วันที่ พฤหัสบดี พฤษภาคม 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Guardian of the Galaxy Vol 2: การกลับมาของพลพรรคป่วนจักรวาล


         สวัสดีครับทุกท่าน  วันนี้กระผมหมีน้อยจะมาเขียน เรื่อง Guardian of the Galaxy Vol 2 รวมพันธุ์นักสู้พิทักษ์จักรวาล 2 เดิมจะตั้งชื่อเอ็นทรี่นี้ว่า  Guardian of the Galaxy Vol 2 รวมพันธุ์นักสู้พิทักษ์จักรวาล 2การผจญภัยข้ามโลกที่เต็มไปด้วย ความโหด, มัน, ฮา, ความรัก มิตรภาพและ...น้ำตา  แต่มันจะยาวไป  เรื่องนี้กำกับโดย เจมส์ กันน์  เจ้าเก่าเช่นเคย  ในภาคนี้ทั้ง ปีเตอร์ สตาร์-ลอร์ด, กาโมร่า, แดร็กซ์, กรู๊ท และ ร็อคเก็ต ก็กลับมาป่วนเพื่อปกป้องจักรวาลอีกครั้ง   ในครั้งนี้สตาร์-ลอร์ดได้พบกับชายผู้เป็นบิดาของตนนามว่า อีโก้ แน่นอนว่าเมื่อทั้งสองพบกัน   ทั้งสองก็ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข   โดยหารู้ไม่ว่า มีคนกำลังตามล่าพวกเขาและภัยที่ร้ายกาจที่สุดในชีวิตของสตาร์-ลอร์ดที่มีชีวิตทั้งจักรวาลเป็นเดิมพันกำลังเข้ามาหาเขาอย่างไม่รู้ตัว   ในภาคนี้ก็มีสมาชิกเพิ่มเข้ามาอีก 3 คน ได้แก่ ยอนดู ชายผู้เสมือนเป็นพ่อเลี้ยงของสตาร์-ลอร์ด, เนบิวล่า ศัตรูเก่าและเป็นพี่น้องของกาโมร่าและ แมนทิส  เอเลี่ยนสาวที่ถูกเลี้ยงดูโดยอีโก้

          แต่ว่าคราวนี้ผมจะเล่าต่างจากเรื่องอื่นๆ   ผมขอไม่เล่าเรื่องเหมือนที่ผ่านมาแล้วกันนะครับ    เพราะมีหลายอย่างในเรื่องที่ผมอยากให้ทุกคนไปดูด้วยตนเองมากกว่า   แต่ผมก็จะขอพูดเกี่ยวกับบทบาทของตัวละครและความสำคัญของแต่ละคน   แต่นั่นหมายความว่าผมจะเขียนเหมือนตอน ซีวิลวอร์   สิ่งที่ผมเขียนอาจมีสปอยล์แฝงอยู่ข้างในเนื้อหาก็เป็นได้   แต่คราวนี้ผมจะพยายามเขียนให้สปอยล์น้อยที่สุด เท่าที่จะทำได้


       เอาเป็นว่าเรามาเริ่มกับตัวละครเก่ากันก่อนครับ    เรามาเริ่มต้นด้วยพระเอกของเราครับ สำหรับ ปี...เอ้ย! สตาร์-ลอร์ด (Star-Lord) ครึ่งมนุษย์ครึ่งเอเลี่ยน   อดีตโจรผู้ (พยายาม) ทำตัวเองให้ดีขึ้น   แน่นอนว่าตอนนี้เขาเป็นเสมือนคนดังและฮีโร่ไปแล้ว   ในภาคนี้เราจะเห็นว่าเขายังมีปมเกี่ยวกับพ่อของเขาอยู่ และเขาก็ยังต้องประสบปัญหากับการรวมกลุ่มให้เข้ากันอยู่   แต่ในทางกลับกัน เขาก็พยายามทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด   ในภาคนี้เราจะได้เห็นด้านต่างๆ ของเขาที่ซอฟต์กว่าทุกที

