วันที่ ศุกร์ พฤษภาคม 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อ่าวบ้านดอนกับการจัดการทรัพยากรโดยชุมชน


อ่าวบ้านดอนกับการจัดการทรัพยากรโดยชุมชน

 

สุริยันต์ ทองหนูเอียด

 

ปัญหาคอกหอยยึดพื้นที่สาธารณประโยชน์ทางทะเลของชุมชนหรือเครือข่ายประมงพื้นบ้าน ซึ่งเป็นผู้รักษาและใช้ประโยชน์ร่วมกันในพื้นที่อ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประเด็นน่าสนใจยิ่ง

งานศึกษาวิจัย เรื่อง “การเคลื่อนไหวต่อสู้ของชาวประมงพื้นบ้านกับการขยายตัวของคอกหอยแครง”โดย นางสาวกนกกาญจน์ หมอยา กล่าวว่า อ่าวบ้านดอนเป็นอ่าวขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของชายฝั่งทะเลอ่าวไทย ครอบคลุมพื้นที่ 8 อำเภอ ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ลักษณะของอ่าวบ้านดอนเป็นหาดเลนที่ยื่นออกไปในทะเล ประมาณ 1-2 กิโลเมตรจากชายฝั่ง บางตอนเกิดเป็นสันดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ และมีแม่น้ำตาปีและลำคลองขนาดเล็กหลายสายที่ไหลลงบริเวณนี้ เช่น คลองพุมเรียง คลองตะเคียน คลองไชยา คลองหัววัว คลองท่าปูน คลองท่าเคย คลองกอ คลองพุนพิน คลองฉิมหวัง , คลองเฉงอะ คลองกระแดะ คลองราม คลองท่าทอง คลองนุ้ย คลองคราม คลองดอนสัก เป็นต้น 

พื้นที่บริเวณถัดเข้ามาในแผ่นดินใหญ่ประมาณ 2 กิโลเมตรเป็นนากุ้งและป่าชายเลนเสื่อมโทรมตามชายฝั่ง ก้นอ่าวค่อนข้างตื้นมีความลึกเฉลี่ยประมาณ 1 เมตร มีป่าชายเลนขึ้นอยู่ตามแนวชายฝั่งทะเลเป็นแนวแคบๆ ประมาณ 50-100 เมตร จากชายฝั่ง พื้นที่ของอ่าวบ้านดอนประมาณ 695 ตาราง กม.หรือ 434,375 ไร่ โดยชายฝั่งยาวประมาณ 88 กิโลเมตร ระยะกว้างสุดจากชายฝั่งถึงเส้นลากตัดประมาณ 20กิโลเมตร เขตระยะ 3 กิโลเมตรจากฝั่งเป็นบริเวณห้ามใช้เครื่องมือประมงบางประเภท เนื่องจากเป็นแหล่งวางไข่และเป็นแหล่งอาศัยเลี้ยงตัวของสัตว์น้ำวัยอ่อนมีพื้นที่ประมาณ 263 ตาราง กม.หรือ 164,375 ไร่

ปัจจุบันพื้นที่อ่าวบ้านดอนจำนวนประมาณ 54,687 ไร่ ถูกใช้เป็นแปลงเลี้ยงหอยนางรม หอยแครง และหอยแมลงภู่ จากการลงเก็บข้อมูลภาคสนามในพื้นที่อำเภอท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี พบว่า

สภาพทะเล ซึ่งเป็นที่สาธารณะที่ชาวบ้านคนใดจะเข้าไปใช้ประโยชน์อาจจะด้วยการจับสัตว์น้ำหรือทำประมงพื้นบ้านเพื่อเลี้ยงชีพและเป็นรายได้ในการเลี้ยงดูครอบครัว ได้เปลี่ยนแปลงเรื่องของสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากร เนื่องจากทะเลสาธารณะได้แปรเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคล

ซึ่งเป็นช่องทางให้คนสามารถถือกรรมสิทธิ์ได้ โดยรัฐบาลได้มีโครงการ Sea Food Bank ของรัฐบาล ซึ่งส่งเสริมให้มีการออกโฉนดทะเล ชาวบ้านสามารถนำทะเบียนบ้านมาขอยื่นความจำนงขอจับจองที่ โดยจะได้รับการจัดสรรพื้นที่ในทะเลให้คนละ 10 ไร่ และจากนโยบายของรัฐบาลดังกล่าว ทำให้มีกลุ่มนายทุนกว้านซื้อที่ หรือซื้อทะเลจากชาวบ้านเพื่อนำมาทำเป็นคอกหอยแครงเลี้ยงเป็นฟาร์มขนาดใหญ่

การเปลี่ยนระบบการจัดการทรัพยากรจากการจัดการโดยชุมชนมาเป็นการออกโฉนด ซึ่งเป็นการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยภาครัฐ ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา ทั้งในเรื่องของปัญหาการบุกรุกเพื่อทำคอกหอยแครงของนายทุน แม้ว่าจะหยุดการให้สัมปทานไปแล้ว แต่การรุกล้ำเข้ามาในเขตพื้นที่ป่าเกิดใหม่ หรือป่าลูกไม้ และทะเลสาธารณะ ก็ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ผลที่ตามมา คือ พื้นที่หากินที่มีจำกัดชาวประมงพื้นบ้านหากินได้เพียงพื้นที่ร่องเดินเรือ  และหากรุกล้ำเข้าเขตคอกหอยนายทุนคนเฝ้าคอกหอยก็จะยิงปืนเพื่อข่มขู่ทำให้ชาวประมงไม่กล้าเข้าไปจับสัตว์น้ำในเขตคอกหอยที่มีการปล่อยลูกหอยลงไปแล้ว

