วันที่ เสาร์ กรกฎาคม 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ชีวิตที่เปลี่ยนไป..


           

                 ผมเขียนเอนทรีล่าสุดคือ “งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ...ขอร่ำลากันตรงนี้” เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์

                ผมเขียนวันนั้น เพื่อ”อำลา”ตำแหน่งหน้าที่ดูแล OKnation เนื่องจากผมลาออกจากการเป็นพนักงาน เพราะต้องการ”พัก” อย่างจริงจัง

                ใครที่เคยอ่านเอนทรีผม หรือในเฟซบุ๊คผม จะจำได้ว่าผมเคยเล่าเรื่องชายหนุ่มจากบริษัทการเงินคนหนึ่ง ไปพักผ่อนชายทะเล แล้วเห็นชายวัยกลางคน นั่งเล่นอยู่ริมทะเล จึงเข้าไปสอบถามว่าทำอะไร ซึ่งชายคนนั้นตอบว่า นั่งเล่น นื่งพักผ่อน เพราะจับปลาได้ 3 ตัว นำไปขายในตลาดวันนี้แล้ว  2 ตัว อีกตัวเอามาทำอาหารกิน

                หนุ่มคนนั้นจึงแนะนำว่า ลุงน่าจะซื้อเรือ จะได้ออกไปหาปลาเยอะๆ จากนั้นก็ขายได้เยอะ

                ชายคนนั้นถามคนหนุ่มว่า ทำแล้วได้อะไร ...ชายหนุ่มตอบว่า ก็เพื่อจะได้มีเงิน เมื่อถึงเวลา ก็จะได้มานั่งพักผ่อนสบายๆ

                ชายคนนั้นเลยถามกลับกับพ่อหนุ่มคนนั้นว่า “แล้วนี่ผมกำลังทำอะไร”

                ใช่ครับ ..ในวัยนี้ ผมอยาก”พักผ่อน” ตอนที่ยังแข็งแรง ไปไหนมาไหนได้ เพราะ”เงิน”ที่ผมได้จากการเออร์รี่รีไทร์ อาจจะ”ไม่มาก” สำหรับหลายคน โดยเฉพาะ”ทฤษฎี” ที่ผมผ่านตาว่าจะต้องมีเงินสัก 10-20 ล้านเพื่ออยู่ไปอีก 10-20 ปี

                ผมได้เงินมาไม่ถึง 2 ล้าน แต่ผมจะอยู่อีก 20 ปี และผมเชื่อมั่นว่า”ผมอยู่ได้”


 

                5 เดือนที่ผ่านมา เป็น 5 เดือนที่”เปลี่ยน”ชีวิตผมมาก

                เป็นชีวิตที่มีทั้ง”ทุกข์”และ”สุข” มาโดยไม่ได้ตั้งใจ และเราปฏิเสธไม่ได้

                เรื่องที่เปลี่ยนชีวิตผมมากที่สุดเกิดขึ้นเมื่อ 4 เดือนก่อน ซึ่งผมเขียนในเฟซบุ๊คของผม...เรื่อง “ผู้หญิงคนหนึ่ง...” ความว่า...

               ผม”รู้จัก”ผู้หญิงคนหนึ่งเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน ขณะที่เธอนั่งกินแฮมเบอร์เกอร์ตรงหน้าผม แล้วจู่ๆ ทั้งๆที่ไม่รู้จัก เธอก็ฉีกแฮมเบอร์เกอร์ที่กำลังกินเป็น 2 ชิ้น แล้วยื่นให้ผม 1 ชิ้น พร้อมกล่าวสั้นๆ “กินสิ อร่อยนะ”

               ใครเคยอ่านบล็อกผม ..คงจำได้ว่าผมตอบยังไง

...

               “ผู้หญิงคนหนึ่ง”...คนนี้ อยู่กับผมประมาณ 25 ปี

               เพียงแค่ช่วงหลัง เธอ”ขอตัว”ย้ายจากกรุงเทพฯมาดูแลแม่ที่หาดใหญ่ โดยบอกผมว่า แม่เป็นคนเลี้ยงเธอมา ถึงเวลาที่เธอจะดูแลแม่

               เธอบอกว่า ดูแลตอนแม่มีชีวิต ดีกว่ามานั่งเสียใจทีหลังว่าทำไมไม่ดูแลตอนยังอยู่

               เธอทิ้งงานดีๆที่กรุงเทพฯมาดูแลแม่กว่า 10 ปี โดยทำงานหนักขึ้นและมีรายได้ไม่ถึงครึ่งที่เคยได้ตอนทำงานกรุงเทพฯ

