วันที่ พุธ กรกฎาคม 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Spider-Man: Homecoming ชีวิตของเรา อยู่ที่เราจะเลือกเอง


     

          สวัสดีครับทุกท่าน   วันนี้กระผมหมีน้อยกลับมาเขียนอีกครั้ง  หลังจากที่หายไปช่วงหนึ่ง  วันนี้ก็กลับมาอีกกับ ไอ้แมงมุมภาครีบูท (อีกแล้ว) เรื่อง Spider-Man: Homecoming กำกับโดย จอน วัตส์ และแสดงโดย ทอม  ฮอลแลนด์ ในบทไอ้แมงมุม  ที่ได้แจ้งเกิดตั้งแต่หนังเรื่อง "2004 สึนามิ ภูเก็ต" , ไมเคิล คีตันในบทวัลเจอร์  ผมรู้จักเขาจากเรื่องแบทแมน (และภาครีเทิร์น) และเบิร์ดแมน(และนั่นทำให้ผมอยากให้เขาแสดงเป็นวัลเจอร์ตั้งแต่ก่อนประกาศตัวนักแสดง   แต่แม่ของผมรู้จักเขาก่อนเป็น แบทแมนเสียอีกครับ), จอน ฟาฟวโร ที่กลับมารับบทเดิม, เซนดายา รับบทเป็น...ไม่ดีกว่าเพราะมันจะเป็นการสปอยล์เนื้อเรื่อง และสมทบด้วย เมริซา โทเม ในบทป้าเมย์และ รอเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ในบทโทนี่ สตาร์ค (ทั้งสองเคยเล่นคู่กันใน บุพเพหัวใจคนละฟากฟ้า กับ แชปลิน) และตอนนี้กลายเป็นหนึ่งใน (หากไม่ดีที่สุด) หนังไอ้แมงมุมที่ดีที่สุดที่เคยสร้างมา

        เหตุการณ์ในภาคนี้  เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ในเรื่อง  กัปตันอเมริกา ซิวิลวอร์  เป็นเรื่องราวของปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ ที่กำลังได้รับการสั่งสอนจาก โทนี่ สตาร์ค และพยายามที่จะบริหารชีวิตในรั้วโรงเรียนและชีวิตในการต่อสู้กับอาชญากรรมในฐานะสไปเดอร์-แมน  ในขณะที่ภัยครั้งใหม่ได้อุบัติขึ้น  เมื่อเขาพบกับกองโจรที่นำโดยเอเดรียน ทูมส์   ปีเตอร์จึงต้องต่อสู้เพื่อหยุดเหล่าร้าย...หรืออาจหมายถึงปกป้องคนใกล้ตัวของเขา

        เอาเป็นว่าในการเขียนครั้งนี้ผมจะเขียนเกี่ยวกับลักษณะตัวละครของสไปเดอร์-แมน ฉบับจักรวาลมาเวล ผมจะพยายามจะไม่สปอยล์ในส่วนของตัวหนังให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ (แต่อาจต้องมีสปอยล์บ้างบางส่วนเพื่อให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างไอ้แมงมุมเวอร์ชั่นนี้กับเวอร์ชั่นอื่น) แต่ว่าในส่วนของไอรอน แมน 2 และ กัปตันอเมริกา ซิวิลวอร์   ผมอาจจะต้องสปอยล์ในส่วนนั้น เพราะอย่างนั้นใครที่ยังไม่ได้ดูสองเรื่องที่กล่าวมาก็ขออภัยด้วยครับ......เดี๋ยวนะ......หลายคนคงสงสัยว่า ไอรอน แมน 2 มันเกี่ยวอะไรด้วย  ในเมื่อมันไม่เห็นมีส่วนที่เกี่ยวข้องกันเลยนี่นา   แต่ว่านั่นแหละคือสิ่งที่ผมจะพูด  ในเรื่องที่ว่า ทำไมโทนี่ สตาร์ค มาเกี่ยวอะไรด้วย  ในเมื่อปกติหนังของไอ้แมงมุมต้องมีแค่ไอ้แมงมุมเท่านั้นไม่ใช่เหรอ   และนั่นคือสิ่งที่ผมจะพูดก่อนที่จะเข้าเรื่องครับ


