วันที่ เสาร์ พฤษภาคม 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทำไมต้องเรียนรู้ท้องถิ่นและเพื่อนบ้านอุษาคเนย์



โดยขจรฤทธิ์ รักษา
------------

เรียนท่านผุ้มีเกียรติทุกท่านที่ได้มาร่วมอยู่ในที่ประชมแห่งนี้
อุษาคเนย์ ใช้แทนคำว่า เอเชียอาคเนย์ หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบด้วย๑๑ ประเทศ

คือบรูไน กัมพูชา ติมอร์ตะวันออก อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม ไทย

ทำไมเราต้องสนใจหรือต้องเรียนรู้เพื่อนบ้านเหล่านี้ มีคนบอกว่า ถ้าเราจะรู้จักถึงความคิดความอ่านของพวกเขา หรือคนในประเทศของเขา เราต้องอ่านงานวรรณกรรม เพราะวรรณกรรมนั้นฉายหรือสะท้อนให้เห็นถึงความคิด ความอ่าน วิถีชีวิต อาการการกิน การเดินทางของพวกเขาทั้งหลาย ถ้าเราอ่านงานวิชาการ หรืองานสารคดี เราก็แค่รู้ว่าประเทศของเขาประกอบด้วยอะไรบ้าง อาจจะมีพื้นที่กี่ตางรางกิโลเมตร ใครเป็นผู้ปกครอง ประกอบด้วยชนเผ่าอะไร มีความขัดแย้งต่อกันอย่างไร แต่ถ้าเราอยากรู้ให้ลึกซึ้งลงไปกว่านั้น ให้ไปหยิบงานประเภทวรรณกรรมของเขามาศึกษา

นักปราชญ์คนหนึ่งเคยพูดว่า ถ้าอยากเห็นก็ให้เดินทาง แต่ถ้าอยากรู้อะไรให้อ่านหนังสือ

แต่ก็มีบางท่านก็พูดว่า ชีวิตคนไม่มีอะไร นอกจากรักโลภโกรธหลง แต่ความจริงก็คือว่า ชีวิตของแต่ละคนนั้นมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน เรื่องของคนอื่นนั้นสามารถเป็นแบบอย่างหรือข้อเตือนใจให้เราได้ฉุกคิด ให้เราได้รู้จักความไม่ประมาท ให้เรารู้จักเมตตาและสงสารเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน การอ่านวรรรกรรมก็เหมือนการได้เรียนรู้ชีวิตของคนอื่นและสามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตของตนเอง

ทุกชีวิตมีเรื่องใหม่ ๆ แปลก ๆ เกิดขึ้นเสมอ เหมือนที่ตอลสตอยกล่าวไว้ในหนังสืออันนาคาเรนินาว่า “ครอบครัวที่มีความสุขล้น สุขเหมือน ๆกัน แต่ครอบครัวที่มีทุกข์ย่อมทุกข์ตามวิถีตน” 
ลาว คำหอม ศิลปินแห่งชาติกล่าวว่า ถ้าใครสนใจอยากอ่านเรื่องราวของชีวิตคนอื่นก็จงอ่านงานวรรณกรรม 
วรรณกรรมคือเครื่องมืออย่างหนึ่งในการค้นหาความหมายของมนุษย์

วรรณกรรมชั้นยอดสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อ่านขึ้นสู่สิ่งที่ดีกว่าได้

และ วรรณกรรมนั้นสามารถส่องแสงให้เห็นทั้งด้านมืดและด้านสว่างของมนุษย์

นากิบ มาห์ฟูซนักเขียนรางวัลโนเบลชาวอียิปต์เคยตั้งคำถามไว้ว่า ทำไมคนเราต้องอ่านนิยาย ท่านก็ให้คำตอบว่า เพราะนิยายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมนุษย์ และเป็นการนำเสนอสถานภาพของสังคมอย่างแท้จริง

