วันที่ ศุกร์ มิถุนายน 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

การใช้ความรุนแรงในสังคม


         เรื่องนี้ขอเขียนสืบเนื่องจากเอ็นทรี่  " มันสำคัญที่...ครอบครัว "  เพราะบ้านเป็นสถานที่แรกที่เด็กทุกคนต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมด้วยกัน   และคนในบ้านซึ่งเราเรียกกันว่า " ครอบครัว "   ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวเล็กๆที่มีแต่พ่อแม่ลูก  หรือเป็นครอบครัวใหญ่ที่รวมเอาลุง ป้า น้า อา ปู่ย่า ตายายฯลฯ  บางบ้านมีหลายครอบครัวรวมกันในบ้านหลังเดียว  ซึ่งดูแล้วน่าจะมีความอบอุ่น   แต่ก็เหมือนคำพูดที่ว่า  " มากคนก็มากความ "  ซึ่งอาจมีกระทบกระทั่งกันบ้าง   แต่หากคนในบ้านรู้จักความปรองดอง   ให้อภัยกัน  ไม่ว่าเกิดเรื่องอะไรก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน   ดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน  บ้านนั้นก็จะเป็นบ้านที่อบอุ่นและน่าอยู่   แต่ถ้าบ้านใดมีแต่ปัญหา  มีการไม่ลงรอยกันในที่สุดก็จะมีการทะเลาะเบาะแว้ง   และนำมาซึ่งการใช้ความรุนแรง

       สำหรับครอบครัวของแม่หมี   เราไม่เคยใช้ความรุนแรง หากมีปัญหาเราก็จะใช้การพูดจา  ถ้าคนหนึ่งเป็นไฟ  อีกคนก็จะเป็นน้ำ  หรือถ้าเป็นไฟทั้งคู่เราก็จะสงบสติอารมณ์แยกไปนั่งคนละมุม   เพื่อให้ไฟนั้นสงบลงแล้วเราค่อยคุยกัน  ตอนเป็นคู่รักน่ะไม่มีข้อขัดแย้งเพราะโลกเป็นสีชมพู   แต่พอมาแต่งงานมาใช้ชีวิตร่วมกัน  เราก็ต้องปรับตัวเข้าหากัน   อาจมีเถียงกันบ้างเพราะเราต่างเห็นตัวตนกันมากขึ้น   แต่พอเราเริ่มรู้แล้วว่า  การที่เราเถียงเพื่อเอาชนะกันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นเลย   เพราะสุดท้ายแล้วความรักที่เราเคยมีให้กันมันจะลดน้อยลง   เมื่อเรารู้ว่าเรายังรักกันเราก็ต้องเข้าใจและให้อภัยกัน   ช่วยกันประคับประคองความรักของเราให้คงอยู่เหมือนเดิม   เราจึงเลือกใช้วิธีพูดคุยเพื่อปรับความเข้าใจกัน