          มีใครเคยจำเด็กที่ใส่หน้ากากไอรอน แมน ในงาน สตาร์ค เอ็กซ์โป ของเรื่อง ไอรอน แมน 2 บ้างครับ นั่นแหละครับคือการพบกันครั้งแรกโดยบังเอิญระหว่าง โทนี่ สตาร์ค กับ ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ และนั่นคงทำให้สตาร์คกลายเป็นฮีโร่ขวัญใจของปีเตอร์ (ในส่วนนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่จนถึงทุกวันนี้ เพราะว่าเหมือนทางมาเวลแค่เอามาใส่ไว้เฉยๆ สำหรับผมเองก็เห็นว่าเด็กในตอนนั้นเตี้ยเกินไป มันอาจไม่เมคเซ้นส์ แต่ถ้ามันเป็นจริงไปมันจะเป็นอะไรที่เจ๋งมาก) และแน่นอนว่ามันไม่จบแค่นั้น  ในช่วงซิวิลวอร์ สตาร์ค ได้ไปพบกับปีเตอร์ที่หอพักของครอบครัวปาร์คเกอร์ สตาร์คได้คุยกับปีเตอร์เกี่ยวกับ "ฮีโร่ในชุดแดงน้ำเงิน" และสตาร์คก็คิดว่า นั่นคือปีเตอร์   ซึ่งปีเตอร์ก็พยายามที่จะปฏิเสธ  สตาร์คมาพบกับที่เก็บชุดของปีเตอร์  ทำให้ปีเตอร์จึงต้องบอกความจริงที่เขาไม่เคยบอกใครรวมทั้งป้าเมย์ พร้อมทั้งเหตุผลว่าทำไมเขาต้องเป็นสไปเดอร์-แมน  ซึ่งเป็นเพราะเขาเห็นว่า  มันเป็นชีวิตของเขาไปแล้วและเขาต้องทำในส่วนที่พวกอเวนเจอร์มองข้าม   สตาร์คได้เอาเขามาช่วยในการจับตัวกลุ่มของกัปตันอเมริกา (ใช้แรงงานเด็กซะงั้น) และได้มอบชุดใหม่ให้แก่เขา  เขาถือว่าเป็นสมาชิกที่พึ่งพาได้ของทีมไอรอนแมนเลยทีเดียว  แม้จะบาดเจ็บในตอนท้าย   แต่ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ "ดี" กับเขา   และได้ให้เขาเก็บชุดไว้ เพื่อที่จะหวังว่าปีเตอร์จะเป็น "สไปเดอร์-แมน เพื่อนบ้านที่เป็นมิตร"  แต่เกรงว่าปีเตอร์จะหวังมากกว่านั่นละสิ...


           สำหรับสไปเดอร์-แมนของภาคนี้ถือว่าแตกต่างจากสไปเดอร์-แมนในรูปแบบอื่นๆ  ที่แน่ๆคือ ในจักรวาลมาเวลเราจะไม่เห็นฉากลุงเบ็นถูกยิง  หรือฉากปีเตอร์โดนแมงมุมกัด (แต่ทั้งหมดถูกพูดถึงโดยตัวเขาเอง) และที่แน่ๆ เขาเพิ่งจะมีอายุแค่ 16 ปี  เปรียบเทียบกับ ปีเตอร์ในสไปเดอร์-แมน เวอร์ชั่นไตรภาค  ที่เป็นคนมีอาชีพ มีงานทำแล้ว กับ  ปีเตอร์ในดิ อแมสซิ่ง สไปเดอร์-แมน  ที่กำลังเรียนจบและดูเป็นผู้ใหญ่กว่า  ในภาคนี้ปีเตอร์ยังเด็กและยังถือว่าประสบการณ์ชีวิตยังน้อยนัก (ถ้าไม่นับเรื่องที่เป็นไอ้แมงมุมเร็วกว่าสองเวอร์ชั่นนั้น  และอาจหมายถึงประสบการณ์การต่อสู้) แต่ต้องได้รับภาระที่ต้องดูแลป้าเมย์  เรียนหนังสือ หรือแม้แต่ต้องจัดเตรียมของเอาไว้ไปปราบเหล่าร้ายด้วยตัวเอง   และนี่ยังไม่นับกับการที่เขาต้องทำในสิ่งที่สไปเดอร์แมนทุกเวอร์ชั่นต้องทำนั่นคือปิดบังตนเอง   ซึ่งมันทำให้เขามักจะเสียโอกาสในการทำเรื่องสำคัญต่างๆ   ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมที่โรงเรียนหรือกิจกรรมกับเพื่อนฝูง   แต่เขาไม่ได้สู้คนเดียว   เพื่อนของเขา "เน็ด"  ผู้ที่เพิ่งได้รู้ความลับของปีเตอร์เพียงเพราะอยากต่อเลโก้เดธสตาร์  ซึ่งก็สร้างความปวดหัวให้กับปีเตอร์ไม่น้อย   แต่ยังดีที่ เน็ด ยอมที่จะช่วยปีเตอร์ตลอด แม้แต่ในศึกสุดท้าย


