วันที่ อาทิตย์ สิงหาคม 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อยู่แบบไหน พอเพียงหรือเพียงพอ


   หมู่นี้ผมใช้ความคิดว่า ผมจะอยู่อย่างพอเพียง หรือจะอยู่อย่างเพียงพอ

   ผมมองคำสองคำนี้ต่างกัน

   "พอเพียง" หมายถึง อยู่แบบเท่าที่ตนเองมีอยู่  มีเท่าไหนก็เท่านั้น  ไม่ต้องคิดจะไปทำอะไรที่เกินตัว เช่นถ้าไม่มีปัญญาที่จะซื้อรถ ก็อยู่แบบไม่มีรถไป

   ส่วน "เพียงพอ" ผมหมายถึง อยู่ในแบบที่เราอยากจะอยู่ ไม่ใช่แบบที่เราเป็นอยู่ ตัวอย่างเช่น วันนี้ผมไม่มีรถ แต่ผมต้องมีรถให้ได้สักวัน

   ฟังแล้วงงดีนะครับ

สิ่งที่เหมือนกัน

   ไม่ว่าจะอยู่แบบ "พอเพียง" หรือ "เพียงพอ" คือ ทั้งสองเส้นทางนั้น ตั้งอยู่บนความพอดี แปลว่าอยู่อย่างสมฐานะ  สำหรับผมคำว่าพอดีนั้นต้องอยู่อย่าง "ต่ำกว่า" ฐานะความเป็นอยู่ เพื่อให้เหลือทรัพยากรที่หาได้ ไปสร้างฐานะให้ดียิ่งขึ้น

    ตัวอย่างเช่น ผมหาเงินได้ร้อยบาท ผมต้องใช้ไม่เกินร้อยบาท ส่วนที่เหลือต้องเก็บไว้ ลงทุนบ้าง เผื่อไว้ยามฉุกเฉินบ้าง จะได้ไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน ยามที่จำเป็นต้องใช้

    การเป็นหนี้หมายถึงการต้องเสียดอกเบี้ย  ดอกเบี้ยคือศัตรูของความมั่งคั่ง เพราะมันเป็นตัวบั่นทอน ขณะที่การลงทุนคือตัวสนับสนุนความมั่งคั่ง เพราะมันมีผลตอบแทน ทำให้เงินที่มีอยู่มันงอกเงย

    สรุปก็คือ อยู่แบบพอเพียงหรือเพียงพอ ก็คืออยู่แบบ "ต่ำกว่า" สถานะที่เราหาได้

    บางคนบอก "ผมหาได้ไม่พอใช้" คำถามคือใช้จ่ายอะไร

    ทุกวันนี้มือถือผมมีระบบ 3G แต่ผมไม่เคยจ่ายรายเดือนให้กับค่ายมือถือใดๆทั้งสิ้น  ทำไมผมต้องออนไลน์ตลอดเวลา มันมีความจำเป็นขนาดนั้นเลยหรือ  ผมบอกเพื่อนผม ลูกค้าผมว่า เวลาที่ผมอยู่ข้างนอกบ้าน ผมไม่มีเน็ตนะ มีอะไรด่วนก็ช่วยโทรมาก็แล้วกัน  ผมอยู่แบบนี้มาสิบปีแล้ว ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร แถมยังประหยัดเงินได้เดือนละห้าร้อยบาท  สิบปีผมก็ประหยัดค่าใช้จ่ายไปหกหมื่นบาทครับ  ชีวิตมันก็มีความสุขดี

    ผมไม่เคยหาเงินไม่พอใช้ มีแต่ไม่ใช้เงินในสิ่งที่สมฐานะ  คุณอ่านไม่ผิดหรอกครับ  ผมอยู่ "ต่ำกว่า" ฐานะที่ผมอยู่ตลอดเวลา  ผมเป็นคนสุดท้ายในกลุ่มเพื่อนที่มีรถขับ แถมยังเป็นรถมือสองเสียด้วยซ้ำ  ทุกวันนี้รถผมที่ใช้อยู่ก็อายุเข้าปีที่สิบเอ็ดแล้ว  ผมยังไม่คิดจะเปลี่ยน  เพื่อนบ้านเขาเปลี่ยนไปสองสามคัน (ผ่อน)  ผมก็ยังใช้คันเดิม  ผมก็อยู่อย่างเป็นสุขและสบายดี

