วันที่ พฤหัสบดี มีนาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

วันที่สี่บนดาวอื่น


ความหมายในดนตรีจึงเกิดจากการเรียนรู้รหัสของดนตรีร่วมกันของคนจำนวนหนึ่ง 

แม้กระทั่งความรู้สึกว่าเพลงนี้เศร้าหรือสนุกก็ย่อมเกิดจากการเรียนรู้รหัสชุดหนึ่งที่จะตีความดนตรีไปในทิศทางเดียวกันได้ เหมือนที่ในดนตรีไทยมีขนบการบรรเลงและการฟังเฉพาะตัวที่คนดนตรีไทยเท่านั้นจึงเข้าใจได้ทะลุปรุโปร่ง (ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ในเบื้องลึกก็ยังคงมีการถกเถียงกันอยู่อย่างไม่รู้จบจากสำนักต่างๆ ) เหมือนในกรณีของ opera ที่มีลักษณะเฉพาะตัว และผู้ที่เริ่มฟังเป็นครั้งแรกจะไม่มีทางเข้าใจได้เลย

เหมือนกับการที่คนต่างชาติไม่เข้าใจดนตรีไทยเดิมนั่นแหละ

จะไปให้ชาวนาเข้าใจรหัสต่างๆ ในเพลงคลาสสิคได้อย่างไร?

Tolstoi ยังเคยชำแหละงาน Nibelungen ของ Wagner เสียเละเทะ เพราะเหตุที่มันเป็นที่เข้าใจได้ยากสำหรับเขา (นี่ยังไม่รวมถึงที่เขาบริภาษ Symphony หมายเลขเก้าของ Beethoven ด้วยซ้ำ)

รหัสของภาษานั้นอาจเลื่อนไหลได้ก็จริง แต่ก็ยังชัดเจนยิ่งกว่าดนตรี

รหัสในดนตรีนั้นช่างเลื่อนลอยจนมีลักษณะคล้ายกับสิ่งที่เรียกว่า free floating signifier ในสัญวิทยา คือคลุมเครือ และแปรเปลี่ยนรูปไปได้อย่างไร้ที่สิ้นสุด

จะบอกว่านั่นคือข้อได้เปรียบของดนตรีก็ได้ เพราะมันทำให้ดนตรีมีความเป็นนามธรรม (abstract) มากกว่าศิลปะทุกชนิดในโลก

แล้วในกรณีของเพลง pop ที่คนฟังจำนวนมหาศาลมีอารมณ์ร่วมกันนั้น เราจะพูดว่ามันทำลายพรมแดนของนามธรรมนั้นหรือไม่ และในกรณีที่คนบางคนไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่นเลยแต่กลับมีความรู้สึกร่วมเป็นอย่างมากกับเพลงญี่ปุ่น

เราจะอธิบายปรากฏการณ์นี้อย่างไร?

Leo Tolstoi (1858-1910)

โดย insanetheater

 

กลับไปที่ www.oknation.net