนบทน้อยกว่าที่รถยนต์ปัจจุบันปล่อยออกมาตามท้องถนนในใจกลางเมืองราว 4-5 เท่าเมื่อเทียบกับระยะทางที่วิ่งเท่ากัน แต่รถพวกนี้กลับไม่ได้รับอนุญาตให้นำมาใช้งานบนท้องถนนในเมืองไทย เพราะอะไรผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ

ลองมาดูกฎหมายที่กรมการขนส่งทางบกประกาศออกมากันครับ (ที่มา http://www.dlt.go.th/dltnews/2550/aug50/snv.html)

กรมการขนส่งทางบกกำหนดให้รถยนต์ไฟฟ้าสี่ล้อ ต้องใช้มอเตอร์ที่มีกำลังมากกว่า 15 กิโลวัตต์ และต้องวิ่งได้เร็วกว่า 45 กม./ชม. ในขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าคันเล็กๆพวกนี้ที่มีใช้งานในสหรัฐ ยุโรปและญี่ปุ่น เกือบทั้งหมดใช้มอเตอร์ที่ให้กำลังน้อยกว่านั้นมาก แต่ก็ยังวิ่งได้ 40-60 กม./ชม. และที่แปลกคือ บังคับให้รถสี่ล้อเล็ก รถส่วนบุคคล ใช้สเปคมอเตอร์เดียวกับรถบรรทุก รถบดถนน !!
หมายความว่า  แม้ผู้ผลิตจะออกแบบรถที่มีความเร็วตรงตามที่กรมฯต้องการแล้ว โดยใช้พลังงานน้อยหรือใช้มอเตอร์ขนาดเล็กได้ แต่กลับกลายเป็นถูกห้ามไม่ให้นำมาใช้งานบนถนนเมืองไทย ในขณะที่วิ่งได้ทั่วเมืองต่างๆในยุโรป

กรมฯยังกำหนดให้รถยนต์สามล้อใช้มอเตอร์ที่มีกำลังเพียงแค่ 4 กิโลวัตต์ขึ้นไปได้ และกำหนดความเร็วไว้เหมือนกัน
หมายความว่า  ถ้าใครคิดจะออกแบบผลิตรถในลักษณะโครงสร้างเปิดแบบรถสามล้อ แต่เพิ่มล้อให้เป็นสี่ล้อเพื่อให้มีความปลอดภัยมากขึ้น ก็จะถูกห้ามไม่ให้นำมาใช้งานบนถนนเอีกช่นกัน ทั้งที่เป็นการทำให้ปลอดภัยขึ้น (เพราะกฎหมายบังคับให้ต้องใช้มอเตอร์ขนาดใหญ่ขึ้นอีกอย่างน้อย 4 เท่า)

ส่วนรถสกุตเตอร์ไฟฟ้าที่สั่งมาขายจากจีนมากมาย ราคาราวสองหมื่นบาท เกือบทั้งหมดจะใช้มอเตอร์ขนาด 0.3-0.4 kw. ก็จะต้องเปลี่ยนไปเป็น 0.6 kw. ขึ้นไป จึงจะตีทะเบียนได้ แล้วเลยขึ้นราคาเป็นสามหมื่น แต่กลายเป็นรถมีการทรงตัวแย่ลงเพราะไปทำให้ล้อมีน้ำหนักมากขึ้น


ที่จริงกำลังมอเตอร์และความเร็วของรถเป็นตัวแปรที่เกี่ยวเนื่องกันอยู่แล้ว ผมไม่เข้าใจว่าทำไมกรมฯถึงต้องกำหนดบังคับทั้งสองตัว แทนที่จะบังคับความเร็วอย่างเดียว แล้วเปิดโอกาสให้มีการพัฒนาการประหยัดพลังงานที่ทำให้ใช้กำลังของมอเตอร์น้อยลงได้ แต่การกำหนดแบบนี้เป็นการบีบสเปคให้แคบเกินความจำเป็น ยกตัวอย่างเช่น กำหนดให้ใช้ภาชนะใส่น้ำที่ต้องจุได้มากกว่า 1 ลิตรและตัวภาชนะต้องสูงกว่า 30 ซม.เท่านั้น หมายความว่าผมไม่สามารถใช้ ขัน กาละมัง ชาม หรือภาชนะอย่างอื่นมาใส่น้ำได้เลย ของพวกนี้ก็หมดราคาไปโดยปริยาย ทั้งที่ตอบสนองความต้องการใส่น้ำได้ไม่น้อยกว่า 1 ลิตรเหมือนกัน ถ้ายิ่งบีบให้แคบลงมากๆ ก็คือเหมือนที่เขาเรียกว่า "ล็อกสเปค" นั่นแหละครับ