ผมจำได้ว่า เมื่อปี๒๕๓๐ ทางญี่ปุ่นต้องการให้ไทยได้เรียนรู้ หรือได้ทำความรู้จักคนญี่ปุ่น เขาจึงสนับสนุนผ่านมาทางมูลนิธิโตโยตาให้คนไทยที่มีความรู้ภาษาญี่ปุ่นหรือภาษาอังกฤษเป็นอย่างดีให้แปลงานวรรณกรรมที่เด่น ๆ อย่างเช่นผลงานของนักเขียนโนเบล ยาสึนาริ คาวาบาตะของญี่ปุ่นออกมาเป็นภาษาไทย ก่อนหน้านี้สมัยที่ยังมีสงครามเย็นระหว่างโลกเสรีกับโลกคอมมิวนิสต์ ก็มีการส่งเสริมให้เราได้อ่านงานวรรณกรรมของรัสเซีย ได้รู้จักงานดี ๆ ของดอสโตเยฟสกี้ ในขณะเดียวกันทางอเมริกันก็ไม่ได้นิ่งนอนใจได้สนับสนุนเงินทุนผ่านทางยูเสดให้มีคนแปลงานวรรณกรรมยอดเยี่ยมอย่างของจอห์น สไตน์เบ็คให้เราได้ศึกษา ได้เรียนรู้ชีวิตที่มีเลือดมีเนื้อของอเมริกันควบคู่กันไป ทั้งสองยักษ์ใหญ่ได้สนับสนุนทั้งการแปลกและการจัดพิมพ์หนังสือ

แต่เท่าที่รู้ ประเทศไทยเรา ยังไม่เคยมีโครงการอย่างนี้ เราได้แต่นำเข้า แต่ไม่เคยส่งออก ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น ที่จริงเราน่าจะมีการส่งเสริมให้มีการแปลวรรณกรรมดี ๆ ชั้นยอดของเราออกไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านบ้างอย่างเช่นกัมพูชา ลาว มาเลเซีย พม่า ผ่านทางองค์กรเอกชนไหนก็ได้ เหมือนที่ญี่ปุ่นให้การสนับสนุนผ่านทางมูลนิธิโตโยตา ถ้าเราสามารถทำได้อย่างนั้น ข้อดีที่เห็นได้ชัดเลย ก็คือ เขาจะได้รู้จักคนไทยมากขึ้น คนไทยไม่ได้เลวร้าย หรือคนไทยไม่ได้ขี้โกง ไม่ได้บูชาลัทธิบริโภคนิยมอย่างที่เขาคิด

ผมคิดว่าวรรณกรรมกรรมนี่แหละจะเป็นเครื่องมืออันสำคัญที่จะทำให้ผู้คนเกิดความรู้สึกร่วม เกิดความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน เกิดความเข้าใจ เกิดความสมานฉัน เกิดความรักต่อกันและกันได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เพราะว่า ทันทีที่เรางานอ่านวรรณกรรมนั่นเท่ากับเราได้อ่านชีวิตของคนอื่น เพราะวรรณกรรมคือการสะท้อนภาพชีวิตของผู้คน ผ่านการบอกเล่าที่เต็มไปด้วยศิลปะ นักเขียนที่มีความสามารถได้ทำให้เรื่องเล่าของเขามีอิทธิพลต่อผุ้อ่าน มีอำนาจเหนือผุ้อ่าน ทำให้เราร้องไห้ก็ได้ หัวเราะก็ได้ เมื่อหลายสิบปีก่อนเรามักได้ยินเรื่องอำนาจของวรรณกรรม บัดนี้อำนาจนั้นยังมีอยู่ เพียงแต่ว่ามีน้อยลง เพราะเราไม่ค่อยจะมีเวลาอ่าน กิจกรรมอื่น ๆ เช่นโทรศัพท์ โทรทัศน์ สื่ออินเตอร์เน็ตอย่างเฟสบุ๊คได้แย่งชิงเวลาที่จะอ่านหนังสือของเราไปแทบจะหมด

อำนาจของวรรณกรรมจะมีได้อย่างไร ถ้าเราไม่ได้อ่านอีกเลย
ผมยกตัวอย่าง หนังสือของประเทศอุษาคเนย์ให้ท่านทั้งหลายได้รับรู้ว่า เรามีงานวรรณกรรมชั้นดีที่แปลออกมาแล้วเกือบทั้งสิบเอ็ดประเทศ ดูเหมือนมีแต่ตะมอร์ตะวันออกเท่านั้นที่เรายังไม่เห็น

