วันที่ เสาร์ กันยายน 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รำลึกสวนโมกข์รถไฟ (สถานที่ที่เปลี่ยนชีวิต)


นี่เป็นสถานที่หนึ่งที่ชักนำให้ตนเองเข้าใจชีวิตจากที่เป็นคนที่อมแต่ทุกข์ หาความสุขได้น้อย มาเป็นคนที่เข้าใจในทุกข์และสุข ว่าความจริงคือสิ่งเดียวกัน เป็นธรรมชาติของชีวิต ที่ต้องดำรงอยู่ด้วยการหนีทุกข์ทางกาย เพื่อให้สุขทางใจ กระทั่ง มีสุขทางกาย ก็ยังไม่พ้นมีทุกข์ทางใจอีก  ทำไมเป็นเช่นนั้น?

คนจนคนขัดสน มีทุกข์อย่างคนจน

คนรวยคนมั่งมี ก็มีทุกข์อย่างคนมั่งมี

คนจน ทุกข์เพราะอยากได้  แต่ไม่ได้

คนรวยทุกข์เพราะ ไม่อยากได้ แต่กลับมาได้ คือมีแล้วกลัวจะสูญเสียความมี มีการครอบครองมากก็ห่วงมาก

ความอยากได้ แต่ไม่ได้ และความไม่อยากได้แต่กลับมาได้  เป็นสิ่งที่จะว่าไปก็เกิดกับทุกผู้คน  สุดแท้แต่ว่าแต่ละคนจะยืนอยู่ในจุดไหน ณ.ขณะนั้น

พระบรมศาสดา ก่อนตรัสรู้ ท่านพบทางสุดโต่งมาแล้วทั้งสองทาง  คือสุขแสนสุขด้วยการอาศัยเครื่องมือแดนต่อของมนุษย์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นเครื่องมือรับอารมณ์ต่างๆที่จรเข้ามา  และความที่พระองค์อยู่ในฐานะที่จะครอบครองวัตถุเพื่อมาสนองความต้องการเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย  นี่คืออยู่อย่างคนมั่งมี อย่างคนรวย มีแต่ความสุขทางกาย และใจจนเบื่อหน่าย

และพระองค์ก็อาศัยเครื่องมือเดิมเช่นกัน รับอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา เต็มไปด้วยความทุกข์ทางกาย โดยยึดผิดๆว่า ต้องทรมานกายนี้ให้ทุกข์หนักๆ นั่นคือการบรรลุธรรม

นั่นคืออยู่อย่างคนจน อย่างขัดสน  นี่ก็ทุกข์กายและทุกข์ใจ

ยามที่จิตใจพระองค์เห็นถึง ความสุขและความทุกข์ทางกายนั้น เป็นสองสิ่งที่มีราคาเท่ากัน พระองค์จึงได้เข้าสู่ มัชฌิมมาปฏิปทา คือทางสายกลาง

ในรูปกาลจักร ที่สวนโมกข์ ถ้าเราพิจารณาดู การทลายห่วงโซ่ตรงห่วงอุปาทาน การยึดติด จะสามารถทำให้ชีวิตเราเบาแรงไปได้เยอะ  เพราะตัณหาความทะยานอยาก เป็นเรื่องที่เป็นธรรมชาติของคน เพื่อการดำรงอยู่เพื่อการมีชีวิต  เพียงแต่คนที่มีตรงส่วนนี้บางเบา เขาก็แสวงหาสิ่งที่ควรได้อย่างชอบธรรม จากคนจนมาเป็นคนมี และมีความสันโดษไม่สะสมจนต้องไปเบียดเบียนผู้อื่นต้องมีความห่วงใยในความมีของตน จนต้องมีทุกข์ทั้งๆที่เป็นคนมี  การมีอุปาทานต่อจากตัณหา จึงนำมาซึ่งทุกข์ไม่หยุดหย่อน

แต่การทำลายห่วงข้ออุปาทานนั้น ก็ต้องเข้าใจต้นเงื่อนก่อนที่จะมาเป็นตรงนี้ ก็คือการศึกษาที่ตนเอง  ที่ กาย ที่ เวทนา ที่จิต และธรรมที่ประกอบจิตนี้

เพราะทุกเรื่องราวที่เราคิดเราปรุงแต่ง ก็มาจากการรับรู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ตั้งแต่เกิด มีความจำได้หมายรู้จากการสอนของพ่อแม่ ครูอาจารย์ สังคม นำมาหล่อหลอมจนเป็นทิฏฐิความเห็นของตนขึ้นมา มีความเป็นตัวตนที่เหนียวแน่นขึ้นเรื่อยๆจากสิ่งสมมติที่สังคมมอบให้เรา ไว้ใส่เป็นหน้ากาก เป็นเกราะที่หุ้มเราจนตัวตนแท้ๆของเราก็มองไม่เห็น  ไปเห็นแต่คนอื่น  เห็นแต่กิเลสผู้อื่น ไม่เห็นกิเลสตนเอง