    คติของผมคือ มีเงินมาก ใช้น้อย มีเงินน้อย ใช้น้อย  ผมจึงไม่เคยอยู่ในฐานะที่ไม่มีเงินในมือเลย  ผมไม่รู้จักคำว่าดอกเบี้ยเงินกู้ เพราะผมไม่เคยกู้เงิน  ถ้าไม่มีเงินซื้อในสิ่งที่อยากได้  ผมก็ไม่อยากได้มันเสียดื้อๆ  บางทีรอจนมีเงินซื้อแล้ว  ไอ้ความอยากได้ มันหายไปเสียเฉยๆ  ผมก็เอาเงินเก็บไปลงทุน ไม่ดีกว่าหรือ

ลงทุนแล้วขาดทุน ดีกว่าเสียดอกเบี้ยธนาคาร

    เพื่อนผมกลัวการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์  ผมก็กลัวแต่ผมลงทุน  ลำพังชีวิตลูกจ้าง มันก็คงไปได้ไม่เท่าไหร่  ยิ่งสมัยนี้บริษัทเขาก็คงไม่อยากเลี้ยงคนไปนานๆ เพราะค่าใช้จ่ายมันสูง   อย่าไปเชื่อกับคำหลอกลวงเลยครับ  คนคือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดขององค์กร  นั่นคือสิ่งที่เขาบอกคุณ แต่สิ่งที่เขาไม่ได้บอกคุณคือ  เราพร้อมที่จะปลดคุณเสมอ เมื่อเขารู้สึกว่า คุณแพงเกินไปสำหรับเขาแล้ว ไม่ว่าจะจริงหรือไม่จริงก็ตาม  ความจริงที่ถูกปิดบังข้อที่สองคือ เราอยากให้คุณทุ่มเทให้กับบริษัทสุดๆ  ครอบครัวเป็นเรี่องเล็ก บริษัทต้องมาก่อน อะไรทำนองนั้น  คุณอยากทำงานตายคาโต๊ะไหมละ  ผมไม่อยากหรอกครับ

    การลงทุนนั้นมันให้คำตอบต่อปัญหาทาสติดบริษัทของคุณได้  ในโลกนี้คุณหาคนที่ไม่เคยขาดทุนจากการลงทุนไม่ได้  เศรษฐีทุกคนล้วนเคยขาดทุน  ผมก็ขาดทุน แต่กำไรมันก็ต้องมี  ตราบใดกำไรมากกว่าขาดทุน  ความมั่งคั่งมันก็มา  ถ้าโชคร้ายขาดทุนมากกว่ากำไร ก็ถือเสียว่า การลงทุนมันมีความเสี่ยง  คนไทยลงทุนกับหวยมากกว่าหุ้น แล้วจะรวยได้อย่างไร  หวยคือการพนัน ไม่ใช่การลงทุน  แต่ถ้าคุณดันลงทุนในหุ้นแบบซื้อหวย  คุณควรจะโทษหุ้นหรือจะโทษตัวเอง  เลือกผิดนิดเดียวแค่นี้ มันตัดสินชีวิตคุณได้เลยนะว่า คุณจะเป็นผู้มีอันจะกิน หรือผู้ที่ต้องขอเขากิน (การกู้หนี้คือการขอเขากิน รู้หรือเปล่าครับท่าน)

สิ่งที่ต่างกันระหว่าง "พอเพียง" กับ "เพียงพอ"

   เกิดมาชาติหนึ่ง ไม่จำเป็นหรอกครับที่จะต้องเป็นมหาเศรษฐี   อย่างน้อยขอเป็นเสี่ยตัวเล็กตัวน้อย ดีกว่ายืนเอาหน้าแนบกระจก อยากกินอาหารอร่อยๆสักมื้อ แต่ไม่มีปัญญาจะกิน  ผมเคยอยู่ในฐานะอยากกิน แต่กินไม่ได้เพราะไม่มีเงินจะกิน  การมีชีวิตอยู่อย่างพอเพียงมันไม่ใช่คำตอบสุดท้ายสำหรับผม