การที่กรมการขนส่งฯกำหนดสเปคให้แคบแบบนี้ ทั้งๆที่น่าจะมีสเปคของรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกอยู่ในมือ และน่าจะได้ไปดูงานดูของจริงมาแล้วทั่วโลก (เพราะเป็นหน่วยงานทางยานยนต์ที่สำคัญที่สุดและมีงบมากที่สุดของประเทศ) คงต้องมีจุดประสงค์อะไรเป็นพิเศษที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติที่ประชาชนคนธรรมดาอย่างผมไม่เข้าใจเพราะมีความรู้และประสพการณ์ไม่มากนัก

แต่ถึงอย่างนั้นผมก็รู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากกับเรื่องนี้ ในฐานะที่เป็นคนหนึ่งที่สนใจและหลงรักรถยนต์ไฟฟ้ามานานหลายสิบปี ตั้งแต่สมัยที่ GM เริ่มโครงการ EV1 เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมประเทศเราไม่สนับสนุนรถประเภทนี้แบบจริงๆจังๆเลยซักที เอาแต่สนับสนุนส่งเสริมการรับจ้างประกอบรถให้บริษัทต่างชาติอยู่นั่นแหละ บางเรื่องก็เหมือนจะพยายามเดินถอยหลัง คิดแล้วก็อยากหัวเราะ(ทั้งน้ำตา) เช่น ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้าเก็บ 10% รถตุ๊กตุ๊กใช้น้ำมันเก็บ 5% รถกระบะดัดแปลงใช้เครื่องยนต์น้ำมันขนาดใหญ่ถึง 3 ลิตรเก็บเพียง 3% อย่างนี้ถ้าใครคิดจะทำรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าก็จะเสียภาษีหน้าโรงงานแพงกว่ารถตุ๊กตุ๊กที่ใช้น้ำมันถึงสองเท่า ทั้งต้นทุนระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าก็แพงกว่าอยู่แล้ว แค่เริ่มคิดก็เลิกทำไปได้เลย หรือในเรื่องข้อกำหนดของการรับจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าครั้งนี้ ถ้าจะผลิตรถไฟฟ้าสี่ล้อแทนรถสามล้อ ก็บังคับให้ต้องใช้มอเตอร์ใหญ่ขึ้นอีกกว่า 3 เท่าตัว ทำให้ต้องใช้ระบบควบคุมมอเตอร์ ใช้จำนวนแบตเตอรี่และทำโครงสร้างให้ใหญ่ขึ้นหนักขึ้นตามไปด้วย เฉพาะตัวมอเตอร์ขนาด 15 kw ก็มีน้ำหนักร่วมๆ 100 กิโลกรัมเข้าไปแล้ว หนักกว่าขนาดที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าคันเล็กๆที่มีวิ่งอยู่ทั่วโลกกว่า 3-4 เท่า ทั้งยังทำให้ราคารถแพงขึ้นอีกมาก การออกแบบเพื่อให้ได้รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กน้ำหนักเบาแต่ปลอดภัยกว่ารถสามล้อและเหมาะสมจะวิ่งใช้งานในชีวิตประจำวันได้ดีกว่า แต่กลับจดทะเบียนตามกฎหมายไทยไม่ได้