ประเทศมาเลเซียนั้นเราได้อ่านงานวรรกรรมเด่น ๆ ของซานอน อาหมัดมาตั้งแต่ปี๒๕๒๓ ในปี๒๕๕๐ เราก็ได้ภูเขาอาถรรพณ์ และก็ในปี๒๕๕๒ เราก็ได้อ่านงานวรรณกรรมที่ทรงพลังที่สุดอีกเล่มหนึ่งของเขาคือ โทรทัศน์ ที่บอกเล่าถึงความเลวร้ายต่าง ๆ นานาที่ผ่านเข้ามาในสื่อโทรทัศน์
ที่จริงนักเขียนมาเลเซียหลายคนที่มีผลงานแปลเป็นภาษาไทยเช่นอันวา ริดวานที่เขียนเรื่องกระแสชีวิต เล่าเรื่องถึงการต่อสู้ของชาวบ้านกับความชั่วร้ายผ่านสัญลักษณ์อย่างจระเข้ตัวหนึ่งซึ่งได้พรากเอาชีวิตของคนในหมู่บ้านไปคนแล้วคนเล่า

จากมาเลเซียก็มีสู่อินโดนีเซีย เขามีนักเขียนชื่อก้องอยู่คนหนึ่งคือ ปราโทยา อนันตา ตูร์ ผู้เขียเรื่องรอยย่างก้าว แผ่นดินของเรา รอยย่างก้าว และผู้สืบทอด นิยายไตรภาคที่มีความหนาหลายพันหน้า ว่ากันว่าชื่อของปราโมทยานั้นได้รับการเสนอชื่อให้ได้รับรางวัลโนเบลอยู่หลายครั้งหลายหน แต่ก็พลาดไปเสียทุกครั้ง เขาเป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ของโลก มีคนบอกว่า เขาเป็นนักประพันธ์ที่ต้องทนทุกทรมานเพราะความเชื่อของตนเองมากที่สุดในโลก”

นิยายที่ทรงพลังของเขาทั้งสามเล่ม เขียนมาจากในคุก เป็นการบอกเล่าด้วยปากเปล่า และให้เพื่อนคนหนึ่งเป็นคนจดเอาไว้ ปราโมทยาติดคุกยาวนานถึงแปดปี และทางการไม่ยอมให้เขามีกระดาษกับปากกา แต่เขาก็ยังสามารถเล่าเรื่องให้เพื่อนนักโทษคนอื่นเอาออกไปเขียนได้ถึงสิบเอ็ดเรื่อง แต่น่าเสียดายที่ถูกพัสดีทำลายไปเสียหกเรื่อง เหลือเพียงห้าเรื่องเท่านั้นที่อยู่รอดปลอดภัย

มาที่ประเทศฟิลิปิน เราก็มีวรรณกรรมที่โดดเด่นที่สุดอยู่เล่มหนึ่งคือหญิง สองสะดือ พิมพ์เมื่อปี๒๕๓๕โดยมูลนิธิเสถียรโกเศศ นาคะประทีป เป็นโครงการแปลวรรณกรรมเพื่อนบ้าน ดูเหมือนว่าปีนั้นจะมีหนังสือวรรณกรรมเพื่อนบ้านพิมพ์ออกมาหลายเล่มเช่นรวมเรื่องสั้นของม็อกตาลูบิส นักเขียนอินโดนีเซีย รวมบทกวีของพม่า อูวิน เผเรียบเรียง รวมเรื่องเยาวชนลาวยุคใหม่ นิทานลาวนางตันไต คุกการเมืองบันทึกของผุ้แสวงหาอินสภาพชาวเขมร อนุทินจิ้งหรีด วรรณกรรมเวียดนาม และรวมเรื่องสั้นของนาวกาวจากประเทศเวียดนาม รวมทั้งหญิงสองสะดือเล่มนี้ด้วย

หญิงสองสะดือ เขียนโดยนิค จาควิน เป็นการสะท้อนความสับสนซับซ้อนของสังคมชนชั้นกลางและชั้นสูงของฟิลิปปินส์ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ประเทศเวียดนามซึ่งเคยเป็นไม้เบื่อไม้เมากับเรามายาวนาน แต่เราก็มีผลงานแปลจากประเทศเขาหลายเล่มที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นรวมเรื่องสั้นของนามกาว ทำให้เราได้รู้จักว่าเขาเป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งในยุคนั้น นามกาวเกิดเมื่อปี ๑๙๑๗ เขาเป็นครูนักเขียนที่โดดเด่นที่สุดและโดนยิงตายเมื่อ๑พย.ปี๑๙๕๑ขณะที่ลักลอบจรยุทธิข้ามเขตเพื่อเข้าร่วมการรณรงค์เก็บภาษีทางเกษตรกรรมหลังแนวข้าศึกอายุได้แค่๓๔ปี เขาฝากผลงานเรื่องสั้นเอาไว้เป็นจำนวนมาก เรื่องสั้นของเขาสะท้อนปัญหาของชาวบ้านในประเทศของตัวเอง ถือเป็นคลื่นวรรณกรรมลูกใหม่ในการต่อสู้เพื่อประเทศชาติ เขาเป็นทั้งนักเขียนและนักปฏิวัติแนวมาร์กซิสด้วย ผลงานเล่มนี้ทำให้คนไทยได้รู้จักคนเวียดนามอย่างลึกซึ้งมากขึ้น 
ต่อมาในปี๒๕๔๓ สำนักพิมพ์คบไฟได้จัดพิมพ์ผลงานงานของเดือง ทู เฮือง ชื่อ ม่านมายา ขึ้น

