วันที่ อังคาร พฤษภาคม 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปากีสถาน แดนพุทธศาสนา


เรายังมีเวลาเหลือในปากีสถานอีกสองคืนเท่านั้น มาวันแรกๆรู้สึกนาน แต่สองสามวันถัดมาเราไม่มีความรู้สึกแบบนั้นเลย มีแต่ความรู้สึกว่าวันเวลาทำไมถึงได้เร็วจัง  หลังอาหารเที่ยงที่ PTDC GUPIS เราก็กลับมาพักที่ PTDC GILGIT อีกคืนหนึ่ง เพื่อเตรียมตัวเดินทางไกลกลับไปยังอิสลามาบัด ระหว่างทางเราผ่าน ทุ่งหญ้าสีส้มตัดกับสายน้ำสีเขียวสวยงามมาก เมื่อขามารถเราวิ่งเร็วและโยกไหวสั่นสะเทือนจนไม่สามารถถ่ายภาพได้ ขากลับรถจึงจอดแวะให้เราถ่ายภาพจนชุ่มใจ บริเวณนี้อยู่ในเขตเมือง Ghizer เส้นทางที่รถของเราวิ่งเลียบริมแม่น้ำมาตลอดก็คือแม่น้ำ  Ghizer  เมือง Ghizer ได้รับการขนานว่าเป็นดินแดนแห่งทะเลสาบ คงจะมีพื้นที่กักเก็บน้ำมากมายในบริเวณนี้จึงได้ชื่อว่าดินแดนแห่งทะเลสาบ

แม่น้ำ Ghizer

แม่น้ำใสๆไหลเอื่อยๆเลาะเลียบไปตามเชิงเขา

ทุ่งหญ้าสีบาดตาตัดกับแม่น้ำเขียวคราม

ถ่ายกันทุกๆองศา

สวยงามไปทุกโฟกัส

แม่น้ำไหลแบ่งผ่าทุ่งหญ้า

ทุ่งหญ้าอ่อนไหวโอนเอียงไหวเอนไปตามแรงลม

สุดขอบฝั่งด้านตรงข้ามเป็นผาหิน

ก่อนถึงที่พักเมืองกิลกิต เราแวะไปดูพระพุทธรูปสลักบนหน้าผา

พระพุทธรูป Kargah
เป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักบนหน้าผา เป็นพระพุทธรูปในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 7 ถูกค้นพบพร้อมกับเจดีย์ 3 องค์ซึ่งสูง 400 เมตรในช่วงปี ค.ศ.1938-1939 ห่างออกไปทางทิศตะวันตกของ Gilgit ประมาณ 10 กิโลเมตร บริเวณเมืองกิลกิตเคยเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นคันธาระและตั้งอยู่บนเส้นทางสายไหมในสมัยโบราณ  เมื่ออาณาจักรกุษาณะแห่งชมพูทวีปแผ่อำนาจไปตามเส้นทางสายไหม ได้มีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาจนไปถึงเอเชียกลางและอาณาจักรจีน ด้วยเหตุนี้จึงปรากฏร่องรอยของพระพุทธศาสนา

 

