วันที่ พฤหัสบดี พฤษภาคม 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไร้สาระ ในโลกใบเดิม


           

       หากพูดถึง รายการทีวีในเมืองไทย ในขณะนี้คนส่วนใหญ่มักรับรู้ถึง ความบันเทิงที่ไร้สาระ ที่เน้นความบันเทิงเป็นหลัก มากกว่าประโยชน์นำไปใช้ เช่น รายการที่โด่งดังในเวลานี้ ยกตัวอย่าง  ช่อง 3 ทุกวันเสาร์ 17.25  The Face Thailand   รายการ ค้นหานางแบบ แล้ว The Face Thailand เค้นหา นางแบบ นักแสดง พรีเซนเตอร์

       รายการที่เน้นเรื่องของอารมณ์ ไม่มีเหตุผล และไม่มีแก่นสารอะไรเลย รายการในบ้านเรา หมุนเปลี่ยนไปตามความต้องการตลาด เเม้เป็นเรื่องรื่นรมย์ ไร้สาระ ผู้คนก็ติดตามชมชอบ ทำให้ตลาดธุรกิจประเภทรายเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว บวกกับความเจริญก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี ของการสื่อสารมีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้้น ทำให้มีบทบาทมากยิ่งขึ้น ในการให้ความรุนแรงที่ออกอากาศแต่ละครั้ง ส่งผลต่อเยาว์ชนที่รับชมอยู่ทางบ้าน

       ด้วยความหลากหลายช่องทางในการเผยแพร่ พร้อมกันในเวลาเดียวกัน เช่น Facebook  ถ่ายทอดสด ผู้คนทั่วโลกเห็นในเวลาเดียวกันในขณะดำเนินราการ มีแนวโน้มจากการสร้างกระแส จากพิธีกรในรายการ ให้มีความแสดงอารมณ์ เพื่อเรียกเรตติ้ง Online Voice ต่างๆที่ถูกเขียนขึ้นทั้งบนเว็บไซต์, Social Media และกระแสของการล้อเลียนจากเพจดังทั้งหลาย ทำให้เกิดการกระเพื่อมของกระแสขึ้นไปอีก ส่วน Facebook Fanpage ของรายการเองก็ทำ content ตัวเองได้ดี อัพเดท content ได้อย่างมีสีสันและเป็น Real time จบรายการบน TV ขึ้น Youtube  รายการเพิ่มมากยิ่งขึ้น  ทำให้สถานการณ์ในเวลานั้นเกิดเป็น วลี คำพูดเสียดสี รุนแรงต่อผู้รับชมทุกช่องทางในยุคโลกาภิวัตน์

       เมื่อรายการ The Face Thailand ออกอากาศ คนมักจะมี คำพูดที่พิธีกรในรายการ พูดเสียดสีนางแบบมือสมัครเล่น ก่อให้เกิดการล้อเลียนในสังคมออนไลน์ จนเกิดเป็นกระแสหลัก ทำให้ส่งผลตามมา คือการล้อเลียนแบบ จากตัวนักแสดงเอง ที่ถ่ายทอดออกไป

      แน่นอนละว่าคนไทยให้ความบันเทิง สำราญใจ มากกว่าประโยชน์ที่ได้รัย เพียงเพราะสนุกดี ทำให้คุณค่าความเป็นสื่อลดน้อยลงไปอย่างเห็นได้ชัด จากรายการ ในเมืองในเวลานี้ ไม่มีสาระเลย เน้นเพียงอารมณ์ความรู้สึกของพิธีกรในรายการ รายการขายความเป็นบุคลิก ชื่อเสียง คำพูด ของพิธีกร มากกว่าเนื้อหาที่นำเสนอออกไป

การเปิดรับสื่อ (Media Exposure)

การเปิดรับข่าวสารต่าง ๆ การอ่าน การดู การฟังและการพูดคุยกับสื่อ จากสื่อบุคคล สื่อมวลชน และสื่อใหม่ที่ผ่านการรับชมเนื้อหาของสาร สื่อสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท  (เสรี วงษ์มณฑา, 2543)

การจูงใจทางร่างกาย (Biological Motivation)

ทัศนคติจะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งกาลังดาเนินการตอบสนองตามความต้องการ หรือแรงผลักดันทางร่างกาย ตัวบุคคลจะสร้างทัศนคติที่ดีต่อบุคคลหรือสิ่งของ ที่สามารถช่วยให้เขามีโอกาสตอบสนองความต้องการของตนได้

 

ประภาเพ็ญ สุวรรณ (2526)

