วันที่ เสาร์ สิงหาคม 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คุณคิดว่า คุณเป็นใครกันแน่


   "แกรู้ไหมว่า ฉันเป็นใคร"

   คำยอดฮิตสำหรับผู้ยิ่งใหญ่หรือพวกกร่างในสังคมไทย ที่ชอบใช้ประโยคนี้ในการข่มขู่ฝั่งตรงข้าม ให้เขารับรู้ว่าคนที่เขามีปัญหาอยู่นั้น ไม่ใช่พวกขี้ๆที่คุณจะทำอะไรก็ได้  ก่อนจะมีปัญหากันมากกว่านี้ ลองหาตัวตนคู่กรณีก่อนดีไหม  บางทีเรื่องก็อาจจบได้ง่ายขึ้น

   สำหรับผมประโยคข้างตนนี้มีความสำคัญมากๆเลยครับ  มันแสดงให้เห็นถึงมุมมองที่หลากหลาย  (1) คนถามเขาไม่รู้จักตัวเอง เขาเลยต้องมาถามคุณ  (2) คนถามรู้จักตัวเองดี เลยอยากให้คุณรู้จักเขาด้วย (3) คนถามรู้จักตนเองดี และเชื่อว่าคุณรู้จักเขาเป็นอย่างดี และสุดท้าย ทั้งคนถามและคุณต่างไม่รู้ทั้งคู่

ฉันเป็นใคร สำคัญด้วยหรือ

 

   ผมหาคำตอบนี้มาเกือบสามสิบปี ผมยังหาคำตอบที่ดีกับตัวเองไม่ได้สักที  คำว่า "ตัวตน" ไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะครับ  คนเรามันต้องมีความชื่นชมในตัวเองก่อน ก่อนที่จะไปชื่นชมคนอื่นได้  คนที่ดูถูกตัวเองไม่มีทางที่จะมีความสุขหรอกครับ เพราะแม้แต่ตัวเองยังไม่ยอมรับตัวเอง จะหวังให้คนอื่นยอมรับความเป็นเราได้อย่างไร  ยิ่งสมัยนี้กระแสสังคมโดยเฉพาะในแวดวงลูกจ้าง หากต้องการความสำเร็จ คุณต้องกล้าแสดงออกให้เจ้านายเห็นว่า คุณมีความสามารถอย่างไร  ประเภทติ๋มๆหยิบชิ้นปลางามมันหมดยุคไปเสียแล้ว

   ทุกวันนี้เราจึงต้องเสแสร้งแกล้งทำในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเรา  ถึงแม้คุณจะรู้ว่า "มันไม่ใช่" แต่คุณก็ต้องทำ เพื่อความอยู่รอดบ้าง เพื่อความก้าวหน้าบ้าง เพื่อเสริมภาพลักษณ์ตัวเองบ้าง ด้วยเหตุผลอะไรก็ว่ากันไปด้วยเหตุผลเฉพาะตัวบุคคล  จนกระทั่งคุณเริ่มไม่รู้ว่า ตัวตนที่แท้จริงคุณคือใครกันแน่ ตัวตนของคุณตอนนี้ มันไปขึ้นอยู่กับความคาดหวังของคนรอบข้างแทน คุณอาจเคลิ้มไปกับตัวตนที่คนอื่นเขายัดเยียดให้คุณ จนบางครั้งคุณก็หลงผิด คิดว่านี่คือตัวตนของคุณจริงๆ จนกระทั่งวันหนึ่งคุณอาจเกิดคำถามว่า ที่แท้จริงแล้วคุณคือใครกันแน่

   คำถามนี้มันเป็นตัวตั้งตนให้คุณค้นหาว่า คุณอยากใช้ชีวิตแบบไหน  คุณเคยแปลกใจหรือไม่ว่า ทำไมนักร้องดังๆ ดาราที่มีชื่อเสียง นักกีฬาดาวเด่น อยู่ดีๆก็ฆ่าตัวตายบ้าง ติดยาเสพติดบ้าง   คนเหล่านี้คือไอดอลในสังคม เงินทองหรือก็มีเหลือเฟือย ไปไหนก็มีแต่คนห้อมล้อม นี่คืออุดมคติของความสำเร็จของคนทุกยุคทุกสมัยเลยไม่ใช่หรือ