       สำหรับ กาโมร่า (Gamora) อดีตนักฆ่าและลูกบุญธรรมของธานอส    เธอเองก็เริ่มแสดงด้านอารมณ์ของตนมากขึ้น และเช่นเดียวกับสตาร์-ลอร์ด    เธอก็พยายามทำเรื่องดีๆ เพื่อชดใช้กรรมที่เธอก่อเอาไว้ในอดีต   เธออาจจะยังดูเยือกเย็นเหมือนเมื่อก่อน แต่เธอเป็นคนที่มีเหตุผลมากที่สุดในกลุ่ม (และสติดีสุดในกลุ่มด้วย) และเราก็ได้เห็นว่าเธอเองก็แคร์คนในกลุ่มไม่แพ้คนอื่นๆเหมือนกัน    ให้พูดคือ เธอก็เป็นเสมือน "คุณแม่" ประจำทีมนี้นั่นเอง

       ส่วนแดร็กซ์ (Drak) นักสู้ผู้สูญเสียครอบครัวด้วยน้ำมือของโรแนน (ตัวร้ายภาคแรก) และธานอส   เขาก็ยังเป็นคนบ้าบิ่นกระหายการต่อสู้เหมือนเดิม และชอบทำอะไรตามใจ    แต่ว่า ดูเหมือนเขาอาจจะเป็นคนที่เข้าใจความคิดของสตาร์-ลอร์ดได้อย่างดี    เขาไม่คิดว่าคนในกลุ่มเป็นเพื่อน แต่เป็นครอบครัวที่สองมากกว่า    ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เขาเห็นความสำคัญของกลุ่มมากแค่ไหน

      กรู๊ท (Groot) จากมนุษย์ต้นไม้ ยักษ์ใหญ่ใจดี    ผู้เป็นเสมือนบอดี้การ์ดประจำกลุ่ม   กลายเป็นมนุษย์ต้นไม้ตัวน้อย(เบบี้กรู๊ท) ที่ไร้เดียงสาและนิสัยก็ซนเหมือนเด็กด้วย   ตอนนี้เขาไม่มีประสบการณ์การต่อสู้เหมือนที่ผ่านมา   ทำให้เขาในตอนนี้ดูอ่อนแอมากกว่าเมื่อก่อน   แต่ทว่าแม้จะอ่อนแอ แต่ด้วยขนาดที่เล็กจิ๋ว ทำให้เขากลายเป็นเหมือน "ไพ่ตาย" ลับประจำกลุ่ม (ในบางเวลา) ในหนังเราจะเห็นว่า   แม้กรู๊ทจะดูตัวเล็กน่ารัก แต่เขาก็ยังร้ายกาจในแบบของเขา

      ร็อคเก็ต (Rocket) แร็คคูนที่ถูกดัดแปลง   ในช่วงแรก เหมือนว่าเขาจะยังเป็นคนที่เจ้าอารมณ์ ไม่ฟังคนอื่น  แถมทำอะไรแบบไม่ปรึกษาใคร ทำให้เกิดปัญหาได้    แต่ว่า นั่นก็ไม่สามารถหลอกยอนดูได้    อันที่จริง เขาแค่รู้สึกอึดอัดและคิดว่าตนไม่ใช่คนในกลุ่ม   แต่ลึกๆ เขาเป็นห่วงคนในทีมไม่แพ้สตาร์-ลอร์ดเหมือนกัน   ขนาดที่ว่าพอเขารู้ว่าสตาร์-ลอร์ดตกอยู่ในอันตราย    เขาถึงกลับมาช่วยโดยไม่คิดถึงชีวิตของตนเอง

      เนบิวล่า (Nebula) ครึ่งเอเลี่ยนครึ่งเครื่องจักร    อดีตลูกน้องของโรแนนผู้หลบหนี    แน่นอนว่า เธอยังเป็นคนที่ร้ายกาจเหมือนเคย   แต่ในภายหลังก็รู้ได้ว่า ความต้องการของเธอไม่ใช่การฆ่ากาโมร่า เธอแค่อยากเอาชนะ    และเธอเองก็ไม่อยากเป็นแบบที่เธอเป็นอยู่ตอนนี้    และในช่วงหลังเราจะได้เห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับกาโมร่ายังไม่ได้ขาดเสียทีเดียว   แถมยังอยู่ช่วยกาโมร่าจนจบด้วย