พระพุทธรูปสลักบนหน้าผา มองระยะไกลแทบจะไม่เห็นถ้าไม่สังเกตุดีๆ

พระพุทธรูป Kargah

เย็นจนใกล้ค่ำเราจึงออกจากที่นี่เพื่อกลับไปยังที่พัก PTDC Gilgit  เมื่อถึงที่พักทุกคนทราบว่าพรุ่งนี้และมะรืนนี้จะเป็นการเดินทางยาวนานเพื่อไปอิสลามาบัด เราจะต้องนั่งบนรถสองวันเต็มๆ หลังจากถึงอิสลามาบัดเรามีโปรแกรมไปตักศิลาและสถานที่สำคัญๆของพุทธศาสนาหนึ่งวันเต็ม ค่ำๆจึงเดินทางไปสนามบิน  ค่ำวันนี้กรุ๊ปเราขอเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำครอบครัวอามีนและซาลีม เนื่องจากเรามีความรู้สึกถึงการช่วยเหลือและให้บริการด้วยน้ำใจ คอยดูแลห่วงใยโดยเฉพาะผู้ป่วยเป็นอย่างดี เสมือนหนึ่งเป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบดุจดั่งญาติ  เมื่อไปถึงสถานที่ได้เห็นความหรูหราของสังคมอีกระดับหนึ่ง ผมนึกในใจว่าสังคมของประเทศยากจนหรือประเทศกำลังพัฒนาช่างเหมือนกันทุกประเทศ นั่นคือความแตกต่างระหว่างชนชั้นที่ห่างไกลกันมาก ความหรูหราของสังคมเมืองที่ใช้จ่ายอย่างสนุกกับความยากจนของชาวชนบทที่แทบจะไม่มีเงินติดกระเป่า ไม่มีรายได้อื่นๆนอกจากหากินตามวิถีชนบท ชีวิตที่ต้องดิ้นรนกับชีวิตที่มีแต่สิ่งอำนวยสะดวก ไม่ว่าจะนำทฤษฎีการเมืองใดมาใช้ก็ยากที่จะทำให้ชนชั้นของสังคมเท่าเทียมกัน อาหารถึงแม้อร่อย บริการยอดเยี่ยมเพียงใด แต่เมื่อก้าวเท้าเดินทางออกไปไม่เกินห้าหรือสิบกิโลเมตร เราจะพบเห็นสังคมที่ยังขาดการเหลียวแล ไม่ว่าประเทศใดก็ตามที่อยู่ในช่วงกำลังพัฒนา เราก็จะได้พบกับสิ่งเหล่านี้ แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถพบเห็นได้โดยไม่มีชนชั้นของสังคมนั่นคือความฟุ่มเฟือยในการใช้ทรัพยากรที่ไม่ได้ก่อให้เกิดความคุ่มค่า " สมาร์ท โฟน " คือตัวที่ทำให้สังคมขาดความอบอุ่น ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจในครัวเรือนอย่างมหาศาล

นั่งรออาหาร

ลูกชายน่ารักๆของไกด์ซาลีม

นายกเทศมนตรีเมืองกิลกิต(คนกลาง)

 

หลังจากอาหารค่ำเราก็เข้าที่พักเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางในเช้าวันถัดไป

เช้าวันใหม่ก่อนเดินทาง

การเดินทางทียาวนานเริ่มขึ้นตั้งแต่แปดโมงเช้า ออกจากเมืองกิลกิตเพื่อไปพักที่บีชาม เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ทางการให้ความสำคัญแก่นักท่องเที่ยวมาก มีการตรวจเข้มทุกจุดตรวจ ความแออัดในเมืองค่อยๆผ่อนคลายขึ้นเมื่อรถวิ่งออกมาได้สักครู่ จะเห็นเด็กๆนักเรียนนักศึกษาไปโรงเรียนไปมหาวิทยาลัย การแต่งกายของนักเรียนดูเท่ทะมัดทะแมง เหมาะกับสถาพอากาศที่หนาวเย็น ทิวทัศน์ที่ผ่านทำให้เราชินตา เพียงนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างดูสภาพบ้านเมือง จนกระทั่งมาถึงจุดบรรจบของเทือกเขาสามเทือก คือเทือกฮินดูกูธ เทือกการาโครัม และเทือกหิมาลายัน และตรงนี้ยังเป็นที่บรรจบของแม่น้ำสองสาย คือแม่น้ำสิงห์และแม่น้ำกิลกิต เราจึงได้เปลี่ยนอริยาบทลงไปสำรวจภูมิทัศน์  เมื่อได้เวลาก็ขึ้นรถเพื่อเดินทางกันต่อไป เส้นทางไม่มีอะไรที่ทำให้เราตื่นเต้น นั่งกันเงียบๆมองออกไปนอกหน้าต่างจนถึงจุดรับประทานอาหารกลางวันเกือบๆบ่ายสองโมง ตรงนี้เป็นจุดพักรถที่รถเกือบทุกคันต้องแวะมาพักเหนื่อยที่นี่ เราได้สัมผัสกับอาหารริมทางเป็นมื้อแรก  มีข้าวผักจานใหญ่ๆสองจานรับประทานกันสิบคนก็ไม่หมด ไก่ทอดคืออาหารหลักที่ต้องขึ้นโต๊ะตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย สั่งน้ำโค๊กปราศจากน้ำแข็งมาดื่มเพื่อดับกระหาย ที่ขาดไม่ได้คือนานอาหารประจำชาติ ทานอาหารกันอิ่มแล้วก็รีบขึ้นรถเดินทางกันต่อ ขึ้นรถแล้วก็ได้แต่นั่งมองไปนอกหน้าต่าง ในใจก็เร่งเวลาให้ถึงจุดหมายเร็วๆ แต่ก็ไม่ได้อย่างใจ ถึงที่พักก็ตะวันตกดินไปแล้ว ผมจำไม่ได้เลยว่าที่พักนั้นชื่ออะไร เพียงคิดอย่างเดียวถึงที่พักแล้วทานอาหารมื้อค่ำแล้วขอพักผ่อนให้เต็มที่ เพื่อสลัดความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยหล้าที่นั่งจ่อมอยู่บนรถเป็นเวลายาวนาน