   คำตอบที่เขาศึกษากันคือ "ความว่างเปล่า" ของตัวตนที่แท้จริง  คนที่มีชื่อเสียง มีฐานะทางสังคม มักหลงไปกับตัวตนที่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของตนเอง เพราะต้องดำเนินชีวิตไปในทิศทางที่แฟนๆหรือสังคมคาดหวัง  อยากจะนั่งกินข้าวข้างทาง ก็กลัวคนมองคนเห็น ไม่มีความเป็นส่วนตัว  จะทำอะไรก็ต้องระวัง กลัวเสียภาพพจน์  ชีวิตนี้มันต้องแบกภาระที่คนอื่นใส่มาให้ทั้งนั้น  มันก็เลยมีความกดดันสูง โดยเฉพาะต้องรักษาฐานะตนเองไว้

   ในโลกของ "ปลาใหญ่กินปลาเล็ก" หรือ "คนล้ม เราต้องเหยียบซ้ำ" คุณแค่พลาดเล็กน้อย สังคมพร้อมที่จะรุมเหยียบ คุณมีความสุขกับการมีอยู่แบบปลอมๆแบบนี้ ได้นานแค่ไหนกันเชียว มันเหงานะจะบอกให้ ผมมีเพื่อนที่เคยเป็นคนธรรมดาเหมือนผม  วันดีคืนดีเกิดรุ่งเรืองเป็นใหญ่เป็นโต  เพื่อนๆในกลุ่มที่เคยไม่ให้ความสนใจกับเขา ก็เริ่มยกยอปอปั้นเขาในไลน์กลุ่ม  ไม่แปลกใจเลยที่ว่าเวลาเพื่อนผมคนนี้ เข้าสังคมกับกลุ่มเพื่อนๆ เขามักจะถามหาผมและชอบมาคุยกับผม ถ้ามีโอกาสสลัดหลุดจากกลุ่มผู้ห้อมล้อมสำเร็จ  สาเหตุหรือครับ ก็เพราะเขาอยากจะพูดคุยกับใครบางคน ที่เห็นเขาเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง  คุยอะไรกันก็ได้ โดยไม่ต้องเสแสร้งแกล้งทำ  บังเอิญคนๆนั้นในสายตาเขาก็คือ ปากไก่  มันก็เท่านั้นเอง

ความเจ็บปวด ทำให้เรารู้จักตนเอง

   ฝรั่งชอบพูด "no pain no gain"  ผมว่ามันใช่เลย  คนที่ไม่เคยเจ็บปวด เป็นคนที่น่าสงสารนะ  ดูอย่างลูกคนรวยที่พ่อแม่รักมาก จนถึงขั้นริ้นไรไม่ได้มาตอมให้รำคาญ  พี่เขยผมบอกผมว่า ต้องให้ลูกพบกับความผิดหวังบ้าง เขาจะได้รู้ความจริงของชีวิต  ผมเห็นด้วยนะ  ชีวิตคือการดิ้นรน  ชีวิตมันมีความหมายก็ต่อเมื่อมันพบกับอุปสรรคบ้าง  ลองคิดดูดีๆ ถ้าเราไม่เคยเจอกับความเจ็บปวดบ้าง เราก็จะไม่เห็นคุณค่าของความไม่เจ็บปวด ใช่หรือไม่  ถ้าเราไม่มีอุปสรรคให้เราพิชิตบ้าง เราก็ไม่รู้จักความภูมิใจในตัวเอง ที่สามารถเอาชนะสิ่งที่ขวางกั้นเรา

   ทุกคนไม่อยากเจอความเจ็บปวดหรอกครับ แต่ความจริงอย่างหนึ่งที่เราต้องยอมรับคือ ความเจ็บปวดมันทำให้เราตื่นตัว มันทำให้เรามีชีวิตชีวามากขึ้น  ถ้าเราไม่หิว เราก็ไม่กระตือรือร้นที่จะหาอะไรกิน  ความหิวมันกระตุ้นให้เราเสาะหาอาหาร  ทำให้เรารู้จักความอิ่ม ทำให้เรารู้จักความสุขของการกินอะไรที่มันอร่อยๆ  ทำให้เรารู้ว่า แท้ที่จริงแล้ว ข้าวชืดๆซักถ้วย มันอร่อยมากกว่าสเต๊กเสียอีก ในยามที่คุณหิวจนตาลายและหาอะไรกินไม่ได้เลย  ในที่สุดคุณกลับมาสู่ความเป็นตัวตนขั้นพื้นฐานของคุณ นั่นคือเมื่อหิว กินข้าว เมื่อง่วง ก็นอน  เรายังต้องการอะไรมากกว่านี้อีก