      ยอนดู (Yondu) หัวหน้าของราเวเจอร์และผู้รับเลี้ยงดูสตาร์-ลอร์ด    ในตอนแรกเราจะเห็นว่ายอนดูเป็นผู้ชายที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้เป้าหมายของตนสำเร็จ   ไม่สนใจว่าจักรวาลจะเป็นยังไง   แต่ในภาคนี้ เขาเองก็ต้องตกที่นั่งลำบาก   เขาตกไปอยู่จุดต่ำสุดอีกครั้ง และได้เผยว่า เขาเองก็มีอดีตที่เลวร้ายไม่ต่างจากร็อคเก็ต   และเราจะได้เห็นอีกด้านนึงของเขาที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว    เพราะว่าเขาเองก็รักสตาร์-ลอร์ดไม่ต่างจากที่พ่อแม่รักลูกของตนเอง  ซึ่งเราจะได้รู้เหตุผลว่าทำไมเขาถึงไม่ส่งตัวสตาร์-ลอร์ดไปให้ อีโก้ และในเรื่องนี้ เขาได้ทำในสิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างเขาจะทำได้

      มาทางตัวละครใหม่ อายีช่า (Ayesha) หัวหน้าของเอเลี่ยน Sovereign    ซึ่งในเรื่องถูกบอกไว้ว่าเป็นตัวร้ายของเรื่อง    แต่บทของเธอนั้นมีแค่ส่งพวกยานบังคับที่ควบคุมโดยทหาร (หรือจะเรียกว่า เกมเมอร์ดีล่ะ) เพื่อคอยไล่ล่าพวกสตาร์-ลอร์ด (เพราะร็อคเก็ตไปขโมยแบตเตอรี่ของทางนั้น) ตอนนั้นผมยังสงสัยเลยว่า  นั่นมันไล่ฆ่าหรือเล่นเกมเนี่ย (เอาซะผมอดขำออกมาไม่ได้) แต่เท่าที่ดูแล้ว อายีช่า น่าจะเป็นตัวละครที่จะมีบทบาทสำคัญในอนาคต   เพราะเธอได้สร้างบางอย่าง (ผมรู้ว่ามันคืออะไร แต่ผมไม่ขอบอกแล้วกัน  เดี๋ยวจะเป็นการสปอยล์เรื่องไป)

      อีกหนึ่งตัวละครใหม่นั่นคือ แมนทิส (Mantis) เอเลี่ยนสาวที่สามารถใช้เทเลพาธีในการกล่อมหรือรับรู้จิตใจของคนอื่นๆ    เธอพยายามทำตัวเป็นเหมือนคนรับใช้ที่ดีของอีโก้   แต่ในทางกลับกัน เธอก็มีความลับบางอย่างที่อาจเกี่ยวข้องกับชีวิตของ สตาร์-ลอร์ด   หรืออาจหมายถึงจักรวาลทั้งมวลก็ได้   ซึ่งด้วยเหตุผลบางอย่าง เธอไม่กล้าบอกพวกสตาร์-ลอร์ด ในเรื่องนี้เธอได้เรียนรู้สิ่งต่างๆที่เธอไม่เคยสัมผัส และด้วยเหตุนี้เธอจึงตัดสินใจที่จะ...บอกทุกอย่างเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมด

      และตัวละครใหม่ที่ขาดไม่ได้ก็คือ อีโก้ (Ego) พ่อของสตาร์-ลอร์ด   แม้ภายนอกจะเหมือนมนุษย์ทั่วไป   แต่ความจริง เขาคือดาวเคราะห์ที่มีชีวิตและมีมันสมอง   เขาได้สร้างร่างที่เหมือนมนุษย์ และมายังโลกมนุษย์เพื่อพบกับแม่ของสตาร์-ลอร์ด    ในหนังเรื่องนี้จะเผยทุกอย่างเกี่ยวกับ อีโก้ ว่า   ทำไมเขาถึงเลือกที่จะทิ้งเมียและลูกของเขา   เป้าหมายที่แท้จริงของเขานั้นคืออะไร    เขาคิดกับสตาร์-ลอร์ดอย่างไร และทำไม่ยอนดูถึงไม่ไว้ใจเขา
                                