เดือง ทู เฮือง เกิดปี๒๔๙๐เคยเป็นผู้นำหน่วยยุวชน คอมมิวนิสต์ที่ถูกส่งไปแนวหน้าในช่วงสงครามเวียดนาม เป็นหนึ่งในสามของอาสาสมัครสี่สิบคนที่รอดชีวิต เธอเป็นปากเสียงสำคัญในด้านสิทธิมนุษยชนและการปฏิรูปประชาธิปไตย จึงเป็นเหตุให้ถูกขับออกจากพรรคคอมมิวนิสต์ในปี ๒๕๓๓ หลังจากนั้นไม่นานก็ถูกจับกุมขังโดยไม่ขึ้นศาลเป็นเวลา ๗ เดือน ผลงานเล่มนี้ของเธอได้สะท้อนชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งที่หมดรักสามีที่เป็นนักหนังสือพิมพ์ เนื่องเพราะเขาทรยศต่ออุดมการณ์ของตนเอง ยอมเขียนข่าวเท็จเพื่อให้ตัวเองมีความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายขึ้น อ่านแล้วทำให้เราได้รู้ว่า คนเวียดนามนั้นยึดมั่นในอุดมการณ์มาตั้งแต่ไหนแต่ไร

ในช่วงเวลาเดียวกัน ไทยก็ได้อ่านผลงาน “ปวดร้าวแห่งสงคราม”ของนักเขียนเวียดนามชื่อดังอีกคนคือ เบานินห์ แปลโดยวรวดี วงษ์สง่า จัดพิมพ์โดยแพรวสำนักพิมพ์ เบานินห์เกิดปี ๒๔๙๕ที่กรุงฮานอย ในช่วงสงคราม เขาได้เข้ารับใช้ชาติโดยเป็นทหารอยู่ในกองพลน้อยยุวชน ในบรรดาทหาร๕๐๐นายที่ออกไปรบทางใต้ มีเขากับเพื่อนแค่สิบคนเท่านั้นที่รอดชีวิตกลับมา

เรื่องปวดร้าวแห่งสงครามเบ๋านินท์ก้ได้เล่าถึงประสบการณ์ในการเป็นทหารของเขาว่าผ่านทุกข์ยากลำบากมาอย่างไรบ้าง ตัวละครแต่ละตับที่เขาถ่ายทอดออกมานั้นทั้งสิ้นหวังและน่าหดหู่ หนังสือเล่มนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษจำหน่ายไปทั่วโลก

ส่วนประเทศเขมรนั้น ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยมีวรรณกรรมรวมเล่มออกมาให้แปลให้เราอ่าน เท่าที่พอจะหาได้ก็มีแต่หนังสือ”ร้อยมาลัยร้อยใจพรมแดน”ที่สมาคมนักเขียนได้จัดรวมรวมวรรณกรรมไทยกัมพูชาขึ้นเล่มหนึ่งเมื่อปี๔๙ ทำให้เราได้รู้จักนักเขียนและกวีของประเทศนี้อย่างน้อย๑๐ คน ในเล่มมีประวัติของนักเขียนแต่ละคนไว้อย่างน่าสนใจ เช่น ซู จอมเริน เกิดปี ๒๔๙๒ มีผลงานเพลงกว่าสี่ร้ยเพลง มีนิยายมากกว่าสามสิบเล่ม เป็นสมาชิกคณะกรรมการกลางสมาคมนักเขียนกำพูชา

ปล ปีเซีย เกิดปี ๒๕๐๑ เป็นนักเขียนสตรี เขียนบทละครวิทยุและโทรทัศน์ ปัจจุบันเป็นหัวหน้าฝ่ายเขียนบทในสำนักงานบริการความรู้ด้านสาธารณสุข

ยิว เซงวันซาย เกิดปี ๒๕๑๒ จบการศึกษาปริญญาตรี จากพนมเปญ ปัจจุบันเป็นอาจารย์ด้านวรรณกรรมเขมร

