วันที่ อังคาร สิงหาคม 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ในวันที่ฉันเป็นแม่....


          เขียนเอ็นทรี่นี้ในวันที่อยากเขียน  เขียนเพราะหัวใจมันอยากเขียน   ความจริงเรื่องราวทุกอย่างที่เราเขียนเราต้องใช้สมองคิดและกลั่นกรองออกมาเป็นเรื่องราวต่างๆ  แต่สำหรับแม่หมี....เรื่องราวที่เขียนออกมาจากใจ  เขียนออกมาจากความทรงจำ  เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง เลยไม่ต้องหาข้อมูลอะไรมาอ้างอิง

          ความเป็นแม่มันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ  เมื่อเรารู้ว่าเรามีลูก  เราเริ่มคิดแล้วว่าเราต้องทำอะไรกับตัวเราเอง  เพื่อให้เจ้าตัวน้อยที่อยู่ในท้องของเราเจริญเติบโตอย่างแข็งแรง   แม่หมีอยู่ในพวกไดโนเสากินเนื้อค่ะ  ไม่ชอบกินพืชไม่ชอบกินผลไม้(ก็ดิชั้นไม่ได้เป็นไดโนเสากินพืชนี่นา)  ยกเว้นทุเรียน (ช้อบๆชอบ)  แต่พอเรารู้ว่าเจ้าตัวเล็กต้องการอาหารครบ 5 หมู่  เราก็พยายามกล้ำกลืนกินผักทุกชนิด  กินผลไม้ เพื่อให้ลูกแข็งแรงสมบูรณ์ ส่วนนมไม่ต้องพูดถึงเพราะชอบดื่มอยู่แล้ว   แม่หมีอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวตั้งครรภ์  สอบถามหมอว่าจะทำตัวอย่างไร  แล้วก็พยายามบำรุงตัวเองให้มากเข้าไว้เพราะกลัวว่าอาหารที่เรากินจะไม่ถึงลูก  สุดท้ายหมอบ่น  น้ำหนักคุณขึ้นพรวดๆจนมากเกินปกติ  เดี๋ยวจะคลอดยากนะ   แม่หมีคิดในใจว่า  ช่างมันเถอะ  จะอ้วนเป็นหมีก็ช่าง  ขอให้ลูกแข็งแรงสมบูรณ์แล้วกัน

          ตอนตั้งท้องพี่หมีใหญ่นี่  แม่หมีพยายามระวังรักษาตัวมากๆ  เพราะเป็นท้องแรกเป็นแม่มือใหม่  จึงพยายามไม่ป่วย  ไม่เป็นหวัด  ไม่ปวดหัว  พยายามทำอารมณ์ให้ดี  เวลาป่วยจะไม่กินยาเองแม้กระทั่งพาราเซ็ทตามอล  เป็นอะไรนิดนึงก็วิ่งหาหมอตลอด  เพราะกลัวว่ายาที่เรากินเข้าไปจะทำอันตรายกับเจ้าตัวน้อย    จนหมอขำหมอบอกคุณวิตกเกินเหตุ  หมอเลยให้ยามาเลย  ปวดหัวกินยานี้นะครับ   แต่ถ้าเป็นหวัดถ้าไม่หนักหนานี่ดื่มน้ำเยอะๆ  แล้วพักผ่อน   แม่หมีระวังตัวมากๆไม่ถือของหนักๆ  ไม่เอื้อมมือหยิบของสูงๆ  เพราะเคยได้ยินว่า  คนท้องบางคนเอื้อมมือหยิบของสูงๆทำให้สายรกขาดได้   จริงหรือเปล่าไม่รู้แต่ก็กลัวอยู่ดี   แต่ที่เป็นบ่อยคือ ใจน้อยมาก  พ่อหมีต้องพยายามกลับบ้านให้ตรงเวลา  สายไปแค่ห้านาที  แม่หมีนั่งร้องไห้แล้ว  จนพ่อหมีต้องไปถามหมอว่า  "หมู่นี้ภรรยาผมเป็นอะไรไม่ทราบ   นิดหน่อยก็ร้องไห้แล้ว "   คุณหมอบอก  "คนท้องก็เป็นอย่างนี้แหล่ะครับ  ฮอร์โมนส์เขาเปลี่ยนอารมณ์เลยเปลี่ยนแปลงง่าย  เดี๋ยวพอเขาปรับตัวได้   เขาก็จะเหมือนเดิม"   ตอนนั้นก็รู้สึกตัวเองเหมือนกันค่ะ  ว่าเราคนเดิมหายไปไหนจากผู้หญิงที่ร่าเริง  กลายเป็นคนขี้หงุดหงิดเอาแต่ใจตัวเองเหลือเกิน   นอกจากมีผลทางอารมณ์แล้ว    ร่างกายที่อ้วนขึ้น  ท้องใหญ่ขึ้น  นอนก็แสนจะลำบาก  มันแน่นไปหมด  หายใจไม่เต็มปอด  แถมยังเป็นตะคริวทุกคืน  ลำบากพ่อหมีที่ต้องตื่นมานวดขานวดน่องให้   ดีว่าเขาเคยเล่นฟุตบอลมาก่อน   เลยรู้วิธีทำให้หายจากการเป็นตะคริว

