วันที่ อังคาร กันยายน 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตัด ! จีเอพีใบยาสูบ"ผู้ปลูก-โรงบ่ม-โรงงาน"ใครได้ ? ใครเสีย ?


เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา 5 สมาคมผู้บ่มและผู้เพาะปลูกใบยาสูบออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง เนื่องจากต้องการลดการสนับสนุนจีเอพี (การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช) 5 สมาคมได้ยื่นหนังสือขอให้มีการทบทวนแต่ทว่าเวลาล่วงเลยผ่านไปยังไม่มีเสียงตอบรับจากผู้เกี่ยวข้อง ในเรื่องนี้ "อลงกรณ์ ผาทอง"นายกสมาคมผู้บ่มและผู้เพาะปลูกใบยาสูบเชียงราย-พะเยา" บอกว่า ได้มีการประชุม 5 สมาคมผู้บ่มและผู้เพาะปลูกใบยาสูบว่าเพื่อหารือติดตามข้อเรียกร้องต่อโรงงานยาสูบเพื่อให้ทบทวนกรณีปรับลดค่าจีเอพีจากผู้เพาะปลูกและโรงบ่มใบยาสูบลง เนื่องจากที่ผ่านมาโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง ได้สนับสนุนค่าจีเอพี (การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช) สำหรับผู้ปลูกใบยาสูบและโรงบ่มกิโลกรัมละ 26 บาทแต่ได้ปรับลดลงลงเหลือ 24 บาทและ 22 บาทตามลำดับและมีแนวโน้มจะลดลงอีก ซึ่งทางสมาคมได้ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ปรับขึ้นเป็น 24 บาทตามเดิมแต่ยังไม่ได้รับคำตอบแต่อย่างใด

การปรับลดค่าจีเอพีลงดังกล่าวโรงงานยาสูบให้เหตุผลว่าเนื่องจากรัฐบาลต้องการให้โรงงานงานยาสูบหักรายได้บางส่วนไปช่วยสนับสนุนผู้สูงอายุ รวมทั้งมีค่าใช้จ่ายในการขนย้ายโรงงานยาสูบจากจากคลองเตยไปโรจนะซึ่งจริง  ๆ แล้วโรงงานยาสูบมีงบประมาณในส่วนนี้แล้วไม่น่าจะกระทบอะไร นอกจากนี้ควรรอผลการศึกษาของกรรมการเกี่ยวกับการพิจารณาต้นทุนการผลิตการเพาะปลูกและบ่มใบยาสูบก่อนว่าจะสรุปออกมาเป็นอย่างไรแต่ขณะนี้ยังไม่มีความคืบจากกรรมการชุดดังกล่าว โรงงานยาสูบกลับเดินหน้าที่จะปรับลดค่าจีเอพีแล้ว

ทั้งนี้โรงงานยาสูบรับซื้อใบยาแห้งแห้งกก.ละ 90 บาทรวมค่าจีเอพี 26 เป็น 116 แต่ได้ปรับลดลงค่าจีเอพีลง 2 บาทเหลือ 24 บาทเท่ากับรับซื้อ 114 บาทต่อกก.และในขณะนี้จะลดลงอีก 2 บาทเหลือ 22 บาทในฤดูกาลรับซื้อมกราคมปีหน้า หากเป็นเช่นนั้้นจะทำให้ผู้ปลูกและโรงบ่มต้องประสบปัญหาในอนาคตเนื่องจากต้นทุนการผลิตที่เริ่มต้นตั้งแต่การปลูกจนถึงโรงบ่มใบยาจนถึงขั้นตอนการส่งขายให้กับโรงงานยาสูบค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ 100 บาท ถึง 109 บาท ต่อกก. ขึ้นอยู่กับการปลูกของเกษตรกรและโรงบ่มแต่ละแห่ง

"การรับซื้อใบยาแห้งแต่ละครั้งจะอยู่ที่ประมาณ 11 ล้านกิโกกรัมโดยโรงงานยาสูบจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 200 ล้านบาทและการที่ปรับลดค่าจีเอพีลงโรงงานยาสูบจะมีรายได้กลับคืนประมาณ 20 ล้านบาท แต่โรงงานยาสูบมีรายได้มากกว่าพันล้าน การมาหักค่าจีเอพีกับผู้ปลูกและผู้บ่มใบยาดังกล่าาวส่งผลกระทบต่อเกษตรกรนับหมื่นแน่นอนเนื่องจากต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้น"

"วีระชัย ไชยสุวรรณ" ผจก.โรงบ่มใบยาสบหนอง ต.ศรีภูมิ อ.ท่าวังผา จว.น่าน กล่าวเสริมด้วยว่า "จากต้นน้ำคือตั้งแต่เริ่มปลูกกล้าถึงโรงบ่มเป็นใบยาแห้งไปถึงปลายน้ำคือขายให้กับโรงงานยาสูบเรามีค่าใช้จ่ายในหลักร้อยจำนวนแตกต่างกันออกไปตามลักษณะของเกษตรกรผู้ปลูก การปรับลดค่าจีเอพีคงไม่มีผลอะไรกับโรงงานยาสูบเพราะได้รับเงินกลับไปเพียง 20 ล้านแต่มีผลกับโรงบ่ม เกษตรกรรายย่อย ที่จะต้องแบกรับต้นทุนค่าจีเอพีที่ถูกตัดไป ทั้งที่ควรนำไปเลี้ยงเกษตรผู้ปลูกและน่าจะเป็นกำลังใจให้กับเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบที่ขณะนี้เหลือน้อยลง นอกจากนี้โรงงานยาสูบเองก็มีทางเลือกแม้ไม่รับซื้อใบยาแห้งจากเราก็สามารถซื้อใบยาจากต่างประเทศได้ ทำไมจึงไม่รักษาเกษตรกรในประเทศตนเอง ซึ่งต่างจากประเทศญี่ปุ่นแม้จะซื้อใบยาจากต่างประเทศแต่ก็สนับสนุนและช่วยเหลือเกษตรกรในประเทศควบคู่ไปด้วย"

สองเสียงของผู้คร่ำหวอดในวงการใบยาสูบได้ออกมาแสดงความเห็นต่อการประกาศลดการสนับสนุนค่าจีเอพีของโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง ซึ่งอาจเป็นการถ่ายทอดหลายความเห็นของเกษตรกรผู้ปลูกที่ยังไม่รู้อนาคตว่าข้อเรียกร้องจะได้รับการทบทวนหรือไม่ ?? และผลจากการตัดค่าจีเอพีดังกล่าวที่เป็นไปทีละขั้นทีละตอนถามว่า....ใครได้ ?? ใครเสีย ??.....

       

โดย countrygirl

 

กลับไปที่ www.oknation.net