       ยิ่งเมื่อเรามีลูก   การที่ลูกเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันย่อมทำให้เด็กมีความทุกข์   ดังนั้นเมื่อเรามีพี่หมีใหญ่เรายิ่งระมัดระวังในเรื่องอารมณ์ของเรา   เราไม่ทะเลาะกัน   เราไม่ใช้ความรุนแรง  แม้กระทั่งการตีลูกเราก็จะไม่ใช้    เราจะมีกฏเกณฑ์   ถ้าลูกทำผิดแล้วจะได้รับการตักเตือน   ถ้าทำผิดอีกเป็นครั้งที่สองก็จะโดนตีด้วยไม้บรรทัด(กี่ครั้งก็แล้วแต่จะตกลงกัน) แต่ถ้ารู้ตัวว่าทำผิดแล้วมาขอโทษก็จะไม่ถูกลงโทษ   แต่ถ้าทำเป็นครั้งที่สามในเรื่องเดิมๆก็จะโดนหนักกว่าเดิม   แล้วเวลาที่แม่หมีพูดนี่หน้าตาเอาจริงค่ะ  น้ำเสียงหนักแน่น ลูกจะกลัว  พอเขารู้ตัวว่าทำผิดเขาจะมาขอโทษพร้อมแบมือ  แล้วบอกว่า " คุณแม่ครับ  คุณแม่ตีผมก็ได้ครับ  เพราะผมทำผิด "  แต่มันมีกฏอยู่ว่าถ้าขอโทษก็จะไม่โดน   ดังนั้นพี่หมีใหญ่ก็จะรอดพ้นจากการโดนตีเพราะเขารู้ตัวแล้วรีบมาขอโทษ    และก็จะไม่มีการทำผิดอีก   ซึ่งแม่หมีเองก็โล่งใจค่ะที่ไม่ต้องตีลูกเพราะไม่ชอบการลงโทษแบบนี้  เพราะการตีมันทำให้เจ็บร้าวไปถึงหัวใจ จะเป็นความทรงจำที่ไม่ดี   แต่การใช้วิธีแบบนี้ทำให้พี่หมีใหญ่อยู่ในระเบียบวินัย   บางครั้งแม่หมีจะใช้วิธีให้เขานั่งเก้าอี้แล้วหันหน้าเข้าข้างฝา   ห้ามลุกไปไหนจนกว่าจะทบทวนตัวเองว่าผิดหรือไม่   หรือมีเหตุผลใดจึงทำเช่นนั้น แล้วเขาต้องนั่งในที่ที่เรามองเห็น  ( กลัวแอบเอาของเล่นมาเล่นค่ะ  เข้มนะแม่คนนี้ ) ในระหว่างที่ลูกต้องทบทวนตัวเอง   แม่หมีเองก็ต้องสงบสติสะกดอารมณ์โกรธของตัวเองลงให้ได้   ถ้าตีลูกทั้งๆที่อารมณ์ตัวเองไม่คงที่   ก็จะพลั้งมือตีลูกแรงเกินกว่าเหตุ   เมื่อเขาทบทวนแล้วเราก็มาคุยกันว่า  เพราะเหตุใดจึงทำแบบนี้  ให้เขาชี้แจงมา   เขาก็จะบอกเราถึงเรื่องราวทั้งหมดแล้วเราก็รับฟัง   ถ้ามีเหตุมีผลเราก็เข้าใจและสั่งสอนตักเตือนเขา  บอกเขาในสิ่งที่เขาไม่ควรทำหรือมีคำแนะนำว่าถ้าเป็นแบบนี้ต้องใช้วิธีใดแก้ไข    แต่ถ้าพ่อแม่เข้าใจเขาผิดเราก็ขอโทษเขา   ไม่ต้องอายที่จะขอโทษลูก   เพราะนี่คือตัวอย่างของคนที่รู้จักขอโทษ  เราต้องทำตัวอย่างให้ลูกเห็นค่ะ

        แต่สำหรับหมีน้อยเราต้องเข้าใจในสิ่งที่เขาเป็น   คนนี้ต้องอธิบายเหตุผลค่ะ  ถ้าให้เข้ามุมแล้วทบทวนตัวเอง  เขาทำไม่ได้หรอกค่ะก็เข้าทางเขาสิคะเข้าไปอยู่ในโลกของตัวเองอีก   คนนี้เวลาโกรธแล้วสื่อสารกันไม่ได้เป็นร้องไห้เสียงดัง   แม่หมีต้องใช้วิธีกอดรัดจนกว่าเขาจะสงบถึงจะคุยกันรู้เรื่อง   การใช้ความรุนแรงในครอบครัวเราจึงไม่เกิดขึ้น   ที่สุดลูกก็กลายเป็นเด็กที่รับผิดชอบ  มีเหตุผลและพร้อมที่จะขอโทษเมื่อตนเองผิดและที่สำคัญคือ  ความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกยังคงดีและรักกันเหมือนเดิม  ยิ่งเมื่อเรามีหมีน้อยและรู้ว่า เราเจอปัญหาใหญ่คือ เราต้องช่วยเหลือหมีน้อย และพัฒนาเขาให้ดีขึ้น   นั่นทำให้ครอบครัวเรายิ่งเหนียวแน่นเราดูแลและใส่ใจกันมากยิ่งขึ้น   เราพร้อมที่จะเผชิญปัญหาไปด้วยกัน