กล่าวว่า ทัศนคติ พฤติกรรมแสดงความถึงความสนใจ ความรู้สึก
ท่าที ความชอบ ไม่ชอบ การรับ-การเปลี่ยน หรือปรับปรุงค่านิยมที่ยึดถืออยู่ พฤติกรรมด้านนี้ยากต่อการอธิบาย เพราะความรู้สึกภายในของคนนั้นยากต่อการที่จะวัดจากพฤติกรรมที่แสดงออกมาภายนอก โดยการได้รับข้อมูลข่าวสารจากผู้อื่น หรือจากสื่อต่าง ๆ ทา ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของทัศนคติในส่วนของการรับรู้เชิงแนวคิด (Cognitive Component) องค์ประกอบส่วนอื่น
จะมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงด้วยในส่วนของอารมณ์ (Affective Component) และองค์ประกอบในส่วนของพฤติกรรม (Behavioral Component) เปลี่ยนแปลงด้วย

อัจฉรา ทองอยู่ (2550: 18)

ได้อธิบายว่ากระบวนการที่วัฒนธรรมถูกเผยแพร่จากแหล่งกำเนิดไปยังสมาชิกในสังคมนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ 2 ทาง 
1) โดยทางตรง ได้แก่ การติดต่อแลกเปลี่ยนระหวา่งบคุคล ระหวา งชาติ ซึง่อาจเป็นการแลกเปลี่ยนโดย สันติวิธี หรือแลกเปลี่ยนโดยการสงคราม หรือการอพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศใหม่
2) โดยทางอ้อม ได้แก่ การที่วัฒนธรรมเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชน เช่น วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ภาพยนตร์

สินนภา ภู่สว่าง 2544

 ศึกษาการเปิดรับข่าว ทัศนคติและการแต่งกายตามแฟชั่นของวัยรุ่นในกรุงเทพมหานคร พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีความแตกต่างด้านเพศ ด้านอายุ ระดับการศึกษาและรายได้ มีการเปิดรับรับสื่อแฟชั่นแตกต่างกัน โดยมาเปิดข่าวสารเชิงบวก มีการลอกเลียนแบบของวัยรุ่นจากตัวรายการเป็นจำนวนมาก

    การเลียนแบบถูกจัดเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งของการเรียนรู้ทางสังคม เป็นกระบวนการเรียนรู้รูปแบบพฤติกรรมจากการสังเกตพฤติกรรม และการกระทำของบุคคลอื่นโดยสิ่งมีชีวิตจะเลียนแบบการกระทำ พฤติกรรมการแสดงออกทางสีหน้า การเคลื่อนไหว การออกเสียง และอื่นๆ พฤติกรรมการเลียนแบบที่เกิดขึ้นเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกับสิ่งที่เลียนแบบ โดยสังเกต
จากรูปแบบการแต่งกาย การพูด ท่าทาง และการยึดถือ

ที่คูลลี่ (Cooley, 1902 อ้างในบุษฎี เหล่ามานะเจริญ, 2550)

ได้อธิบายไว้ว่า อัตลักษณ์ถูกหล่อหลอมมาจากการที่คนอื่นรับรู้หรือมองว่าเราเป็นคนอย่างไร โดยบุคคลรอบๆ ตัวเสมือนเป็นกระจกส่องใจ

พีระ จิรโสภณ (2532, หน้า 435-438)

ได้อธิบายว่า ผู้รับข่าวสาร โดยทั่วไปจะมีพฤติกรรมการเปิดรับสื่อและข่าวสารตามแบบเฉพาะของแต่ละคนแตกต่างกันไป ซึ่งแรงผลักดันที่ให้บุคคลหนึ่งได้มีการเลือกรับสื่อนั้นเกิดจากปัจจัยพื้นฐานหลายประการ ได้แก่ ความเหงา ความอยากรู้อยาก
เห็น และประโยชน์ใช้สอยของตนเอง

ชนิตว์สรณ์ ตรีวิทยาภูมิ (2544)

กล่าวว่า กระบวนการเลียนแบบ คือ การที่บุคคลทำการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือนำพฤติกรรมของกลุ่มอ้างอิงมาดัดแปลงใช้ การเลียนแบบเกิดขึ้นเพราะผู้เลียนแบบเห็นว่าจะนำไปสู่ผลในทางบวก แต่หากการเลียนแบบจะทำให้เกิดผลในทางลบก็จะทำการหลีกเลี่ยง

คนเราจะมีแนวความคิดของตนเองอยู่ และจะอาศัยแนวคิดของตนเองนั้นมาเป็นตัวกำหนดแนวทางการปฏิบัติตัว ซึ่งจะส่งผลไปยังพฤติกรรมการบริโภคของตนเองอีกด้วย แนวความคิดของตนเองนั้นเกิดขึ้นโดยอาศัยการยึดเป้ าหมายไว้กับสิ่งที่ต้องการจะเป็นหรือเรียกว่า ตัวตนในอุดมคติความแตกต่างระหว่างตัวตนในอุดมคติกับตัวคนที่แท้จริงจะเป็นเป้าหมาย ที่คนเราพยายามปรับปรุง
ตัวให้เป็นไปตามตัวตนในอุดมคติที่ตั้งไว้