ไปโรงเรียน..พี่จูงน้องน่ารักดี

พี่ไปไหนแล้ว...ปล่อยให้หนูอยู่คนเดียว

จุดที่เทือกเขาสามเทือกมาบรรจบกัน

ฮินดูกูธ การาโกรัม หิมาลายัน มาบรรจบกัน

แม่น้ำสองสาย อินดัส และ กิลกิต มาบรรจบกันที่นี่เช่นกัน

แม่น้ำอินดัส และ กิลกิต

แผนผังสามเทือกเขาและสองแม่น่ำ

การาโครัมไฮเวย์ ( KKH )

เส้นทางที่ผ่านมีแต่ภูเขาสีหม่นๆและแม่น้ำสีขุ่นๆ

แวะทานอาหารริมทาง

เมื่อคืนที่ผ่านมาได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ บรรยากาศช่วงเช้าที่นี่ค่อนข้างดีพอสมควร ต้นไม้รอบๆที่พักเป็นแหล่งหากินของนก นกประจำถิ่นที่พบบ่อยและเยอะมากคือ Himalayan Bulbul เทียบแล้วก็เหมือนนกกระจอกบ้านเรา ไม่ว่าจะไปที่ไหนจะเจอนกชนิดนี้ตลอด

ที่พักระหว่างทาง

Himalayan Bulbul

ตำรวจที่คอยดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว มาดูแลถึงที่พัก

จากจุดที่เราพัก (เมืองบิชาม) เดินทางสู่อิสลามาบัค เราต้องใช้เวลาเดินทางอีกหนึ่งวัน ประมาณ ๙ ชั่วโมง(รวมเวลาพักทานอาหารมื้อกลางวัน) ช่างเป็นการเดินทางที่ยาวนาน ด้วยสภาพถนนและความคับคั่งของประชากรในหมู่บ้านท้องถิ่นที่ตั้งอยู่ตามเส้นทางออกมาจับจ่ายใช้สอย ผู้คนพลุกพล่านตลอด บ้างก็ออกมาเดินเล่นๆไม่มีอะไรจะทำ รถจึงทำความเร็วเฉลี่ยได้เพียงสีสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ไกด์ซาลีมบอกว่า Look busy do nothing  พวกเราชอบกันมากเลยกับคำๆนี้ ทำให้นึกถึงพวกทำงานใน Office หรือข้าราชการที่ไม่มีอะไรจะทำ นั่งเล่นนั่งคุยกันสนุก แต่พอหัวหน้างานมาจะทำตัวให้ดูยุ่งวุ่นวายกับงาน ทั้งๆที่ไม่มีงานอะไรให้ทำ นึกถึงประโยคนี้ขึ้นมาทีไรก็อดขำและอมยิ้มขึ้นทุกครั้ง

ตลาดผลไม้

จัดเรียงสวยงามน่าซื้อมาก

พืชผักและผลไม้มีบ้างที่นำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จีน อัฟกานิสถาน และอินเดีย

ได้แวะพักทานอาหารกลางวันที่เมืองเล็กๆร่างกายค่อยสดชื่นขึ้น เหลือระยะทางอีกไม่มากนักก็จะถึงเมืองหลวง เมื่อขึ้นไปนั่งบนรถต้ได้แต่ชมวิวที่มีแต่เทือกเขาสีน้ำตาลหม่นๆ ไม่มีใบไม้เปลี่ยนสีให้ชม แม่น้ำสีขุ่นๆก็หายไป ได้แต่นั่งมองไปเรื่อยๆรอเวลาให้ถึงที่พักคืนนี้เร็วๆ

เรามีเวลาในอิสลามาบัดหนึ่งวันเต็ม เครื่องจะออกช่วงสี่ทุ่มเศษ เราจึงไปชมดินแดนพุทธศาสนา ตักศิลา