           สำหรับปีเตอร์ในภาคนี้   เขาต้องพบกับปัญหาชีวิตมากมาย   เพียงแต่คราวนี้เป็นเพราะเขายังเด็ก  ทำให้เขาประสบปัญหากับการรับมือหรือแก้ปัญหาแม้ว่าจะมีปัญญาที่ชาญฉลาด   ซึ่งเพราะสิ่งนี้เขาถึงตัดสินใจที่จะทำงานด้วยตนเอง   โดยที่ไม่สนใจในขีดจำกัดของตน และส่งผลให้คนรอบข้างเป็นอันตราย   แม้ว่าจะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม นั่นทำให้สตาร์คเองก็รู้สึกหงุดหงิดไม่น้อยเหมือนกัน  ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ "ลิส"  คนที่เขาแอบชอบดันเป็นลูกสาวของเอเดรียนหรือที่เรารู้จักกันในฐานะวัลเจอร์   ในตอนนั้นทำให้เขาแทบจะอึ้งเลยทีเดียว  โชคดีที่เขาสามารถเก็บอาการตกใจไว้ได้   แต่นั่นก็ไม่หยุดให้เอเดรียนรู้ว่าปีเตอร์คือไอ้แมงมุม   ซึ่งนั่นหมายความว่าชีวิตของคนใกล้ตัวเขาตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง และปัญหาที่ใหญ่ที่สุดที่เขาต้องเจอก็คือ  จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเขาไม่มีชุดสไปเดอร์-แมนในเมื่อสตาร์คเห็นว่า  เขาไม่คู่ควรกับมัน   แน่นอนว่ามันทำให้เขารู้สึกเกือบจะไร้พลัง   แต่ในท้ายที่สุด เขาได้นำบทเรียนต่างๆ  ที่ได้รับมาเปลี่ยนเป็นพลัง   แล้วสามารถก้าวข้ามความกลัวไปได้ และได้พิสูจน์ตนเองว่า  เขาคู่ควรกับชุดนั้น และไม่ได้หมายความว่าถ้าไม่มีชุดสไปเดอร์-แมนแล้วเขาก็จะเป็นสไปเดอร์-แมนไม่ได้   สำหรับผมแล้ว  ปีเตอร์ก็คือ เด็กที่เพิ่งก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่และยังต้องเรียนรู้อะไรอีกมากมาย (เหมือนกับตัวของผม ที่ยังต้องเรียนรู้อะไรในชีวิตอีกมากมาย)
                    

         อันที่จริงตัวละครอย่างเอเดรียนหรือวัลเจอร์  ก็ควรได้รับการพูดถึงเหมือนกัน  เพราะเขาเองก็ถือว่าเป็นตัวร้ายที่ยอดเยี่ยมเหมือนกัน  แม้อาจจะไม่ยอดเยี่ยมเหมือนโลกิที่คว้าหัวใจใครไปหลายคนหรือซีโม่ที่สามารถเอาชนะอเวนเจอร์ได้  แต่เขาก็เป็นตัวร้ายที่มีมิติมากกว่าที่เราเห็นภายนอกเหมือนกัน   เพราะในเรื่องนี้เราได้เห็นว่า เขาเริ่มจากเป็นคนทั่วไปที่ถูกบีบให้เลือกทางแบบนี้  เขาแค่ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้สามารถนำเงินมาเลี้ยงครอบครัวและโดยเฉพาะค่าเล่าเรียนของลูกสาวให้ได้   แม้ว่าเขาจะเดินทางผิดก็ตาม แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่อยากให้ลูกสาวมารู้ถึงการกระทำของเขา   ในขณะที่ในเวอร์ชั่นการ์ตูน วัลเจอร์   แค่ต้องการเงินมาเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น  ความเหมือนกันระหว่างทั้งสองเวอร์ชั่นก็คือ  ความโลภ  สิ่งเดียวที่ทำให้เอเดรียนยังคงเป็นวายร้าย  ซึ่งสิ่งนั้นก็ทำให้ตัวเอเดรียนสามารถพลาดท่าได้  สำหรับผมแล้วเอเดรียนคือตัวแทนของ  พ่อคนนึงที่แค่อยากให้ลูกได้ดีมีอนาคตแม้ว่าจะตัองเดินทางผิดก็ตาม