สติปัฏฐานสี่ จึงเป็นทางปฏิบัติ ทางเดียวที่ช่วยให้เรามามองดูที่ตนเอง ดูกายนี้ ดูอิริยาบทนี้ ดูการเคลื่อนเข้าออกของกายนี้ ดูลมหายใจของกายนี้ มีอยู่กายก็ดำรงอยู่  หมดไปกายก็ดับ ลมหายใจก็คือกาย มีดับมีเกิดสลับไปมาอย่างนี้  ความสุขความทุกข์ทางกายจากประสาทสัมผัสทั้งหลายก็เช่นกัน เดี๋ยวสุขทางกาย เดี๋ยวทุกข์ทางกาย

ทุกข์ทางกายบางครั้งบางคนก็กลายเป็นสุขทางใจ เช่นคนที่ชอบทรมานร่างกาย แม้จะเจ็บปวดอย่างไร ก็ยินดี

อย่างนี้เป็นต้น

สุขใจทุกข์ใจก็มาจากการปรุงแต่งของจิต เราเคยส่องดูจิตเราเองบ้างไหม จิตโกรธมีลักษณะอย่างไร  ยากนักที่คนจะมาเห็นสภาวะจิตโกรธตนเองในขณะที่กำลังโกรธ

เพราะ ขณะโกรธ สติเราไม่มั่นพอ เราจึงกระโดดเข้าไปถึง เรื่องราว คือ ธรรม ที่มาประกอบจิต ซึ่งธรรมที่มาประกอบจิตในขณะนั้น เป็นเรื่องที่มาจากภายนอก นั่นคือมีเขาคนหนึ่งมาทำสิ่งที่เราไม่ชอบใจ  ไม่ตรงตามความต้องการของเรา ไม่เป็นไปอย่างที่เราหวัง

นี่คือการเพ่งภายนอก เห็นกิเลสคนอื่น ไม่เห็นกิเลสตน

ความเป็นตัวตนที่เหนียวแน่นเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มการเพ่งผู้อื่นมากขึ้นมาเท่านั้น  เราจึงอยากให้โลกหมุนรอบตัวเรา

โดยมีเราเป็นศูนย์กลาง 

ลองคิดดูทุกผู้คนต่างยึดแบบนี้  จะไปได้ด้วยกันอย่างไร

ทั้งหมดนี้ จะเห็นว่า สติปัฏฐานสี่ ที่ต้องเพียรปฏิบัตินั้น คือเรื่องจำเป็น ที่ทำให้เราเข้าใจ ในวงจร ปฏิจจสมุปบาท หรือวงล้อกาลจักร ของธิเบตรูปนี้

ซึ่งความนัยของกงล้อนี้ ขึ้นอยู่กับความเชื่อหรือภูมิหลังของแต่ละท้องถิ่น

กงล้อกาลจักรหรือปฏิจจสมุปบาท ถ้าอธิบายความนัยตามแนวธิเบต จะหมายถึงการข้ามภพชาติ คือการตายการเกิดข้ามชาติภพ ซึ่งถูกจริตสำหรับคนที่หวังพึ่งพิงชาติต่อไป เพราะศาสนาพุทธเข้าสู่ธิเบตซึ่งความเชื่อเดิมของชนพื้นเมืองยังเป็นเรื่องของภูติผีปีศาจ เทพเจ้า มีสวรรค์นรก  การสอดแทรกความเชื่อเดิมเข้าไปในหลักคำสอน จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการเผยแพร่ศาสนาทางหนึ่ง

เพื่อให้ผู้คนหวาดกลัว และให้ทำความดี จะได้ไปสวรรค์

แท้จริง  คำว่า นรก สวรรค์ก็คือ ทุกข์กับสุข ที่เกิดขึ้นที่นี่เดี๋ยวนี้

แต่ในความหมายของปฏิจสมุปบาท ถ้าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่ออนาคตชาติหน้า ย่อมเป็นการหวัง ก็ไม่ต่างอะไรกับลัทธิต่างๆในสมัยพุทธกาล ที่สอนให้คนหวังอย่างนั้นอย่างนี้