ตักศิลา (อักษรโรมัน: Taxila; ตัก-กะ-สิ-ลา)[1] หรือ ตักสิลา (Takkaśilā; ตัก-กะ-สิ-ลา) ในภาษาบาลี หรือ ตักษศิลา (Takṣaśilā; ตัก-สะ-สิ-ลา) ในภาษาสันสกฤต[2] เป็นชื่อเมืองอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐปัญจาบ เป็นมหาวิทยาลัยและเป็นศูนย์กลางของศิลปวิชาการ ในอดีตของอินเดียตั้งแต่ก่อนพุทธกาลมีสำนักอาจารย์ทิศาปาติโมกข์ สั่งสอนศิลปวิทยาต่าง ๆ แก่ศิษย์ที่มาเล่าเรียนในแถบดินแดนชมพูทวีปบุคคลสำคัญและมีชื่อเสียงหลายท่านที่สำเร็จการศึกษาจากที่แห่งนี้ อาทิ พระเจ้าปเสนทิโกศล หมอชีวกโกมารภัจจ์ องคุลีมาล

ปัจจุบันนี้ตักศิลาอยู่ในเขตประเทศปากีสถาน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงอิสลามาบาด คงเหลือแต่ซากเมืองให้ได้เห็น มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญคือ พิพิธภัณฑ์ตักศิลา ซึ่งได้เก็บรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับความเป็นอยู่และภูมิปัญญาของชาวตักศิลายุคต่าง ๆ เอาไว้อย่างเป็นระบบระเบียบ รวมถึง ซากสถูปเจดีย์ วัดวาอาราม แลปฏิมากรรม แบบศิลปะคันธาระ จำนวนมาก อันเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของผู้คนจนรัฐบาลปากีสถานได้อนุรักษ์ไว้เป็นโบราณสถานภายใต้การสนับสนุนขององค์การยูเนสโก

เมืองตักศิลาถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ดึกดำบรรพ์เป็นนครหลวงแห่งแคว้นคันธาระ เป็นหนึ่งในบรรดา 16 แคว้นของชมพูทวีป สถาปนาขึ้นโดยชาวอารยัน ตักศิลาตกอยู่ภายใต้อารยธรรมมากมาย เช่น อารยธรรมกรีกโดยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช และอารยธรรมฮินดูหลายราชวงศ์ ในสมัยพุทธกาลมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำแคว้นและรุ่งเรืองมานับพันปี โดยมีความรุ่งเรืองถึงขีดสุดในสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์ได้สร้างตักศิลาให้มีชื่อเสียงพร้อม ๆ กับการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ในคริสต์ศตวรรษที่ 5 ชนชาติเฮฟทาไลต์ (Hephthalite) ได้ยกทัพมาตีอินเดียและทำลายพระพุทธศาสนา ทำให้เมืองตักศิลาพินาศสาบสูญแต่บัดนั้น (ข้อมมูลจาก วิกิพีเดีย)

คำบรรยายภาษาไทยในป้ายที่ถ่ายจากตักศิลา อ่านแล้วไม่ได้ใจความ จึงนำข้อมูลจาก วิกิพีเดียมาใช้

 ป้ายบอกว่าตักศิลาปิดวันจันทร์

เราไปถึงที่นั่นแล้วแต่ก็ต้องเสียใจเป็นอย่างยิ่งเพราะไปตรงกับวันที่เขาปิดพอดี ได้แต่ยืนตาปริบๆมองผ่านรั้วเข้าไปสำรวจ เราจึงแวะไป  DHAMARAJIKA  ที่อยู่ห่างออกไปราวๆ ๓ กม. DHAMARAJIKA STUPA มีความสำคัญคือเป็นที่ฝังพระศพพระพุทธเจ้า หลังจากนั้นเราเดินทางต่อไปที่ SIRKAP เป็นเมืองโบราณตั้งแต่ 180 ปีก่อน คศ. พอมีเวลาเราจึงเดินทางต่อไปที่ มัสยิดไฟซาล เป็นมัสยิดที่ใหญ่มี่สุดของปากีสถาน จุผู้คนที่มีความศรัทธามาสวดมนต์ได้ราวๆ 100,000 คน และลานด้านนอกอีกกว่า 200,000 คน มัสยิดแห่งนี้ได้ตั้งชื่อเพื่อให้เกียรติแก่กษัตริย์ Faisal bin Abdul Aziz