          พอลูกคลอดออกมา  ก็เป็นเด็กร้อง"โคลิค" (โคลิค (Colic หรือ Baby colic) เป็นอาการที่พบได้บ่อยในเด็กแรกเกิดจนถึง 3 เดือน เด็กจะร้องมาก ร้องนานและมักชอบร้องตอนกลางคืนตรงตามเวลา  โดยจะร้องจนตัวงอ มือเท้าหงิกไปหมด)  ร้องได้ตั้งแต่สามทุ่มยันตีสาม  พ่อแม่ก็ต้องแบกอุ้มกันไปอดหลับอดนอน  แต่พอร้องได้ประมาณอาทิตย์นึงไม่ไหวแล้วค่ะ  ทั้งแม่หมีและพ่อหมีอดนอนกลายเป็นหมีแพนด้าขอบตาดำ   แถมตอนนั้นยังทำงาน  เลยพาไปปรึกษาคุณหมอ  คุณหมอบอกถ้าร้องแค่สองวัน  พอได้เวลาแล้วร้องแบบนี้นี่พามาหาหมอได้เลย  หมอก็ให้ยาน้ำมาหยดให้กินก่อนได้เวลาร้อง  ได้ผลค่ะไม่ร้องเลย (โหย...เพิ่งจะรู้  ตอนเลี้ยงหลาน  แม่ของแม่หมีบอกเด็กจะร้องแบบนี้สามเดือน  เราเป็นคนเลี้ยงหลานเองเพราะสงสารพี่สาว   ไปทำงานไกลบ้าน บ้านอยู่สาทรแต่ไปทำงานถึงมหาลัยเกษตรศาสตร์   เราเลยช่วยดูแลหลานเอง   ก็เลยทนไปนึกว่าเป็นปกติของเด็ก  นี่ถ้ารู้แบบนี้ไม่ทรมาณจนถึงสามเดือนหรอก ) นี่ล่ะค่ะ   คนเป็นพ่อแม่นี่อดทนจริงๆ  แม่ของแม่หมีบอกแม่เคยผจญกับการร้องสามเดือนของลูกๆมาแล้ว   พอเกินสามเดือนก็หายเลิกร้องไห้กลายเป็นเด็กเลี้ยงง่ายไปซะงั้น

           พอมามีหมีน้อย   หมีน้อยก็เป็นเด็กออทิสติก  ความยากลำบากในการเลี้ยงดูยิ่งเพิ่มเป็นไม่รู้กี่ร้อยเท่า   หลายครั้งที่แม่หมีร้องไห้สงสารลูก   หลายครั้งที่เสียน้ำตาเพราะน้อยใจว่าทำไมต้องมาตกอยู่ในสภาวการณ์แบบนี้   หลายครั้งที่ท้อแต่เราก็ไม่ถอยลุกขึ้นมาสู้ต่อ  ลูกของเราเราต้องดูแลเอง  มาเขียนเรื่องนี้เลยทำให้นึกถึงคำพูดคมๆจากหนังเรื่อง  Batman  begin ที่เราไปดูมา "ทำไมคนเราถึงล้ม เพื่อที่จะได้เรียนรู้การลุกขึ้นมาใหม่ " (จากกระทู้ใน https://pantip.com/topic/32491223 ขอบคุณค่ะ)  แม่หมีพาหมีน้อยมาไกลมาก   ไกลเกินกว่าที่เราคาดหวัง   มันเหมือนการทำบททดสอบ   ทุกครั้งอาจทำผิดพลาด  แต่เราก็ไม่ละความพยายาม  จะล้มสักกี่ครั้งเราก็จะยังคงสู้ต่อ  ยิ่งเราเห็นความสำเร็จเพียงเล็กน้อย  เราก็มีกำลังใจ  เหมือนทดสอบพลังของตัวเอง   เหมือนบททดสอบที่คนในครอบครัวเราช่วยกัน  ใครคนหนึ่งท้อ  คนที่เหลืออยู่ต้องให้กำลังใจ   พอมันสู้แล้วมองเห็นแสงสว่าง   ก็เลยสู้มาเรื่อยจนถึงทุกวันนี้