ลัทธิพราหมณ์ก็สอนให้คนบวงสรวง เพื่อจะได้ไปสวรรค์  จึงต้องทำให้ถูกใจเทพเจ้า

ลัทธิเชน หรือนักบวชบางกลุ่ม ก็สอนให้ พยายามทรมานตนเอง ด้วยการไม่อยากได้อะไร กายนี่ถ้าไปปรนนิบัติมาก ก็มีกิเลสมาก ถึงขั้นเปลือยกาย เพื่อให้รับความทุกข์ทรมานจากความร้อนหนาว เพราะคิดว่า เราเกิดมาจากกรรมเก่า ดังนั้น อย่าสร้างกรรมใหม่ อีก ให้ทรมานตัวเองจนกรรมเก่าหมด

จะเห็นว่า ในยุคสมัยพุทธกาล นี่คือสิ่งที่ปรากฏอยู่ ผู้คนปฏิบัติทางที่สุดโต่งเช่นนั้น

หันกลับมาในยุคปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้ก็ไม่สูญหายไปไหน ยังมีผู้คนที่หลงเสพหลงแสวงหาในความสุขทางเนื้อหนัง ทั้งการสะสมแย่งชิง หวงกั้น  บางคู่สมรสที่มีความสุขในเบื้องต้น  แต่ยามกลาง หรือยามปลาย ไม่ได้รับความสุขนั้นอีกอันมาจากปัจจัยภายนอกและภายในของตนที่ไม่เคยสำรวจตรวจตรา  และโดยสภาพสังคมบางสังคม ที่ขาดความเท่าเทียมกัน  ฝ่ายชายสามารถแสวงหาความสุขทางเนื้อหนังได้มากกว่า  ในขณะที่ฝ่ายหญิงสังคมที่ไม่อนุญาตให้ทำเช่นนั้น  ก็หันไปสุดโต่งอีกทางหนึ่ง ด้วยการเบื่อหน่ายในชีวิต ทอดทิ้งทั้งกายทั้งใจ โดยหวังว่าจะพบความสงบ 

การที่จะทิ้งอย่างนี้ได้ ต้องมาจากการเห็นราคาความสุข และราคาความทุกข์ ที่ได้มาจาก การสัมผัสทางประสาททั้งห้า แล้ว ตีราคาสิ่งที่เข้ามานี้ เป็นราคาเดียวกัน  เมื่อเป็นเช่นนี้ จิตใจเราจึงอยู่ในมัชฌิมาปฏิปทาจริง

การที่ตนเองจะยืนอยู่ในจุดนี้ได้ ตนเองต้องมีจิตใจที่เรียกว่า อุชุปฏิปันโน  คือจิตที่ตรง ไม่ลำเอียง  อิจฉาเกิดขึ้น ยามได้เห็นได้ยิน ก็ต้องรู้ว่ามี  ร้อนผ่าวๆ  ใจสั่น มีอาการทางกาย  มีใจนึกกระหวัด  มีใจคิดอยากได้ตามที่คิด   สิ่งเหล่านี้ไม่มีใครมาตรวจสอบได้ นอกจากตัวเราเอง

ปฏิจสมุปบาท หรือวงล้อกาลจักร จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น เดี๋ยวนี้ ในทุกปัจจุบันขณะนี้  สิ่งที่ผ่านไปคืออดีต สิ่งที่กังวลคืออนาคต  นี่จึงเป็นการข้ามภพ ข้ามชาติ โดยความนัยนี้  ถ้าจิตทันในปัจจุบัน  รู้กาย  รู้เวทนาความรู้สึก  รู้จิตใจขณะนั้น รู้ ธรรมอะไรที่มาประกอบจิตนั้น รู้อะไรคือ กุศล รู้อะไร คืออกุศล  รู้หน้าที่ที่ควรทำ  ควรเจริญกุศล  ควรละกุศล

สติ ที่มาพร้อมเช่นนี้ จึงสามารถทลายกงล้อกาลจักรนี้ให้ขาดช่วงไปได้

ปัญหาคือ  สติเรามาไม่ค่อยทัน  เมื่อมาไม่ทัน วงล้อกาลจักรมันทำหน้าที่ครบถ้วน รวดเร็วดังกระพริบตา  ทุกย่างก็เกิดขึ้นและผ่านไปแล้ว

ดังนั้นสิ่งที่เราได้ยินมาเสมอคือ  ตอนนั้นขาดสติ   รู้อย่างนี้ไม่น่าพูดเลย   ถ้าย้อนกลับไปได้ เราจะไม่ทำอย่างนั้น   เสียใจที่เกิดเรื่องเช่นนี้

เหล่านี้คือ เรื่องราวที่เห็นที่ได้ยินกันทุกวัน

มีโอกาสไปสวนโมกข์รถไฟ  อย่าลืมไปยืนดูรูปกาลจักร   บางทีเราอาจได้เห็นอะไรบางอย่างก็ได้ครับ

โดย สมชัย

 

กลับไปที่ www.oknation.net