ยู โบเกิดปี ๒๔๘๕ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี เป็นอาจารย์ในระดับมัธยมศึกษา เคยแต่งบทกวีไว้หนึ่งเล่ม นวนืยาย๙ เรื่อง

แวนซน เกิดปี ๒๔๘๒ เป็นกวีกัมพูชา เคยได้รับเหรียญทองจากกระทรวงวัฒนธรรม และเคยได้รับรางวัลจากสมาคมนักเขียนกัมพูชา เคยเป็นอาจารย์สอนด้านการแต่งคำประพันธ์ในคณะนาฎศิลป์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยภูมินทร์วิจิตรศิลป์

เท่าที่ผมอ่านรวมเรื่องสั้น เนื้อหามักจะพูดถึงเรื่องความโหดร้ายของสงคราม และพูดถึงความยากจนของคนในประเทศ

หลังจากนั้น สมาคมนักเขียนภายใต้การบริหารของนายกชมัยภร แสงกระจ่างก็มีวรรณกรรมร่วมไทยมาเลเซียเกิดขึ้นอีกเล่มคือ “โลกไร้พรมแดน” ทำให้นักอ่านที่สนใจได้รู้จักกับนักเขียนมาเลเซียเพิ่มขึ้นอีกหลายคน เช่น บาฮาเซ้น อาหมัด รอซาลี ซำซุดดิน อุสมาน อะมีรุล ฟากีร นัสสุรี อิบราเอ็ม

เมื่อ๑๘ กพ.๒๕๕๓ ได้มีการจัดสัมมนานักเขียนไทยมาเลเซียขึ้นครั้งหนึ่ง ที่น่าสนใจก็มีนักเขียนจากประเทสบรูไนเข้ามาร่วมสังเกตการณ์ด้วย ผมจำชื่อเขาไม่ได้ แต่ที่จำได้แม่นก็คือเขาลุกขึ้นมาอภิปรายว่า ประเทศไทยโชคดีที่มีกิจกรรมแบบนี้ขึ้นมาด้วยการสนับสนุนของรัฐ แต่ในประเทศของเขา รัฐจะสนับสนุนกิจกรรมที่จะเป็นประโยชน์ต่อกิจการของรัฐหรือกิจกรรมของราชสำนักเท่านั้น ทุกเรื่องราวที่ราชสำนักพิมพ์หรือเชื้อพระวงศ์ไม่เห็นด้วยก็จะไม่มีการจัดขึ้น เขาเป็นนักเขียน แต่ไม่มีผลงานลงตีพิมพ์ เพราะมีความขัดแย้งกับรัฐในเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ในการที่จะคิดและเขียน 
ทุกคนที่ได้อยู่ในห้องประชุมในวันนั้นต่างพากันอึ้ง เพราะคิดว่าบรูไนเป็นแระเทศร่ำรวยนักเขียนน่าจะอยู่สุขสบายมากขึ้น แต่ปรากฏว่าไม่ใช่อย่างที่คิด นักเขียนในบรูไนมีหน้าที่เพียงเขียนประจบสอพลอหรือเขียนอะไรก็ได้ แต่อย่าเล่าถึงความเป็นจริงในประเทศของตนเองให้คนอื่นรู้

มาที่ประเทศพม่า เรารู้จักนักเขียนพม่าหลายคน เคยมีผลงานจากพม่าอยู่หลายเล่ม “โมเอ” หรือนักเขียนพม่าเชื้อสายกะเหรี่ยงคอยาว อย่างปากัส ขู เชว ที่เล่าถึงความโหดร้ายที่รัฐบาลพม่ากระทำต่อชนกลุ่มน้อย เขาเป็นนักศึกษาเพียงไม่กี่คนที่รอดชีวิตออกมาจากในป่าลึก

ปากัสนี่เป็นนักศึกษาวรรณคดีอังกฤษในกรุงย่างกุ้ง ที่นั่นไม่มีหนังสืออ่าน จอห์น เคซี่อาจารย์ที่ไปเจอนักศึกษาคนนี้เล่าว่า ปากัสมีเพื่อนอยู่สามสี่คน พวกหนังสือดิโอลแมนแอนเดอะซีของเฮมมิงเวย์ไว้เล่มหนึ่ง ห่อด้วยผ้าไหมอย่างดี เขาแบ่งกันอ่านจนหนังสือแทบเปื่อย