   บางที่ความล้มเหลวอย่างถึงที่สุด มันช่วยให้เรารู้ว่า เราเป็นใคร ไม่เชื่อลองไปหาคลิปศิริวัฒน์แซนด์วิทดู  ในยามที่อายุ 67 ยังต้องเดินขายแซนด์วิท ถูกเทศกิจจับมาสองครั้ง เขามีความรู้สึกอย่างไร   สัจธรรมอย่างหนึ่งที่เขาเรียนรู้คือ ยามที่เขาตกต่ำ คนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ กลับเป็นคนหาเช้ากินค่ำ ไม่ใช่เพื่อนรวยๆ ตอนสมัยที่เขายังร่ำรวยอยู่ มีเงินเป็นร้อยล้าน และคงมองข้ามคนเหล่านั้นไป ทุกวันนี้ผมเชื่อว่า เขารู้แล้วว่า เขาเป็นใคร  เขาคงรู้แล้วว่า คนจนในสังคมไทยเขาเป็นอย่างไร  เขาคงรู้แล้วว่า คนที่ไม่ค่อยมีสตางค์นั้น น่าคบมากแค่ไหน

โอบกอดความเป็นตัวตนของตน

   ชีวิตที่มีอิสระและความสงบสุข ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะแสวงหา  มีน้อยคนมากๆทีคิดว่า มันเป็นชีวิตที่ดีที่เหมาะกับตนเอง  นิยามความสำเร็จของสังคมปัจจุบันคือ การมีเงินและการมีชื่อเสียง  ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีไว้เพื่อปลอบใจตนเอง สำหรับคนที่ไม่มีเงิน ก็อย่าฟุ้งเฟ้อเกินเหตุ  คนรวยส่วนใหญ่ใครจะไปสน "ความพอเพียง"  เขาพูดถึงเรื่องนี้ เพื่อสร้างภาพให้ดูดีไปอย่างนั้นละ เพราะเขาก้าวข้ามความพอเพียงเป็นความเหลือเฟือแล้วไง

   สิ่งหนึ่งที่ความเหลือเฟือยมันอันตรายก็คือ มันทำให้เรารู้สึกว่า เราคือผู้วิเศษ ผู้สูงส่ง ผู้ที่คาดหวังว่า คนอื่นควรที่จะให้ความสำคัญต่อสิ่งที่เขามี (ซึ่งเขาไม่ให้ใครง่ายๆ ถ้าไม่มีผลตอบแทน)  เขาเรียกร้องต่อคนอื่นๆ เหมือนเด็กๆที่ไม่รู้จักพอ  ยิ่งเขาเรียกร้องมากเท่าไหร่ เขายิ่งติดกับ "ความว่างเปล่า" ในใจตนมากขึ้น  เขาลืม "ตัวตนที่แท้" ที่เป็นสากลของคนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นยาจกหรือเศรษฐี นั่นคือ "ความธรรมดาของชีวิต"  ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า ไม่มีใครที่อยู่ได้โดยไม่พึ่งคนอื่น 

  เมื่อเขาอยู่ด้วยอัตตาที่ไม่ธรรมดา เขาก็ไม่มีความสุขภายใน มีแต่ความสุขภายนอก  เมื่อไหร่ที่เขารู้สึกถึงความว่างเปล่าในใจตนมากๆ เขาก็ไม่รู้ว่า ตนเองนั้นอยู่ไปเพื่ออะไรกัน สุดท้ายเงินทองชื่อเสียงมันก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้หรอกครับ  ตราบใดที่พลังชีวิตมันไม่มีจุดหมาย มันไม่มีแรงที่อยากจะอยู่ต่อไป  ความรู้สึกอยากตายมันก็ตามมา

  คนรวยแบบนี้น่าสงสารมากกว่าน่าอิจฉา

  ผมไม่รังเกียจความรวยนะครับ คนเราต้องมีเงิน เมื่อมีเงินแล้ว มันต้องมีใจด้วย  คนที่เป็นคนรวยแต่ไร้ใจ เมื่อไร้ใจ มันก็ไร้ตัวตน  เมื่อไร้ตัวตน มันก็เป็นของเก๊  เราอาจใช้นาฬิกาเก๊ได้  เราไม่ทุกข์กับมันนะ เพราะเรารู้ว่ามันเป็นของเก๊ตั้งแต่แรก   ทีนี้ลองคิดว่า เราเข้าใจเอาเองว่านาฬิกาที่เราใส่ประจำ มันเป็นของแท้  แต่แล้วเพื่อนเขามาบอกว่ามันเป็นของปลอม  เราจะเจ็บใจขนาดไหน  

   ในทำนองเดียวกัน เราคิดว่าตัวเราเองเป็นของจริง  สุดท้ายเราค้นพบด้วยตนเองว่า แท้ที่จริงเราเป็นของเก๊มาตลอด...

 

   เราจะรู้สึกอย่างไร

 

   

โดย ปากไก่

 

กลับไปที่ www.oknation.net