        ที่ต้องเขียนเรื่องนี้เพราะคราวที่แล้วยังเล่าไม่จบ  สำหรับเรื่องเด็กที่ผู้ปกครองเขาบอกว่า  " ลูกเขาชอบการถูกตี  ถ้าวันไหนไม่โดนจะไม่มีความสุข "   แม่หมีว่า  เขาเข้าใจผิดอย่างมหันต์เลยค่ะ   ใครอยากจะโดนตีล่ะคะ   ตีน่ะมันไม่ได้เจ็บแค่ตรงที่โดนตี  แต่มันเจ็บไปถึงหัวใจ   การที่เราโดนตีโดยไม่มีเหตุผล  เอะอะก็ตีเพื่อหยุดพฤติกรรม  มันเป็นการแก้ไขที่ง่ายมากๆไงคะ   พ่อแม่ส่วนใหญ่จึงมักเลือกใช้วิธีนี้  แต่ถามว่าเขาจำมั๊ยไม่หรอกค่ะ   ไม่อธิบายไม่ชี้แจง  บางทีเขาคงงงว่าตีทำไมเนี่ย  แล้วสุดท้ายเด็กก็จะคิดว่า  เป็นเพราะพ่อแม่  ผู้ใหญ่ไม่รักจึงตีเขา   หรือบางเรื่องเขาที่ทำผิดก็ควรจะนำมาสอนมาตักเตือน  แต่กลับปล่อยผ่าน  แต่พอคราวหน้าเขาทำอีกคราวนี้ตี  เด็กเขาสับสนนะคะ   คือพ่อแม่ผู้ปกครองต้องสละเวลาสักหน่อย  สอนกันไปในทุกเรื่อง  เขาจะได้เข้าใจ   บางคนเวลาลูกทำอะไรผิดหรือพูดจาหยาบคาย   ก็ปล่อยให้ทำแถมมีบอกว่า  "เออ มันเก่งนะ  มันน่ารักนะ  แหมลูกเราช่างจำนะ  ดูสิตัวแค่เนี๊ยะ   รู้จักด่าด้วย "  หัวเราะชอบใจแบบนี้ก็มี    เด็กก็เข้าใจผิดคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันดี    แต่พอโตขึ้นมาทำแบบนี้อีกกลับโดนตี โดนตบ  เด็กเขางงค่ะ  ตกลงอะไรถูกอะไรผิด   แม่หมีน่ะอธิบายและคุยกับลูกเรื่องต่างๆ   เวลาเห็นเด็กคนอื่นทำไม่ดีหรือดูละครตัวละครทำเรื่องแย่ๆ    แม่หมีจะบอกลูกเลยค่ะ  "ทำแบบนี้ไม่ถูกต้องนะครับไม่ดี  ไม่ควรเอาเป็นแบบอย่าง "  อะไรผ่านเข้ามาเป็นหยิบจับมาสอนลูก   จนเดี๋ยวนี้ไม่ต้องสอนค่ะ  เขารู้หมดแล้วว่าอะไรดีอะไรเลว  อายุเท่านี้ถ้ายังแยกแยะความดีเลวไม่ได้   พ่อแม่ต้องทบทวนตัวเองแล้วล่ะค่ะ

        บางครอบครัวการที่พ่อแม่ทะเลาะกัน   ด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย  ทำร้ายตบตีกัน  จนลูกเห็นเป็นประจำ  จนกลายเป็นเรื่องสามัญประจำบ้านไปแล้ว   การที่เด็กอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้   ทำให้เด็กรู้สึกว่าการทำร้ายกันเป็นเรื่องปกติ   ไม่พอใจกันก็ใช้กำลังในการตัดสินปัญหา   พอไปที่โรงเรียน  มีใครไม่ถูกใจไม่พอใจก็ชกต่อยกัน   ซึ่งผลมันมาจากในบ้านก่อนค่ะ  อสุรกายที่เราสร้างขึ้นด้วยตัวเราเอง   เมื่อออกไปข้างนอกบ้านก็จะนำสิ่งที่ตัวเองเห็นไปทำที่โรงเรียน   บนท้องถนน   ในที่สาธารณะ   เราสร้างให้ลูกของเราใช้ความรุนแรงโดยไม่รู้ตัว   สุดท้ายก็รุนแรงจนถึงขั้นทำร้ายพ่อแม่   ทำร้ายคนในครอบครัว  เป็นฆาตกร   ก่ออาชญากรรมที่ร้ายแรง   แล้วทุกครั้งที่ลูกทำผิด  เราจะเห็นในข่าวว่าพ่อแม่ออกมาร้องไห้  " ลูกชั้นเป็นคนดี  ลูกชั้นเสียก็เพราะคบเพื่อนไม่ดี "   แต่ไม่มีพ่อแม่คนไหนที่ออกมาบอกว่า  ลูกชั้นเลวเลย