       สำหรับผมแล้ว เนื้อเรื่องเมื่อเทียบกับภาคที่แล้วนั้น   ถือว่ามีเนื้อหาที่จริงจังมากกว่าภาคที่แล้ว   แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งฉากตลกหรือฮาๆ และฉากต่อสู้ที่โหด มัน ฮา เหมือนทุกที ฉากฮาหลักๆของเรื่องก็อย่างเช่น ฉากตามล่าของพวก Sovereign แทนที่จะขับยานมา    กลายเป็นใช้บังคับจากทางไกล แถมนิสัยของพวกนั้นก็ดันเหมือนเหล่าเกมเมอร์ที่ขับเคลื่อนด้วยจิตวิญญาณของเกมเมอร์ และฉากที่ฮาที่สุดของเรื่องคือ ในช่วงนาทีที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย สตาร์-ลอร์ด เถียงกับ ร็อคเก็ต เรื่องเทปติดระเบิด   ซึ่งทำเอาซะป่วนทั้งกลุ่ม และสุดท้ายก็หาได้มีใครเอาเทปมาไม่

       แต่ว่าก็มีฉากที่เห็นแล้วรู้สึกแย่เหมือนกัน   แต่ฉากเหล่านั้นอาจบอกไม่ได้   เพราะมันจะกลายเป็นสปอยล์เนื้อเรื่องจนเกินไป  และฉากที่ชวนให้เสียน้ำตาก็เยอะเหมือนกัน  แล้วก็มีอยู่ช่วงนึงที่ทำเอาซะผมเสียน้ำตา   แบบแทบจะควบคุมไม่ได้    ซึ่งเป็นฉากตายของตัวละครตนนึง   เพราะตอนนั้นผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่ามันไปกระทบต่อมอะไรเข้า (ตอนนี้ผมก็พอรู้แล้ว   แต่ถ้าบอกก็เป็นการสปอยล์อีก) ส่วนเหตุผลที่ผมเศร้าในฉากน้ัน  ก็เพราะมันเป็นฉากตายที่ทำออกมาเพื่อบีบอารมณ์โดยเฉพาะ  มันเกิดขึ้นทีละช้าๆ แถมมีการปูมาเรียบร้อยเพื่อให้เกิดอารมณ์ร่วมได้ด้วย (นอกจากนั้น ยังมีเพลงประกอบและบทพูดของตัวละครมาบีบอารมณ์อีก) แถมมันไม่เหมือนฉากตายที่คนดูรู้อยู่แล้วว่าจะเกิดขึ้นเหมือนฉากตายของ เซเวียร์และโลแกน(ในหนังเริ่อง Logan   พราะทำใจมานานแล้ว แม้ยอมรับว่าตอนโลแกนตายอาจมีผลกระทบให้ผมเศร้าบ้าง  แต่น้ำตาผมไม่ไหลนะครับ) หรือ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วเกินไปแบบควิกซิลเวอร์ (ครับ ตายเร็วเกินจริงๆ เหมือนเอาตัวละครมาฆ่าทิ้ง) หรือ บางทีก็โดนสปอยล์มาก่อนแล้ว (เช่นพวกตัวละครหลักใน โจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ เป็นต้น) ยอมรับเลยว่าผมร้องไห้ให้กับตัวละครตัวนี้ (ไม่ยอมบอกอยู่ดีว่าเป็นตัวละครใคร  อยากให้ได้ไปดูกันเอง) อันที่จริงก่อนหน้านั้นก็มีหนังที่ทำให้ผมร้องไห้เหมือนกัน   เท่าที่ผมจำได้ เช่น อนิเมเรื่อง อะโนะฮะนะ: ดอกไม้ มิตรภาพ และความทรงจำ (เรื่องแรกในรอบกี่ปีผมก็ไม่รู้เหมือนกัน  ที่ทำผมร้องไห้), ลิตเติลบัสเตอส์! (อันนี้ขนาดที่ว่าไม่กล้าดูภาคสองเพราะมันเครียดยิ่งกว่าภาคแรก), สุสานหิ่งห้อย (อันนี้ขนาดว่าไม่อยากดูเป็นครั้งที่สอง) และ เกม Undertale (ไอ้ตัวนี้ทำผมหลอนด้วย เพราะมันมีหลายฉากจบ)