          สำหรับผมแล้วหนังเรื่องสไปเดอร์-แมนภาคนี้ถือว่า  มีความเป็นหนังวัยรุ่นมากกว่าหนังเรื่องอื่นๆของจักรวาลมาเวล   รวมทั้งหนังสไปเดอร์-แมนด้วยกัน   ซึ่งมันก็สมกับวัยของปีเตอร์ในเรื่องนี้ และหลังจากหนังเรื่องนี้จบ  ก็เป็นที่แน่นอนว่าสไปเดอร์-แมนจะกลับมาแน่นอนใน Avengers: Infinity Wars แน่นอน   โดยรวมแล้ว หนังเรื่องนี้ถือว่าดีงามมาก  ในแง่ของการพัฒนาและมุมมองของตัวละคร และยังมีการซ่อน Easter Eggs ไว้เหมือนเคย   แถมมีถึง 2 หรือ 3 Easter Eggs  ที่อาจเกี่ยวข้องกับบทบาทในอนาคตของสไปเดอร์-แมน  ชุดตัวร้ายอย่างวัลเจอร์  ทำออกมาได้ดี  ดูน่ากลัวและเท่ไปในเวลาเดียวกัน  แถมไม่ใช่ตัวร้ายที่โดนแย่งบทเด่นเหมือนบางเรื่องด้วย   ผมคงต้องบอกเหมือนทุกครั้ง   สำหรับคนที่ดูหนังของของค่ายมาเวลว่า  ทุกครั้งที่เครดิตขึ้นอย่าเพิ่งรีบลุกออกจากโรงหนัง   เพราะในตอนช่วงกลางและท้ายของเครดิต   มักจะมีอะไรพิเศษให้ดูเสมอ    อาจเป็นการปูเนื้อเรื่องเพื่อไปสู่ภาคต่อของแต่ละเรื่อง   หรือเป็นการที่จะบอกว่าตัวละครในเรื่องจะทำอย่างไรต่อไป   แต่สำหรับสไปเดอร์แมนตอนนี้ก็เช่นเดียวกัน  แต่มันพิเศษกว่านั้น   คือคราวนี้มาเวลนำกัปตันอเมริกาออกมาตอนท้ายของเครดิต  เล่นเอาผมฮากลิ้งแทบอยากจะชกหน้ากัปตันอเมริกา   ถ้าอยากรู้ไปดูเอาเองแล้วกันครับ  555

           หนังเรื่องนี้สอนให้ผมรู้ว่า  การที่คนเราต้องรู้จักหน้าที่ของตนเองและทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดเหมือนปีเตอร์ที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้อื่น  แต่ต้องประเมินความสามารถของตนเองด้วยอย่าทำอะไรที่มันเกินกำลัง  เพราะมันอาจเป็นผลเสีย (อย่างเช่น ตอนที่ปีเตอร์ทำปืนเลเซอร์ที่นำวัสดุจากต่างดาว ซึ่งเป็นประกอบอาวุธจากทีมงานของวัลเจอร์  เรียกว่าฉากนี้เรือแตก  วายป่วงกันเลยทีเดียว) ถ้าโทนี่ สตาร์คไม่มาช่วย  คงเสียหายมากเป็นแน่

           และเรื่องนี้ยังสอนให้ผมรู้ว่า การที่เราบีบใครสักคนให้จนมุม  เขาจะตอบโต้และกลายเป็นวายร้ายอย่างที่วัลเจอร์เป็น

           หนังเรื่องนี้ดูสนุกครับ  ถ้ามีโอกาสก็ไปดูกัน  ดูแล้วไม่เสียดายเงินครับ  คุ้มค่าจริงๆ  และอย่างเคยผมต้องขอบคุณคุณแม่และพี่ของผมที่สละเวลาไปดูหนังเป็นเพื่อนผม  555 ความจริงบ้านเราก็เป็นติ่งมาเวลกันทุกคนแหล่ะครับ    ท้ายสุดมีภาพมาฝาก  ขำๆครับ

                    ออกมาจากโรงหนังแล้วเจอกัปตันอเมริกา   ขอตั๊นท์หน้าสักทีเถอะ  ท้ายเครดิตออกมากวนจริงๆ  ล้อเล่นนะครับ   ความจริงผมก็ชอบเขานะครับ.....มั๊ง

 

 

โดย เจ้าหมีน้อย

 

กลับไปที่ www.oknation.net