               เธอเคยเขียนจดหมายเพื่อย้ำที่เคยบอกผมว่า จะหาคนใหม่ก็ได้นะ เพราะเธอขอดูแลแม่ อาจจะไม่มีเวลาดูแลผม   (((คนอะไร...เขียนจดหมายใช้ซองแต่งงานแทนที่จะหาซื้อซองจดหมาย..หรือคิดว่าจดหมายโรแมนติก)))

               ผมบอกว่าไม่เป็นไร ผมดูแลตัวเองได้

               เจอกันช่วงหลังๆ เธอถามว่ามีคนรักหรือชอบไหม ผมบอกว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งที่ผมรัก เธอบอกแล้วทำไมไม่ขอแต่งงาน

               ผมบอกว่า เพราะยังมีเธออยู่ และคงไม่ให้เกียรติผู้หญิงทั้ง 2 คน เธอยังแหย่ผมว่า “เอาไหม..จะไปขอให้”...ผมรู้ว่าเธอพูดเล่น ((หวังว่าสาวคนนั้นหรือเพื่อนเธอคงเข้าใจทำไมผมยังไม่บอกรักเธอ))

....

               “ผู้หญิงคนหนึ่ง”...คนนี้ไม่แข็งแรงนัก

               อย่างแรกเลย เธอเป็น”โรคภูมิแพ้”มาก ตอนทำงานที่กรุงเทพฯ ทุกวันตอนกลับบ้าน เธอจะ”ตัวบวม” เพราะแพ้ควันและฝุ่นในกรุงเทพฯ

               และมันเป็นเหตุผลที่คุณหมอขอให้เราทั้งสองไม่ควรมีบุตร....

               ผมจึงยินดีและดีใจที่เธอเลือกไปดูแลแม่ที่หาดใหญ่และภูเก็ตในช่วงหนึ่ง

               “ผู้หญิงคนหนึ่ง”...คนนี้ เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน เคยป่วยหนักถึงขั้นเราเอ่ยคำร่ำลากัน ...น้ำหนักเหลือไม่ถึง 30 กก. โดยผมต้องรีไฟแนนซ์บ้านมาจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาล

               “ผู้หญิงคนหนึ่ง”..คนนี้ เคยบอกผมว่า เธอได้รับคำบอกกล่าวจากแพทย์ว่าจะมีอายุแค่ 40 แต่สุดท้าย ...เธอทำสถิติดีกว่าที่หมอที่มีอาชีพเป็น”นายแพทย์”ระบุไว้มากกว่า 10 ปี

               แต่สุดท้าย...”ผู้หญิงคนหนึ่ง”..คนนี้ ก็จากผมไป

               ทั้งๆที่ผมบอกเธอว่า ผมลาออกเอาเงินมาเพื่อจะไปเที่ยวกันอีกครั้ง คราวนี้ไปให้ไกลกว่าจีนที่เราชอบและไปกันมา 3 ครั้งแล้ว

               แต่เธอก็ไม่ได้ไป ...

...

               เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์..

               “ผู้หญิงคนหนึ่ง”..คนนี้ โพสต์ 2 ครั้งสุดท้ายว่า “เปลี่ยนหมอก็เลยเจอปอดบวมเครียดหนักมากๆๆ” และ “นอนอยู่รพ.หาดใหญ่”

               ก่อนที่จะกลับบ้าน และมาโรงพยาบาลอีกครั้ง...จนลาจากกัน

               ก่อนจะจากลากัน เราโทรศัพท์คุยกันมากขึ้น เธอบอกไม่เป็นอะไรมาก ไม่ต้องลงมาให้เสียเวลา ผมจึงบอกว่าปลายเดือนผมไปเช็งเม้ง เธอบอกถ้าแข็งแรงจะไปเหมือนทุกปี แต่ถ้าไม่ไป ขอให้รู้ว่าเพราะไม่แข็งแรงจริงๆ

               เธอบอกว่า ไม่อยากให้ผมมาเห็นเธอตอนนี้ เพราะ”ตัวลายเหมือนตุ๊กแก”

               สุดท้าย..ผมเลือกที่จะทำตามสัญญา จะไปหาเธอในวันเสาร์ และเธอก็รักษาคำพูด นั่นคือไม่ให้ผมเห็น”ตัวลายๆ”

               น้องชายเธอเล่าว่า ตอนแพทย์ให้ใส่เครื่องช่วยหายใจ เธอดึงออกตลอดเวลา..เหมือนกลัวผมจะมาเห็น”คนตัวลาย”

....