ตักศิลาปิด เราจึงแวะไปที่ DHARMARAJIKA STUPA

 ธรรมราชาสถูปที่กล่าวว่าเป็นที่ฝังพระศพพระพุทธจ้า

 

หมอแอ๊ด ชื่นชอบสะสมป้ายมรดกโลก

 มัสยิดไฟซาล

ที่นั่งสวดมนต์จุคนราวๆหนึ่งแสนคน

บริเวณรอบๆมัสยิดสามารถจุผู้ศรัทธาร่วมสองแสนคน

มัสยิดไฟซาลว่ากันว่าสามารถมองเห็นจากเครื่องบินขณะจะลงจอดที่ท่าอากาศยาน

เราถึงกรุงเทพฯ หกโมงเช้าแล้วรอต่อเครื่องกลับหาดใหญ่ ถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำดีๆกับทริปปากีสถาน มันเป็นสิ่งที่เหลือเชื่อมากสำหรับปากีสถาน มีแต่ความงดงามทั้งผู้คนและสถานที่ เราจึงต้องกลับมาทบทวนกันใหม่ถึงข่าวสารร้ายๆที่ได้รับ แต่ทุกอย่างย่อมมีสิ่งดีๆที่ไม่ได้ปรากฎในข่าวสารอีกมากมาย ปากีสถานจึงเป็นทริปที่ประทับใจอีกทริปหนึ่ง

_______________________________________________________________

อนึ่ง...ทริปนี้ผมขออุทิศให้คุณหมอกมลพันธ์ เนื่องศรี ขณะเดินทางร่วมทริปที่กำลังป่วย  แต่ยังมีจิตใจเข้มแข็งเดินทางไปกับพวกเราด้วย  ซึ่งทริปนี้เป็นทริปสุดท้ายที่ได้ร่วมเดินทางท่องเที่ยวด้วยกัน หลังกลับจากปากีสถาน คุณหมอมีอาการทรุดลง จนกระทั่งจากไปในที่สุด ผมขออนุญาตนำข้อความที่เขียนถึงหมอกมลพันธ์ เนื่องศรี ของคุณหมอติมที่ลงใน FB ที่ได้เก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆขณะร่วมงานมาด้วย เพื่อเป็นที่ระลึกและคิดถึงหมอตลอดไป

Supanee Buranadham
January 11 at 9:59pm ·
วันนี้นั่งเล่นงาน 3D จนค่ำ เก็บของกลับบ้านแล้วเกือบจะเดินข้ามไปฝั่งรพ.เพื่อเยี่ยมพี่พันด้วยความเคยชิน เลยขอบันทึกความทรงจำดีๆเกี่ยวกับพี่พันไว้ที่นี่