หลังสงครามล้างเผ่าพันธุ์ ปากัสรอดชีวิต และลงมือเขียนนิยายเรื่องนี้ ส่งให้จอห์น เคซี่ เขาอ่านด้วยความตกตะลึงในเรื่องเล่าที่แสนมหัศจรรย์ของคนหนึ่งคนหนึ่ง เขาจึงจัดการพิมพ์หนังสือเล่มนี้ขึ้นในอังกฤษและกลายเป็นหนังสือที่ขายดีไปในทันที จอห์นกล่าวว่า

“ เป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่แม้แต่จะฝันก็ยาก ที่คนผู้หนึ่งจากชาวเขาเผ่าเล็ก ๆ ในพม่า ซึ่งเกือบจะเป็นศพเปื่อยอยู่ในป่าเมื่อสองปีที่แล้ว จะกลายเป็นนักเขียนอังกฤษระดับคุณภาพได้ แต่เขาก็ทำได้”

มีเรื่องเล่าจากหนังสืออีกเล่มที่เขียนโดยนางอองซานซจี ชื่อเรื่อง “จดหมายจากพม่า” นางออกซานเล่าไว้ตอนหนึ่งว่า รัฐบาลทหารพม่าเป็นรัฐบาลที่หวาดระแวงและกลัวมากที่สุด เขาจับชาวบ้านเข้าคุกเป็นว่าเล่น เพียงแค่สงสัยว่าชาวบ้านจะเป็นภัยต่อการปกครองของเขา จับทั้งหญิงและชาย จับทั้งคนแก่และเด็ก นางอองซานเล่าว่า คุกไหนที่ขังบรรดาแม่ ๆ ไว้ จะมีลูกขอเข้าไปเยี่ยมไม่ได้ขาด แต่ละคุกก็จะมีมุ้งลวดหนาแน่น ไม่ยอมให้แม่ลุกได้สัมผัสหรือถูกเนื้อต้องตัวกัน แต่อย่างไรก็ตาม ก็มักจะมีรูเล็ก ๆ เท่าปลายนิ้วก้อยเกิดขึ้นบนตาข่ายนั้นอยู่เสมอ พวกลูก ๆ จะเอาปลายนิ้วทิ่มเข้าไป เพื่อให้ได้ถูกตัวหรือสัมผัสแม่แม้สักนิดก็ยังดี นี่เป็นภาพที่เราได้เห็นและได้อ่านจากงานวรรณกรรมทั้งหมด

วรรณกรรมเหล่านี้เป็นเครื่องมือที่ทำให้หัวใจของมนุษย์อ่อนโยน ได้ร่วมทุกข์ ร่วมสุขไปกับชีวิตของพวกเขา

มีคนถามว่าทำไมเราต้องอ่านวรรณกรรม สิ่งแรกก็คือความเพลิดเพลิน ความสนุกสนานจากการอ่าน สิ่งที่เราจะได้รับกลับมาก็คือความเข้าอกเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจในเพื่อนร่วมทุกข์ ร่วมสุขของเรา วรรณกรรมเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้เราได้เข้าไปสู่ความคิดของผู้อื่น ทำให้เราได้รับรู้ถึงเรื่องราวผ่านมุมมองของเขา เมื่อเรารู้ เราก็จะได้ทำความเข้าใจ ได้เกิดความเห็นอกเห็นใจ

ผมขอบพระคุณทุกท่านที่ให้เกียรติมานั่งรับฟังตั้งแต่ต้น ผมขอจบด้วยคำพูดของท่านลาไล ลามะด้วยพระโยคที่ว่า “ ธรรมชาติของมนุษย์นั้นคือความอ่อนโยน”

เราอยู่ในโลกนี้ก็ด้วยความกรุณา และเราสามารถค้นพบความอ่อนโยนและความกรุณาได้จากการหยิบงานวรรณกรรมดี ๆ ขึ้นมาอ่านสักเล่มหนึ่ง เราจะเรียนรู้ชีวิตของเพื่อนมนุษย์ได้ง่ายดาย

ขอบพระคุณครับ

พูดที่มหาวิทยาลัยราชภัฎนครพนม
(พูดร่วมกับวิชาญ ฤทธิธรรม ม.ราชภัฎสกลนคร,ณรงค์ ชินสาร ประธานมูลนิธิโรงเรียนน่าอยู่ และทรงวิทย์ พิมพกรรณ สำนักวัฒนธรรมขอนแก่น)

โดย johnrit

 

กลับไปที่ www.oknation.net