               “ผู้หญิงคนหนึ่ง”...คนนี้ เคยแหย่กันเล่นว่าเราสองคน ใครจะตายก่อน ...ให้ผมเลือก

               ผมตอบว่าให้เธอตายก่อน เธอร้องอ้าว...ไม่ยุติธรรม แล้วถามว่าทำไม

               ผมบอกว่า เธอไปก่อน ผมตามหาเธอง่าย เพราะเธอซุ่มซ่าม เดินชนโน่นชนนี่ และที่สำคัญ ผมรู้ว่าเธอไป”สวรรค์”เพราะเธอเป็นคนจิตใจดี อาจจะปากร้าย แต่ใจดีจริงๆ และผมจะพยายามทำดี เพื่อไปหาเธอ...ให้เจอ

               ถ้าผมไปก่อน ผมอาจจะไปที่เธอคงหาไม่เจอ

               “ผู้หญิงคนหนึ่ง”...คนนี้ คงไปรอผมอยู่แล้ว

               อีกไม่นาน ผมคงตามไป ...

...

 

               ขอบคุณ... ที่ดูแลกันบ้าง ไม่ดูแลกันบ้าง

               ขอบคุณ... ที่รักกันและไม่เคยทำร้ายจิตใจกัน

               ขอบคุณ... ที่ให้เกียรติทั้งต่อหน้าและลับหลัง

               ขอบคุณ... ที่สอนให้รู้ว่าโลกนี้มีคนดี

               ขอบคุณ... ที่อยู่กันมานาน และทำตามสัญญาทุกอย่าง

               ขอบคุณ”ผู้หญิงคนหนึ่ง”...คนนี้

 

 

                4-5 เดือนที่ผ่านมา ..ผมต้อง”ปรับตัว”พอสมควร

                อย่างแรกเลยคือ ผมไม่มี”งานประจำ” แต่เมื่อผมลาออกโดยสมัครใจ ผมจึงไม่ทุกข์และไม่เงียบเหงาว้าเหว่ และอาจจะเพราะผมพอจะมีคนรู้จัก(บ้าง) จึงมีหลายคนมาชวนผมไปทำงานประจำ แต่ผมปฏิเสธทั้งหมด เพราะผมบอกแล้วว่า ผมต้องการ”พักผ่อน” และไม่ได้ต้องการเงินจนต้องยอมเหนื่อย...อีก

                ประการสำคัญก็คือ เมื่อ 4 เดือนที่ผ่านมา ที่ผมจับต้นชนปลายไม่ถูก

                ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าผมจะต้องอยู่คนเดียว เพราะแผนการที่วางไว้ ผมมีเงิน(มาก)พอที่จะไปอยู่สบายๆด้วยกัน ไปไหนมาไหนด้วยกันได้ แต่สุดท้าย “เรา”ไม่มีโอกาสไปด้วยกัน

                แต่ในขณะเดียวกัน ผม”โชคดี”ที่มีเพื่อนดีมากมาย

                ผมเชื่อเสมอว่า”คนดี”ย่อมดึงดูดคนดีเข้ามาในชีวิต ..เช่นเดียวกับ”คนไม่ดี” ที่จะต้องอยู่ในแวดวงวง”คนไม่ได้”

                เปล่าหรอก ...ผมไม่ได้สรุปเองว่าผมเป็น”คนดี” แต่ผมเชื่อว่า”ผมไม่เลว” ทำให้แวดวงพรรคพวกเพื่อนฝูงผมจึงมี”คนดี”มากมายมาพบปะสม่ำเสมอ ทั้งการเดินทางไปไหนมาไหน การไปออกกำลังเล่นแบดมินตันที่โน่นที่นี่

                ถึงตอนนี้ ผมขอสารภาพว่า ผมไม่รู้จริงๆว่า”ผมจะอยู่ที่ไหน” เพราะผมมี”บ้าน”ทั้งที่กรุงเทพฯและหาดใหญ่ ขณะเดียวกัน ผมยังตัดสินใจไม่ถูกว่าจะอยู่ที่กรุงเทพฯ หาดใหญ่ หรือกลับไปตรัง ..กระทั่งเลือกจังหวัดอื่น

                แต่ขอให้เชื่อว่า ผมยังมี”บ้าน”อีกหลังที่นี่ ...ที่ OKnation

                ที่ซึ่ง”เพื่อนที่ดี”ของผมมากมายอยู่ที่นี่

โดย ลูกเสือหมายเลข9

 

กลับไปที่ www.oknation.net