พี่พัน
- ตอนอยู่ทันตะจุฬาฯ เราเคยเป็นตัวแทนคณะแข่งปิงปองด้วยกัน พอมาอยู่มอ. เราก็เคยไปแข่งปิงปองกีฬาบุคคลากรด้วยกันหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเหมือนกับจะเป็นที่กำแพงแสนปี 46 ในภาพ(เครดิตภาพจาก Oitip Chan) จนติมเปลี่ยนไปตีแบดมีโอกาสติดทีมไปแข่งกะเค้า 1 ครั้ง...แต่ตกรอบแรก ส่วนพี่พันนั้นได้เหรียญจากแบดแทบทุกปีที่แข่ง ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า นักกีฬาจากมหาวิทยาลัยอื่นๆที่ได้เหรียญ ส่วนใหญ่ก็เป็นอดีตทีมชาติ หรือนักกีฬาระดับเขต หรือตัวเยาวชนมาทั้งนั้น แต่พี่พันสามารถต่อกรกับเค้าได้สบายๆ เก่งจริงๆ
- ตอนอยู่ทันตะจุฬาฯ ในพิธีไหว้ครูทุกปี จะมีการอ่านกลอนที่ชนะประกวด ซึ่งตลอดที่ติมเรียนอยู่จำได้ว่าผู้ประพันธ์ชื่อ นายกมลพันธ์ เนื่องศรี จนพี่พันเรียนจบไป เหมือนกับจะไม่มีการอ่านกลอนอีก อันนี้จำได้แม่นเลยเพราะสมัยนั้นทึ่งว่า พี่ที่เล่นปิงปองด้วยกันเนี่ยนะ แต่งกลอนได้ไพเราะขนาดนี้ คนเดียวกันจริงๆหรือ
- ปีไหนไม่รู้ที่เราจัดแข่งแบดระหว่างอาจารย์กับนักศึกษา พี่พันมาช่วยเล่นด้วย นักศึกษาสู้ไม่ได้จนในที่สุดเราต้องส่งพี่รวีไปคู่กับพี่พัน ให้เกะกะ และคอยตีเสียบ้าง เพื่อช่วยเหลือนักศึกษาเป็น 3 รุม 1 พี่รวีมาเล่าว่า... กมลพันธ์บอกว่า "พี่เสิร์ฟแล้วไปยืนนิ่งๆตรงนั้นเลยนะ ไม่ต้องเข้ามาอีก"
- เคยให้พี่พันประเมินความสามารถทางแบดมินตันจากสเกลเต็มสิบ พี่พันบอกว่า..ผมน่าจะซัก 5-6 (กรี๊ด 5 เองเร๊อะ) เพราะทีมชาติก็น่าจะเป็น 7-8 ไง (เออใช่) แล้วติมล่ะ... ก็...ซัก 1-2 เรียกว่าพอเล่นได้ พอถามว่าแล้วพี่แอ๊ด Bang Mun ล่ะ พี่พันบอกแบบไม่หยุดคิดเลยว่า ระดับนั้นเรียก unclassified ตอนนี้ยังนึกหน้าพี่พันขณะพูดออกเลยนะ
- ตอนติมมาอยู่ที่มอ.ใหม่ๆ เราก็มีแก๊งค์ไปเที่ยวกัน จำได้ไหม ครั้งนึงมีวันเกิดใครไม่รู้ที่ขับรถตามกัน 2-3 คันไปทานข้าวเช้ากันที่ตรัง แล้วกลับมาทันเช็คงานกันตอนเก้าโมง ตอนนั้นพี่พันใช้รถคันขาว แล้วก็มีไปเที่ยวกันอีกหลายครั้ง แต่ไม่ค่อยมีรูปพี่พันเลย เพราะพี่พันชอบเป็นช่างภาพมากกว่า
- พี่พันไปเรียนต่อมหิดล แล้วเลยชวนพี่หน่อยสมชาญ Som Katan มาเป็นอาจารย์เพิ่มที่ภาค ทำให้ภาคเรามีสีสัน เฮฮา สุดๆ อยู่หลายปีเลย
- พี่พันถ่ายภาพเก่งมากๆ เวลาไปเที่ยวก็จะเดินถ่ายรูปตลอด เวลาพี่พันเอารูปมาให้ดูที่ไปเที่ยวตปท.กับพี่แอ๊ดพี่หน่อย เราจะขำว่าไปที่เดียวกันหรือเปล่า เพราะรูปจากกล้องพี่แอ๊ด Bang Mun นี่คนละอารมณ์เลย :-)
- ตอนเราไปสัมมนาภาคที่กระบี่ เราพายเรือด้วยกัน ติมแทบไม่ต้องออกแรงเลย เรือเราไปเร็วมากด้วยพลังพี่พันคนเดียว