    ผมเป็นคนมีกิเลส  ผมอยากได้และอยากมี แต่เราต้องได้มาด้วยความสุจริต ตามกำลังที่เรามีอยู่  ไม่ใช่ไปเบียดเบียนคนอื่นเขามา  ผมไม่รอถึงชาติหน้าหรอกครับ  มันอยู่ไกลเกินไป  เอาแค่ชาตินี้แหละครับ  ใครเขาจะเชื่อเรื่องการทำบุญเพื่อชาติหน้า ก็เป็นเรื่องของเขา  ผมทำบุญเพื่อชาตินี้ครับ  ผมไม่ทำบุญแบบโลภๆ  ผมทำบุญแต่พอดี  มีน้อยทำน้อย มีมากทำมาก ไม่มีเลยก็ไม่ต้องทำ  ทำบุญกับตัวเองก่อน ก่อนจะไปทำบุญช่วยวัด  เห็นคนทำบุญบางคน บ้านก็ไม่ค่อยจะมีกินอยู่แล้ว ยังเบียดเบียนตัวเอง เอาเงินที่มีอยู่อย่างน้อยนิด ไปทำบุญให้พระอ้วนพี ปล่อยให้ลูกเมียพ่อแม่อดอยากเพื่ออะไรกัน

    คนบอกว่า "อิ่มบุญ"  ผมกลับมองว่า "อิ่มบาป" มากกว่า  ถ้าใครไม่เมตตากับตนเองและครอบครัวก่อน คนคนนั้นคือคนที่อกตัญญูต่อพ่อแม่ (ไม่เลี้ยงท่านให้ดี) ไม่รับผิดชอบต่อครอบครัว (ปล่อยให้ลูกเมียลำบาก)  เอาเงินที่มีอยู่น้อยนิดไปให้วัดที่เขารวยอยู่แล้ว แทนที่จะใช้กับการอยู่รอดของตนเองและครอบครัวก่อน ผมเรียก "การขาดเมตตา"  บุญมันจะมีได้อย่างไร  

    ถ้าผมเป็นพระในกรณีคนยากคนจนมาถวายอะไรที่มันไม่จำเป็นสำหรับพระ ผมจะรับการทำบุญของเขาไว้แล้วสรรเสริญความศรัทธาของเขาต่อศาสนา แล้วคืนปัจจัยทั้งหมดที่เขาถวายให้ บอกกับเขาว่า "ให้เลี้ยงพระในบ้านก่อน ก่อนเลี้ยงพระนอกบ้าน บุญมันเท่ากันหรือมากกว่าเสียด้วยซ้ำ"  ลองคิดดูเอาเองว่า การทำบุญแบบเห็นแก่ตัว หรือทำบุญด้วยความเมตตานั้น มันแตกต่างกันอย่างกับฟ้ากับเหว  ที่ไม่เห็นก็เพราะความงมงายไม่ใช่เพราะความศรัทธาในบุญ

   เพราะฉะนั้นผมต้องอยู่แบบพอเพียงครับคือ ผมต้องอยู่แบบคนมีอันจะกิน  ถึงแม้ว่าตอนนั้นผมจะไม่ค่อยจะมี แต่ผมต้องมีให้ได้  พูดอีกอย่างหนึ่งคือ ผมต้องได้มีชีวิตที่เกิดมาแล้ว ไม่เสียชาติเกิด  ผมอาจเที่ยวรอบโลกไม่ได้ (เพราะมันเกินฐานะ) แต่ผมต้องมีปัญญาเที่ยวในประเทศที่ผมอยากไปได้  ไม่งั้นผมก็เสียชาติเกิดไปหนึ่งชาติละสิ   

  ในวันนั้นผมอาจต้องอยู่อย่างพอเพียงด้วยความจำยอม ในใจผมมันไม่เคยยอมรับ  ผมไม่เคยพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ แต่ผมหาความสุขในสิ่งที่ผมมีอยู่ได้เสมอ  ในวันนี้ผมอยู่แบบเพียงพอ แต่ผมยังไม่พอใจหรอกครับ ยังหาโอกาสให้กับตัวเองอยู่ตลอดเวลา ที่จะสร้างความมั่งคั่ง ไม่ต้องพึ่งลูกหลานในอนาคต

   แล้วคุณละ จะเอายังไง จะ "พอเพียง" หรือ "เพียงพอ" เลือกเอาเองก็แล้วกัน

โดย ปากไก่

 

กลับไปที่ www.oknation.net