ในสหรัฐฯและยุโรป รัฐบาลหรือเทศบาลท้องถิ่งจะพยายามอย่างมากที่จะออกกฎหมายให้ประชาชนสามารถพัฒนาหรือซื้อรถประเภทนี้มาใช้งานบนถนนทดแทนรถยนต์ที่ใช้น้ำมันซึ่งก่อมลพิษให้ได้ มีการกำหนดประเภทของยานพาหนะขึ้นมาเป็นพิเศษ เช่น เป็นรถสี่ล้อเบา (Quadricycle) หรือ รถในชุมชน (Neighborhood Electric Vehicles : NEV) โดยให้เป็นรถประเภทที่ใช้ความเร็วต่ำและความเร็วปานกลาง (Low/Middle speed vehicles) ทั้งนี้เพราะรถยนต์ไฟฟ้าประเภทนี้จะวิ่งได้ไม่เร็วอยู่แล้ว โดยเขาจะกำหนดไว้ว่าต้องวิ่งไม่เร็วกว่า 40 หรือ 60 กม./ชม. รถประเภทนี้จะถูกจำกัดไม่ให้วิ่งบนทางหลวงหรือทางด่วนเพื่อความปลอดภัย และมีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆต่ำเป็นพิเศษหรือยกเว้นไปเลย รวมทั้งภาษี ค่าจอดรถ ฯลฯ และที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้เกิดผู้ผลิตรถยนต์รายย่อยขึ้นในประเทศจนสามารถพัฒนาขึ้นเป็นผู้ผลิตและขายรถยนต์ขนาดเล็ก สามารถแบ่งตลาดจากผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ได้ ทำให้ประชาชนมีสินค้าที่ตรงความต้องการมาให้เลือกมากขึ้นและเศรษฐกิจในประเทศดีขึ้น

แต่ของเราดูมันจะกลับตาลปัตรกับเขาไปหมด จับเอารถยนต์ไฟฟ้าไปรวมกลุ่มกันหมด ทั้งรถเล็ก รถตู้ รถบรรทุก แม้แต่รถบดถนน กลายเป็นกำหนดให้ต้องวิ่งเร็วๆ ใช้กำลังเยอะๆ กรมการขนส่งฯคงมีเหตุผลเฉพาะตัว ซึ่งผมไม่เข้าใจเลยจริงๆ อาจจะคิดว่ารถที่วิ่งช้าๆเกะกะถนนหรือเป็นตัวอันตรายก็ได้ ถ้าคิดเพียงแค่นี้ สงสัยว่ามาตรฐานความปลอดภัยของเราเหนือกว่าสากล เหนือกว่าสหรัฐฯ เหนือกว่ายุโรป และเราคงไม่ได้คิดออกกฎหมายข้อนี้มาเพราะเหตุผลทางเศรษฐกิจหรือต้องการผลักดันให้เกิดการผลิตหรือใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าเหมือนประเทศอื่นๆแน่ จะทำไปเพราะไม่รู้ว่าทั่วโลกเขาทำกันอย่างไรก็คงไม่ใช่ จะตั้งใจหรือจำใจทำไปเพราะโดนบังคับ หรือกลัวจะไปแย่งตลาดรถ eco-car ของบริษัทรถยนต์หรือเปล่าก็ไม่ทราบ