          "พลังที่ยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง"  หมีน้อยเขาชอบพูดประโยคนี้ค่ะ   เขาจำมาจากเรื่อง  Spider man ค่ะ (เรื่องเก่าๆน่ะค่ะ)   แม่หมีก็เห็นด้วยนะคะ   เพราะพ่อแม่หากเจอปัญหาแล้วไม่มีความรับผิดชอบท้อแท้สิ้นหวัง  ก็จะไม่ทำอะไรเลย  ทั้งๆที่เรามีพลังแห่งความรักแฝงอยู่ในตัวเราเอง  และด้วยความรับผิดชอบที่เรามีมากมายจึงทำให้เราสร้างพลังนั้นขึ้นมา   แค่ทุกคนมีความรับผิดชอบในทุกๆเรื่อง   ปัญหาที่เราเจอจะหนักหนาเพียงไรเราก็จะก้าวข้ามผ่านไปได้  ถ้าที่ผ่านมา.....แม่หมีไม่ทำอะไร  ยอมพ่ายแพ้กับโชคชะตา  อ้อ ! หมอบอกว่าหมีน้อยเป็นออทิสติก  เป็นโรคที่รักษาไม่หายนะ  แต่ถ้าแม่หมีปล่อยวางเฉย   เลี้ยงไปตามยถากรรม  ป่านนี้หมีน้อยคงนั่งอยู่บ้าน มองพัดลมหมุนติ้วๆ  ถึงเวลากินก็ต้องหาอาหารมาให้   แล้วไงคะ! พอแม่หมีตายไป  ใครจะดูแลหมีน้อยล่ะคะ   เพราะแม่หมีคิดถึงอนาคตของหมีน้อยไงคะ   วันที่เราไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว  หมีน้อยจะได้ดูแลตัวเองได้   มีอาชีพหาเลี้ยงตัวเอง   ไม่เป็นภาระของผู้ใด   อีกเฮือกเดียวค่ะ   สู้กันมานานแล้ว   ก็ต้องสู้กันต่อไปจนกว่าแม่หมีจะหมดลมนั่นแหล่ะค่ะ          

           และนี่คือเอ็นทรี่  "ในวันที่ฉันเป็นแม่...."  แม่หมีก็จะเป็นแม่ตั้งแต่วันที่รู้ว่ามีลูก  จวบจนวันสุดท้ายของชีวิตมาถึง

                บันทึกโดย....
                      แม่หมี (แม่ที่ยืนยันว่า  ชั้นไม่ได้เป็นอมตะเหมือนแวมไพร์)

ปล. เรื่องนี้เขียนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม  เก็บไว้ในสต๊อก   เขียนเรื่องนี้หลังจากที่ไปดู Spider-Man: Homecoming  ในตอนนี้ไม่มีคำพูด "พลังที่ยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง"  เพราะปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ ใน Spider-Man: Homecoming  นี่ดูจะเป็นวัยรุ่นที่มีชีวิตวัยรุ่น   ไปเรียน มีเพื่อน  แต่เป็นเด็กที่มีจิตอาสา  อืมม์ ....ป้าเมย์  (ป้าของปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ หรือ Spider-Man) เธอมีจิตวิทยาในการเข้าใจเรื่องวัยรุ่นมากกว่าครั้งเดิมๆด้วย   เธอมีบทบาทเยอะขึ้นแล้วไม่แก่ด้วยค่ะ  เป็นป้าเมย์ที่มีชีวิตชีวามาก   สนุกดีค่ะ  และเหมือนเคยทุกครั้งที่ไปดูหนัง  หมีน้อยต้องส่งการบ้านเขียนเรื่องที่ไปดูมาเป็นหนึ่งเอ็นทรี่ในบล็อกของเขา  ซึ่งบางครั้งเขาก็ส่งการบ้าน   บางครั้งก็ไม่เขียนซะงั้น   ครั้งนี้หมีน้อยเขาส่งการบ้านเรียบร้อยแล้วและก็ทิ้งบล็อกให้นิ่งสนิทเหมือนเดิม    จนกว่าจะมีอารมณ์เขียนใหม่   แม่หมีว่าเจ้าหมีน้อยนี่ก็มีอารมณ์ติสท์เหมือนกันนะคะเนี่ย  555   ส่วนที่แม่หมีหายเงียบไปก็ไม่ได้ไปไหนล่ะค่ะ  ไปนอนเล่นที่โรงพยาบาลพร้อมกับทำหน้าที่แม่พาหมีน้อยไปสัมภาษณ์งาน   ถ้าเป็นเด็กปกติก็ต้องไปเองใช่มั๊ยคะ   แต่เขาเป็นคนพิเศษแม่หมีก็เลยต้องไปดูแลเขา   ใครที่คิดว่าแม่หมีกับหมีน้อยไม่ใช่ของจริง   มาเจอกันตัวตัวดีมั๊ย   หรือมาเอาหมีน้อยไปอยู่ด้วยสักวันเอาให้เต็มวันนะคะ   แล้วไม่ต้องรีบมาส่งคืนล่ะ 555  แล้วคุณจะรู้ว่า   ออทิสติกที่ถูกฝึกมาอย่างดีมันเป็นอย่างนี้นี่เอง

 

โดย แม่หมี

 

กลับไปที่ www.oknation.net