        นี่ล่ะค่ะ  คนจะดีจะเลวให้มองไปย้อนกลับไปได้เลยว่า   ที่ผ่านมาเด็กได้รับข้อมูลแบบใด  จึงได้สร้างตัวตนออกมาแบบนั้น   อย่าโทษสังคม  ต้องดูแลลูกของตนคนในปกครองของตน   อย่าให้เขารู้สึกชินชาจนถึงขั้นเสพติดความรุนแรง  แล้วนำเอาสิ่งเลวๆไปทำร้ายคนดีๆในสังคม   ลองหันมาดูลูกของเรา  ถ้าเป็นเด็กที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว  เราต้องรีบแก้ไขค่ะ   ถ้าแก้ไม่ไหวไม่สามารถโน่นค่ะ   พาลูกไปหาจิตแพทย์  การไปหาจิตแพทย์ไม่ใช่ต้องเป็นคนบ้าหรือเป็นเด็กพิเศษ   แค่รู้สึกว่าลูกมีความผิดปกติ  ก้าวร้าว  หนีเรียนบ่อย  เกเรฯลฯ ไปหาหมอเถอะค่ะ  แม่หมีเคยเจอเด็กหลายแบบค่ะ  เศร้าซึมลงไปนั่งกอดเข่าเหมือนแบกโลกทั้งใบก็มี   เด็กบางคนก็เกรียนมากๆจนพ่อแม่เอาไม่อยู่  ครูบาอาจารย์เขาเอือมระอา   จนต้องพาไปหาหมอ   ความที่เราเห็นเด็กพวกนี้ที่โรงพยาบาลบ่อยๆ   เราก็จำเขาได้พอเราเจอเขาครั้งหลังๆเราเห็นความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นค่ะ    อย่าปล่อยให้ลูกกลายเป็นเด็กเสียคน  สุดท้ายเราเองนั่นแหล่ะที่จะต้องเสียใจ

        คงไม่ต้องเอ่ยเรื่องราวความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมว่ามีเรื่องใดบ้าง  เราเสพข่าวเหล่านั้นจนแม่หมีคิดว่า  อาจมีเด็กบางคนคิดว่า  เฮ้ย!! พ่อแม่ไม่สนใจ   ทำเลวดีกว่าคนจะได้หันมาสนใจ    ใส่ใจกันหน่อยค่ะ   อย่าให้ลูกเห็นความรุนแรงจนกลายเป็นเรื่องปกติ  หมีน้อยเองก็เคยตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงในโรงเรียน(โดนรังแก โดนชกซะน่วมเลย)  เพราะทุกคนเห็นว่าเขาเป็นเด็กพิเศษเป็นไอ้เอ๋อในสายตาของคนอื่น   ขอบอก  ภาคเรียนสุดท้ายกับสองวิชาที่เหลืออยู่ ซึ่งแสนยาก   ไอ้เอ๋อเหรอคนนี้แหล่ะที่คว้า A มาทั้งสองวิชาเลยค่ะ  จบด้วยเกรดเฉลี่ย สามกว่าๆไปเรียบร้อยแล้ว

       ฝากไว้หน่อยนะคะ  โลกสวยด้วยมือเรา   ลูกของเราก็เช่นกัน  จะดีหรือเลวก็ด้วยมือของครอบครัวนี่ล่ะค่ะ    บ่นแบบนี้คงไม่มีใครกล้ามาปรึกษาแม่หมีอีกแล้วค่ะ  คือแบบเราเต็มใจและให้ใจไปเต็มๆกับการให้คำแนะนำ   เพื่อให้ลูกหลานสุดพิเศษของคนที่มาปรึกษาให้ดีขึ้น   แต่บอกไปแล้วก็เอ้อระเหยไม่ทำตามแล้วมันเหนื่อยค่ะ  แต่ถ้าใครที่เขาเอาจริง   แม่หมีก็เห็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี   คำแนะนำของหมอของแม่หมีเป็นเพียงส่วนน้อย  แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดคือพ่อแม่และคนรอบข้าง    ตอนนี้กำลังรอฟังข่าวจากผู้ปกครองท่านหนึ่งค่ะ  ลูกกำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยในปีนี้  ยื่นคะแนนไปแล้ว  ขอให้ได้เข้าเรียนในที่ที่เขาชอบสมกับที่แม่ของเขาทุ่มเทมาตลอดค่ะ   สู้สู้ค่ะ

              บันทึกความรู้สึกโดย....

                     แม่หมี  (แม่ผู้อยากเห็นสังคมและโลกใบนี้มันดีขึ้นค่ะ)

           .....................................................................................................................

  หมายเหตุ   ขอบคุณภาพประกอบจาก   https://www.l3nr.org/posts/568553

                  ย้อนไปอ่านเรื่องที่เกี่ยวข้องได้ที่นี่ค่ะ  คลิกได้เลยค่ะ  มันสำคัญที่...ครอบครัว

 

โดย แม่หมี

 

กลับไปที่ www.oknation.net