        โดยรวมแล้วถือว่า มาเวลทำหนังออกมาได้ไม่น่าผิดหวังเหมือนเช่นเคย   และแน่นอนว่าคราวนี้มี ฉากท้ายเครดิตถึง 5 ฉากเลยทีเดียว! แอฟเฟ็คนั้นก็ทำออกมาได้ดี  ตัวหนังทำให้รู้ว่าความสำคัญตัวละครทุกตัวนั้นพัฒนาอย่างเห็นได้ชัด   และส่วนนั้นก็เป็นกลายเป็นตัวชูโรงที่ช่วยให้หนังดูดีขึ้นมาหลายเท่าเลยทีเดียว  เพราะ มันได้สอนว่า "บางทีสิ่งที่เราต้องการและตามหามาทั้งชีวิต  มันอาจอยู่จะใกล้ตัวเรากว่าที่คิด"   นักแสดงก็เต็มไปด้วยทั้งนักแสดงมากฝีมือและก็นักแสดงรุ่นเก๋าก็มาร่วมแจมในหนังเรื่องนี้เหมือนกัน  จากเต็ม 10 คราวนี้ผม ให้ 9 แล้วกันครับ   อาจจะหักคะแนนเพราะรู้สึกว่าตัวร้ายของเรื่อง อายีช่านั้นไม่ค่อยร้ายเท่าไหร่   แต่ก็พอเข้าใจว่าทำไม และบวกกับว่าทำไมไม่เอา อดัม มาโผล่ในหนัง (เกี่ยวไหมเนี่ย)

         ขอแสดงความเสียใจกับผู้ที่ลุกออกไปก่อนเมื่อเห็นเครดิต   เพราะมันยังมีเรื่องต่อจากนั้นจากนั้นอีกเยอะ  ซึ่งอาจเป็นเรื่องราวที่อาจจะเกิดขึ้นในภาคต่อไป  และผมก็จะไม่พลาดแน่นอน  ใครที่ได้ดูหนังของมาเวลควรจะรู้ว่า ต้องดูเครดิตให้จบนะครับ  ทั้งหมดที่เขียนนี้เป็นความรู้สึกที่ผมมีกับหนังเรื่องนี้   เสียดายที่พี่ของผมไปญี่ปุ่นเลยไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้   แต่ผมสัญญากับเขาว่ากลับมาจากญี่ปุ่นก็จะไปดูอีกครั้ง 

         ขอบคุณคุณแม่มากๆที่ไม่เคยปฏิเสธที่จะพาผมไปดูหนังที่ผมชอบ  ผมรู้ว่าแม่ผมเขาชอบกรู๊ท   เพราะเขาชอบพูดคำว่า  I am Groot !!!  ผมว่าแม่ของผมเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ผมพึ่งพิงได้เสมอ    แต่ผมน่ะเป็นเพียงต้นไม้เล็กๆ   ซึ่งแม่ดูแลผม จนถึงทุกวันนี้   หลายปีก่อน ผมเคยเขียนในเรียงความส่งครูสมัยมัธยมว่า   ผมเป็นต้นไม้เล็กๆ ที่แม่ค่อยดูแลตัดกิ่งให้ผมดูสวยงาม   และรดน้ำใส่ปุ๋ยเพื่อให้ผมเติบโต อีกไม่นาน ผมก็จะเป็นต้นไม้ใหญ่ ให้แม่ได้พึ่งพิง   ผมรักแม่ครับ




โดย เจ้าหมีน้อย

 

กลับไปที่ www.oknation.net