“ชาวประมงหลายคนต้องหยุดอาชีพการทำประมงพื้นบ้านหรือการทำอาชีพที่ต่อเนื่องจากประมง เช่น การหากุ้งเคยเพื่อนำไปทำเคยเนื่องจากไม่มีพื้นที่สำหรับการทำมาหากิน บางคนต้องปรับเปลี่ยนอาชีพเข้าไปสู่การรับจ้างในเมืองเพิ่มมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ในขณะที่การจัดการทรัพยากรธรรมชาติถูกช่วงชิงจากชุมชนไปสู่การจัดการของภาครัฐและก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมามากมาย ชาวบ้านเขตอ่าวบ้านดอนในอำเภอท่าฉาง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก็มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านและชุมชน เพื่อต่อสู้และช่วงชิงนิยามการสร้างความหมายเรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการเคลื่อนไหวต่อสู้กับคอกหอยแครงที่รุกล้ำพื้นที่ในการทำมาหากินของชาวบ้าน”  

(ค้นจาก https://www.gotoknow.org/posts/324991 เข้าถึงเมื่อ 5 พฤษภาคม 2560)

 

ปัญหาคอกหอยรุกที่ทำกินทางทะเลของชุมชนเรื้อรังมายาวนาน ล่าสุด เครือข่ายประมงพื้นบ้าน ในนาม “เครือข่ายอนุรักษ์อ่าวบ้านดอน จ.สุราษฎร์ธานี” ได้เข้าพบหัวหน้าสถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 13 อำเภอท่าฉาง กรณีมีกลุ่มทุนบุกรุกครอบครองพื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวบ้านดอน ทำคอกเลี้ยงหอยกว่า 200,000 ไร่ จนไม่เหลือพื้นที่สาธารณะให้กับชาวประมงพื้นบ้านได้ทำมาหากิน ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้มาตรา 44 ตั้งชุดเฉพาะกิจจากส่วนกลาง ลงพื้นที่ตรวจสอบและทวงคืนท้องทะเลอ่าวบ้านดอนอย่างจริงจัง รวมถึงยังมีการใช้เครื่องมือประมงผิดประเภท (ค้นจาก news.thaipbs.or.th)

เวปไซต์ดังกล่าวรายงานว่า เมื่อ 23 มีนาคม 2560 พล.ท.ปิยะวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า ขณะนี้ได้ตรวจสอบแผนที่ แสดงการบุกรุกที่สาธารณะอ่าวบ้านดอน สร้างคอกเลี้ยงหอย ของกลุ่มผู้มีอิทธิพล ทำให้ทำให้ชาวประมง ความเดือดร้อน ไม่สามารถเข้าประกอบอาชีพพื้นที่เลี้ยงหอยได้ จากกาหารือร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง แก้ปัญหากลุ่มอิทธิพล โดยแม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า พื้นที่อ่าวบ้านดอน มีพื้นที่เลี้ยงหอยเดิมที่ได้รับอนุญาตจากกรมประมง 45,000 ไร่ พื้นที่อนุญาตใหม่ก่อนเดือน พ.ค.2558 จำนวน 32,000 ไร่ ส่วนที่เหลืออีก 62,000 ไร่ เป็นพื้นที่บุกรุก ไม่ได้รับอนุญาต ขณะนี้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยว เร่งรื้อถอนคอกหอยผิดกฎหมายทั้งหมด ให้เสร็จสิ้นก่อนวันที่ 23 มิถุนายน 2560 นี้

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา “คณะอนุกรรมการสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร ในนามคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” ได้ลงพื้นที่อ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีคอกหอยทำลายฐานทรัพยากรและสิทธิชุมชนของเครือข่ายประมงพื้นบ้าน ซึ่งโครงการสร้างคนดี มองการณ์ไกล ไทยรุ่งเรือง ได้ร่วมลงพื้นที่เพื่อสังเกตการณ์เก็บข้อมูลมาจัดทำนโยบายหลักนั้น

 

ข้อมูลที่พบ พื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลของอ่าวบ้านดอนหล่อเลี้ยงชาวประมงพื้นบ้านกว่าหนึ่งแสนครอบครัวทำมากินมาช้านาน อ่าวบ้านดอนจึงเป็นครัวเลี้ยงคนทั้งโลก สร้างรายได้ต่อปีกว่าแสนล้านบาท

ปัญหาคอกหอยที่ยึดพื้นที่อ่าวบ้านดอนในปัจจุบัน ไม่เพียงแต่จะทำลายพื้นที่สาธารณะประโยชน์ที่ชุมชมชายฝั่งใช้ร่วมกัน ยังทำลายแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำธรรมชาติ หญ้าทะเลและความหลากหลายต่างๆ

ข้อเรียกร้องของเครือข่ายประมงพื้นบ้าน รัฐต้องคืนการจัดการอ่าวบ้านดอนให้ชุมชนมีอำนาจในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างสมดุล ต้องบังคับใช้กฎหมายให้เกิดความเป็นธรรมกับชุมชนชายทะเล

นโยบายแปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน “Sea Food Bank” ซึ่งได้ออกโฉนดทะเลที่ผ่านมา สร้างผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น รัฐปัจจุบันต้องจัดการให้เกิดความเป็นธรรมและยั่งยืนต่อไป

-----------------------------------------------------

 

หมายเหตุ ตีพิมพ์ครั้งแรก ในหนังสือพิมพ์แทบลอยด์ ไทยโพสต์

คอลัมน์ชานชาลาประชาชน ฉบับวันที่ 7 พฤษภาคม 2560

ภาพจาก www.facebook.com/suriyan.tonghnueid

โดย มุสิกะตะวัน

 

กลับไปที่ www.oknation.net