- เวลาประชุมภาค เราจะต้องโต้เถียงกันเป็นประจำ เนื่องจากต่างก็มี concept ว่า เราต้องแสดงความคิดต่างมุมกัน เพื่อซ้อมไว้เวลาไปถกเถียงกับชาวบ้านภาคอื่นๆในภายหลัง พี่พันมักจะมีคำคมมากๆอยู่เสมอ จำได้อยู่อันนึง... "ผิดครั้งแรกเรียกได้ว่าไม่รู้ (อภัยได้) หลังจากนั้นเรียกว่า ผิดซ้ำซาก" พี่พันจะตัดสินอะไรตามกฎระเบียบเสมอ บางทีก็มีลืมระเบียบบ้าง แต่พอมีการทักท้วง พี่พันเปลี่ยนความเห็นเป็นทำตามกฎโดยไม่ลังเลทุกที
- เหมือนที่พี่หน่อย Som Katan บอก ตอนมาเป็นอาจารย์ใหม่ๆเคสคิดว่าต้อง redone จะขอเชิญพี่พันมาเป็นคนบอกนักศึกษาทุกครั้ง :-) คือ เป็น redone case specialist
- เราทั้งคู่ไม่สามารถทนใช้ Ipad ได้ เนื่องจากขัดใจกับความเป็น iOS ของมัน เรามีความสุขกับการใช้ android tablet จีนราคาสามสี่พันบาทมากกว่า เวลาที่ได้ gadget อะไรมาใหม่ พี่พันเป็นคนแรกที่ติมจะต้องเอาของไปอวด
- พี่พันไม่เคยพลาดการไปออกหน่วยฟันเทียมพระราชทานเลย โดยเป็นหมอที่มี productivity สูงสุดตลอดกาล ไม่ว่าในขั้นตอนใดๆ จำได้ว่าเคยลองไปลงคลินิกกะเค้า เรายังลอง Occ rim บนไม่เสร็จเลย พี่พันเรียกคนไข้เข้ามาใหม่แล้ว (หมดกำลังใจเลยมาอยู่แลบดีกว่า) พิมพ์ปากก็ขั้นเทพ งานก็ดีด้วย แต่พอเลิกงานคลินิกพี่พันจะหายไปอย่างรวดเร็ว เหมือนระเหิดได้ ขนาดเคยมองๆอยู่นะ อยากรู้ว่าระเหิดไปยังไง ก้มหน้าแปร๊บเดียวเงยหน้าอีกที หายไปแล้ว แม้แต่ตอนที่เราไปนครฯ พี่พันเพิ่งทำผ่าตัดครั้งแรกมาไม่นาน ใส่ถุง drain อยู่ แต่พี่พันก็ยังอุตส่าห์ไปช่วยทำด้วย
- นานมาแล้วเราเคยไปวิชชุสินเพื่อไปดู LCD TV ตอนนั้นพี่พันมีดำริจะซื้อไง เห็นบ่นๆว่าทีวีจะพัง เปิดแล้วมีเสียงดังเปรี๊ยะทุกครั้ง แต่ทำไมวันนั้นกลายเป็นติมเป็นคนซื้อซะงั้น :-)
- ติมสามารถไปโฆษณาชวนเชื่อจนพี่พันเปลี่ยนจาก DSLR เป็น mirrorless รุ่นโปรได้ พี่พันถ่ายรูปที่ญี่ปุ่นมาอวด ขนาดว่ายังไม่ได้คัดรูปออกก็ยังสวยทุกรูปเลย
- พี่พันร้องเพลงเพราะ มีงานปีใหม่ภาคครั้งนึงติมเล่นเปียโนแล้วพี่พันร้องเพลง แบบไม่ต้องซ้อมด้วยกันเลย เพลงเติมใจให้กัน พี่รู้จักเพลงเยอะมากไม่ว่าเก่าใหม่ เวลามีคาราโอเกะนี่ร้องได้หมด
- เวลาสอบ oral สัมมนา Removable Pros นักศึกษาหลังปริญญา พี่พันจะคึกมากเป็นพิเศษ และมาด้วยคำถามง่ายๆแต่สามารถมีวิธีถามจนเด็กตอบไม่ได้ เพราะนึกว่าอาจารย์หลอก คือบางทีเราเองฟังยังงง ต้องคอยแปลให้เด็กฟังอยู่เรื่อยๆว่าอาจารย์เค้าถามแบบนี้ (ใช่ไม๊- หันไปถามพี่พันอีกที) ถ้าเด็กมึน พี่พันก็จะถามไปถามมา พยายามให้เด็กคิด จนแทบจะตอบเองออกมาอยู่ก็หลายครั้ง เราพูดกันอยู่เสมอว่าเด็กๆชอบตอบคำถามแบบขุดหลุมเอง กระโดดลงเอง และกลบเองเรียบร้อย  :-) ตอนนี้ไพฑูรย์ก็คล้ายๆพี่พันนะ แต่คำถามเข้าใจง่ายกว่า มีตัวแทนหลอกเด็กลงหลุมแล้วล่ะ ไม่ต้องห่วง