ถ้าเรายังโฆษณาว่าเป็น Detroit of Asia กรมการขนส่งทางบก สมควรต้องปรับเปลี่ยนนโยบายและการทำงานแบบเดิมๆที่บังคับควบคุมอยู่ภายในกรอบเก่าๆที่คับแคบ ให้มีแนวทางที่สร้างสรรค์และขยายกรอบความคิดให้ทันต่อสภาวะการณ์ต่างๆของโลกสมัยใหม่ให้มากขึ้น ต้องจริงจังกับความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด ทำไมเราถึงยังเห็นรถกระบะในเมืองจำนวนมากที่ใส่กันชนหน้าเป็นท่อเหล็กขนาดยักษ์ไว้เหมือนกับรถที่ใช้ในสงครามหรือรถที่ใช้ในป่าและยังใส่กันชนหลังชุบโครเมี่ยมเป็นอุปกรณ์มาตราฐานจากโรงงานผู้ผลิตซึ่งสะท้อนแสงไฟจากหน้ารถที่ขับตามหลังได้ ผู้ผลิตรถกระบะบางรุ่นสามารถใส่ไฟหน้าจากโรงงานที่สว่างจ้าเข้าตารถสวนทางเพื่อเอาใจคนซื้ออยู่ได้ตั้งหลายปีจนรถเปลี่ยนรุ่นโดยไม่มีใครสามารถบังคับให้แก้ไขได้เลย รถมอเตอร์ไซต์รุ่นใหม่ๆบางรุ่นก็ยังมีลำแสงไฟหน้าเหมือนเปิดไฟสูงเข้าตารถสวนทางอยู่ตลอดวลา รถโดยสารขนาดใหญ่จำนวนมากที่วิ่งอยู่ทั่วประเทศมีโครงสร้างที่ไม่มั่นคงแข็งแรงจนทำให้เกิดอุบัติเหตุในทางโค้งและทางลาดชันหลายครั้ง ทำไมเรายังได้เห็นข่าวรถเมล์เก่าๆแต่ทำสีใหม่ก็สามารถจดทะเบียนได้ แล้วก็ไปวิ่งเบรคแตกฆ่าคนตายกันอยู่หลายครั้ง และมาคราวนี้ทำไมเราไม่มีสิทธิ์ใช้รถยนต์ไฟฟ้าแบบที่ทั่วโลกเขาได้ใช้กัน

รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กพวกนี้ ที่ผมเรียกเล่นๆว่า "รถซอกแซก" ซึ่งน่าจะเป็นยานพาหนะที่เหมาะสมที่สุดในยุคนี้สำหรับการใช้งานในเมืองควบคู่กับระบบขนส่งมวลชนระบบราง ทั้งรถไฟฟ้าบนดินและใต้ดิน เวลานี้หลายประเทศทั่วโลกทั้งในสหรัฐฯ ยุโรป อินเดีย จีน ญี่ปุ่น ได้เพิ่มมาตรการสนับสนุนส่งเสริมให้มีการผลิตและใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าประเภทนี้อย่างมาก แต่กฎหมายที่ออกใหม่ของกรมการขนส่งฯนี้ ทำให้เราไม่มีทางสามารถผลิตหรือนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าคันเล็กๆพวกนี้มาใช้งานในประเทศไทยได้แล้ว คงเหลือแต่รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบราคาล้านสองล้านจากบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ทั้งหลายกำลังเตรียมการผลิตและมีรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนบางรุ่นที่บางบริษัทเตรียมนำเข้ามาขายเท่านั้นที่ผ่านเกณฑ์กฎหมายนี้ได้ แต่ถ้าคนไทยจะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าคันเล็กๆขึ้นมาเองก็ต้องส่งออกไปขายต่างประเทศทั้งหมดไม่สามารถจำหน่ายให้คนไทยด้วยกันใช้ได้

ทำไมคนไทยถึงไม่มีสิทธิได้ใช้รถประเภทนี้ล่ะครับ

กระทรวงพลังงาน บอก.. ต้องประหยัดพลังงาน ลดการนำเข้าน้ำมัน
กระทรวงอุตสาหกรรม บอก.. ต้องสนับสนุนให้มีการผลิตและใช้รถประหยัดน้ำมัน Eco-Cars
กระทรวงสิ่งแวดล้อม บอก.. ต้องช่วยกันต่อต้านภาวะโลกร้อน ลดปริมาณก๊าซ CO2
กระทรวงการคลัง บอก.. ต้องลดภาษีประจำปีให้รถยนต์ที่ใช้พลังงานทางเลือก
แต่..
กระทรวงคมนาคม บอก.. ถ้าจะใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ไม่ใช้น้ำมัน ไม่ก่อมลพิษ จะต้องไม่ใช้รถคันเล็กๆแบบที่ประเทศอื่นๆเขากำลังใช้กันตอนนี้ ประเทศไทยต้อง(รอ)ใช้รถที่ให้กำลังสูงๆ(จากบริษัทรถยนต์รายใหญ่) เท่านั้น (เพื่อไม่ให้เกะกะถนนขวางทางรถที่ใช้น้ำมัน)

NO ELECTRIC CITY-CARS in THAILAND.

โดย mr.zakkman

 

กลับไปที่ www.oknation.net