การเลียนแบบนั้นเป็นการเรียนรู้ที่เกิดจากการสังเกตพฤติกรรม

ของผู้อื่น (Observational learning) แล้วตนเองจึงเอามาทำตามอย่างที่เรียกว่า “เลียบแบบ” ในทางจิตวิทยาแยกการเลียนแบบออกเป็น 2 แบบ คือ


1.1 Imitation เป็นการแสดงปฏิกิริยาที่ออกมาเป็นกิริยาท่าทางอย่างตรงๆ (directmechanical response of behavior) เช่น เวลาที่เด็กๆ เห็นมนุษย์อุลตร้าแมนทำท่ายกมือไขว้กันเพื่อแสดงอิทธิฤทธ์ิในการ์ตูนโทรทัศน์ เด็กๆ ก็จะแสดงอากัปกิริยาท่าทางตาม การเลียนแบบชนิดimitation นี้ เป็นการเลียนแบบจากภายนอกและอยู่ในระดับผิวเผิน


1.2 Identification เป็นการเลียนแบบที่เน้นหนักไปในด้านจิตใจ โดยผู้เลียนแบบมีความต้องการบางอย่างทางจิตใจที่จะเป็นเหมือนตัวต้นแบบ และจะเลือกเอาคุณลักษณะบางประการของตัวต้นแบบมาเป็นของตน เช่น เวลาเด็กๆ เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาของเณรน้อยอิกคิวซังก็เลือกเอาคุณลักษณะในการแก้ปัญหาดังกล่าวมาเป็นของตน

N.Miller & J.Dollard (1941)

เป็นนักจิตวิทยา 2 ท่านที่ได้นำเอาหลักการง่าย ๆ ของ S-R Theory มาอธิบายพฤติกรรมการเลียนแบบอย่างเป็นขั้นตอนดังนี้
- เริ่มต้น เมื่อผู้เรียนถูกกระตุ้นให้มี แรงจูงใจ ที่จะให้เรียนรู้ (เหมือนอย่างที่เรารู้สึกขาดน้ำและกระหายน้ำ)
- จากนั้น ก็จะมีสิ่งบอกแนะ (cues) หรือ องค์ประกอบย่อย บางอย่างของพฤติกรรม (ที่กำลังจะเลียนแบบ) ผ่านเข้ามาในชีวิตให้ผู้เรียนได้พบเห็น- เมื่อผู้เรียนได้ลงมือทำตามพฤติกรรมที่เป็นแบบอย่างผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ การได้รับรางวัล จากนั้นเข้าจึงเรียนรู้พฤติกรรมนั้นเอาไว้

 

ยุคสมัยที่สองของการวิจัยเรื่องเลียนแบบ

ในงานของ N.Miller & J.Dollard นั้น แม้จะให้คำตอบที่ค่อนข้างแน่นอนว่า คนเรามิได้ทำพฤติกรรมใหม่ ๆ ด้วยการลองผิดลองถูก หาแต่ทำพฤติกรรมตามที่ตนเองได้มีโอกาสพบเห็นและเมื่อลงมือทำตาม ผลที่ตามมาก็คือการได้รางวัล คำอธิบายดังกล่าวนี้ใช้ได้อย่างมากกับการเลียนแบบพฤติกรรมต่าง ๆ จากสื่อมวลชน อย่างไรก็ตามในอีก 2 ทศวรรษต่อมา Bundura (1977)

 สรุป รายการThe Face Thailand 

ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปเช่นไร ช่องทางเพิ่มมากขึ้น ทำให้ธุรกิจสื่อเกิดการหมุนเวียนจากรายการ แต่หาลองย้อนนึกกลับไป ของคำพูดว่า เยาวชนคือรั้วของชาติ นี้หรือ ที่รายการกำลังเสนอ ความรุนแรงด้วยคำพูดเสียดสี ฟาดฟันด้วยอารมณ์โกรธ เพื่อสร้างกระแสดราม่าในยุคสังคมออนไลน์ ถึงแม้รายการจะทำรายได้ให้กับช่องเพื่อได้ออกอาการต่อ ควรมีประโยชน์สาระมากกว่าความสนุกที่ไม่ได้อะไรกับผู้รับชมเลย  ถึงแม้รายการจะมีเป้าหมายชัดเจน แต่ในความเป็นจริง เด็ก หรือวัยรุ่น รับชม อาจเกิดผลกระทบมากมาย กลับคือมา มากกว่าความสนุกที่รายการได้นำเสนอ ในแต่ละสัปดาห์

       สื่อออนไลน์มีไว้เสพความบันเทิง มิใช่ข่าวสารความรู้ที่เป็นประโยชน์ และหากไม่มีการแก้ไข ผลตามมาคือความก้าวร้าว เพราะสื่อมักจะแสดงให้เห็นความรุนแรง ความอาฆาตพยาบาทการแก้ไขปัญหาโดยไม่ใช้สันติวิธี อาจมีผลต่อพฤติกรรมของเด็ก ในบางกรณีอาจก่อให้เกิดอันตราย

 

โดย ปากกาสื่อภาพถ่าย

 

กลับไปที่ www.oknation.net