- พี่พัน และพี่หน่อย Som Katan เคยมาเรียนเปียโนกับติมไง นัยว่าอยากเล่นได้แบบเราที่ฟังๆแล้วเล่นออกมาได้ ไอ้เราก็ต้องสอน chord จาก basic ก่อนใช่ไม๊ มาเรียนได้ประมาณคนละ 2 ครั้งก็เลิก ทำบ่นว่าตั้งสองครั้งแล้วยังเล่นไม่เห็นได้เหมือนติมเลย (...เค้าเล่นมาเป็นสิบปีนะพี่ๆ) ที่สำคัญคือไปบอกกะคนอื่นว่า มันซ้อมวงสวิงกอล์ฟอยู่ในห้อง ใช้ไม้กอล์ฟคอยจิ้มเวลาเล่นผิด แหม...เราเหวี่ยงไม้อยู่ตั้งห่าง ไม่โดนหรอก แล้วใช้ด้ามจิ้มนะไม่ได้ใช้ตรงหัว session ของพี่หน่อยติมมีซ้อมยิง BB gun ประกอบด้วยนะ เจอแค่ไม้กอล์ฟทำบ่น
- บ่อยครั้งที่พี่พันเป็นผู้สร้างความสามัคคีในภาค เรากำลังเถียงอะไรกันอยู่ พี่พันพูดประโยคเดียว ทุกคนจะมองหน้ากันทำตาปริบๆ แล้วย้ายไปอยู่ฝ่ายเดียวกันหมดเลย ช่วยกันโต้กะพี่พันแทน อันนี้จงใจหรือเปล่าก็ไม่รู้ :-) อยากให้พี่พันเห็นจังช่วงที่พี่พันป่วยจนมาทำงานไม่ไหว แล้วมีตารางเวรเหลืออีกสองอาทิตย์ น้องๆเอาตารางเวรมาดูแล้วอาสากันลงเวรแทนจัดเสร็จภายในไม่กี่นาที งานเด็กที่ส่งตรวจค้างอยู่บนโต๊ะพี่พัน น้องๆก็ไปเอามาตรวจกันไม่มีเกี่ยงงอนใดๆทั้งสิ้น แต่พี่พันก็ยังมีโทรเข้ามา พยายามจะมาทำงานที่ตัวเองต้องรับผิดชอบ ในที่สุดพวกเราต้องวางแผนกันว่าจะทำไงดีที่จะพาพี่พันไปโรงพยาบาลให้ได้
- ตั้งแต่อยู่มาที่นี่รู้สึกว่ามีครั้งเดียวที่เราเดินสวนกันที่ตลาดเกษตร ช่องที่มีขายของกินปิ้งๆน่ะ ถามพร้อมกันว่า "พี่พัน/ติม ซื้ออะไรน่ะ" เลยแลกถุงกันดู แล้วส่ายหน้าส่งคืนกันแทบไม่ทัน ของพี่พันเป็น ขนมกล้วย ขนมตาล ขนมอะไรอีกไม่รู้ห่อใบตองสองสามห่อ ส่วนของติมเป็น แซนวิช พายมะนาว ชีสเค้ก ผักโขมอบชีส รสนิยมการกินคนละเรื่องกันเลย และพี่พันกินข้าวเร็วมาก เราเพิ่งกินไปไม่ถึงครึ่ง พี่พันกินหมด มองหาขนมแล้ว  :-)
- เมื่อนานมาแล้วแถวแฟลตเราจะมีเด็กจิ๋วอยู่หลายคน หนึ่งในนั้นคือ น้องเฟิร์นลูกพี่กษม พี่เลี้ยงจะอุ้มน้องเฟิร์นมาเดินเล่นหน้าแฟลตทุกๆเย็น ติมและพี่แอ๊ดพยายามไปชวนเล่น แต่เฟิร์นไม่สนเลย (แม้แต่เอาขนมเข้าล่อ) แต่พอลุงพันขับรถวิทาร่าคันแดงผ่าน เฟิร์นจะเริ่มกระดี๊กระด๊า ถ้าลุงพัน (หรืออาพัน)มาเล่นด้วยเฟิร์นจะถึงขั้นเอิ๊กอ๊าก แล้ววิธีเล่นประจำวัน คือ การจับมือเฟิร์นเขกหัวตัวเฟิร์น (เบาๆ)พร้อมกะร้อง นี่แน่ะๆๆ ปรากฎว่าหลานชอบมาก เห็นเดินมานี่จะเตรียมชูมือไว้เลย อาติมกะอาแอ๊ดงง
ถ้านึกอะไรออกอีกจะมา edit เพิ่มนะ 

 

พบกันใหม่ทริปหน้า

ขอบคุณทุกท่านที่แวะมา

_________________________________

เรื่องย้อนหลัง>>>http://oknation.nationtv.tv/blog/PeeThong/2017/04/19/entry-1 ปากีสถาน ปานภาพวาด ( ตอน ๗ )

 

โดย สำรวจฟ้า

 

กลับไปที่ www.oknation.net