วันที่ จันทร์ กันยายน 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

What’s for Dinner, Mom ? ….เมนูนี้ คิดถึงแม่


                คุณกินอาหาร”ฝีมือแม่”มื้อล่าสุดเมื่อไร

                ถ้าคำถามนี้ ไปถามคนต่างจังหวัด ก็อาจจะเป็นเรื่องแปลก เพราะพวกเขาโชคดีที่อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่หากถามหนุ่มสาววัยเรียนหรือคนทำงานในเมืองใหญ่ที่แยกตัวมาจาก”บ้าน” คำถามนี้คงทำให้เขาหรือเธอต้องคิดว่าเมื่อไร นานแล้วแค่ไหน..

                ผมดูหนังญี่ปุ่นเรื่อง What’s for Dinner, Mom ? แล้วตั้งคำถามนี้

                ผมชอบชื่อหนังนะครับ ชื่อภาษาอังกฤษที่เหมือนถามว่า “แม่ครับ มื้อเย็นวันนี้มีอะไรกินครับ” ขณะที่ชื่อหนังภาษาญี่ปุ่นคือママ、ごはんまだ?ที่แปลว่า คุณแม่ครับ ยังมีข้าวอีกไหมครับ

                “แม่”กับ”ข้าว” เป็นเรื่องคู่กันจริงๆครับ

 

                What’s for Dinner, Mom ? สร้างจากเรื่องจริง

               โดยภาพยนตร์เรื่องนี้  สร้างจากเรื่องสั้นของนักเขียนชื่อดัง “ทาเอะ ฮิโตโตะ” สาวลูกครึ่งไต้หวัน- ญี่ปุ่น โดยพ่อเป็นคนไต้หวัน และแม่เป็นคนญี่ปุ่น โดยเธอเกิดและใช้ชีวิตอยู่ที่ไต้หวันจนถึงอายุ 11 ก่อนจะย้ายกลับมาญี่ปุ่น

               หนังเปิดฉากโดยเล่าเรื่องของ 2 พี่น้อง คือ ทาเอะกับโยจัง ที่กลับมา”บ้าน”ที่พวกเธอเคยอยู่ เมื่อ 20 ปีก่อน เพื่อขนของออกไปเพื่อซ่อมแซมและขาย และที่นั่น ทาเอะได้พบสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเธอ..นั่นคือ กล่องแบบญี่ปุ่นใส่ของที่ทาเอะพบว่า เป็นสมุดจดสูตรอาหาร ที่เขียนด้วยลายมือของแม่ ในสูตร และจดหมายเหล่านี้ บอกเล่าเรื่องราว ความรักระหว่างพ่อกับแม่ การเดินทางจากญี่ปุ่นเพื่อตามสามีไปใช้ชีวิตที่ไต้หวัน และช่วงเวลาสุดท้ายที่ต้องต่อสู้กับโรคมะเร็ง เมื่ออ่านบันทึกจบ ทาเอะ ตัดสินใจทำตามสิ่งที่บันทึกบอกไว้ เธอเดินทางไปไต้หวันเพื่อติดตามวันเวลาและรำลึกถึงความรักของพ่อแม่และพวกเธอ

               "หลังการจากไป ของแม่ ฉันพบบันทึกเมนูอาหาร บันทึกที่แม่เขียนทุกเรื่องราว บันทึกทุกเมนูโปรด ของลูก ๆ และ ผู้ชายที่เธอรักที่สุดเอาไว้ เริ่มตั้งแต่วันแรกที่เราพบกัน จน ถึงวันสุดท้าย ของชีวิตแม่"

                และนั่นคือจุดเริ่มเรื่องประทับใจ..


 

 

                ทาเอะ..ตัดสินใจเดินตามบันทึก

                เธอไปไต้หวันเพื่อพบปะญาติฝ่ายพ่อและคนที่แม่รู้จัก และหลายคนจำเค้าของเด็กหญิงวัย 7-8 ขวบที่เติบโตกลายเป็นคุณหมอแสนสวยคนนี้ได้

                ญาติผู้หญิงชาวไต้หวันคนหนึ่งบอกว่า “แม่ของเธอเดินตามฉันไปตลาดและจดทุกอย่างที่เป็นอาหาร และมันก็ถูกถ่ายทอดลงในสมุดล่มนี้แหละ..”

                ขณะที่”ทาเอะ” ก็จำได้รางๆเพียงภาพที่เธอเดินตามแม่ไปตลาดสด และรู้จัก”เหล้านารีแดง” ที่ธรรมเนียมไต้หวันจะฝังไว้เพื่อนำออกมาในวันที่ลูกสาวจะแต่งงาน และเธอจำได้ว่า”เหล้านารีแดง”ของเธอที่พ่อกับแม่ฝังไว้อยู่ที่ไหน

                ส่วนที่ญี่ปุ่น ทาเอะกับโยจัง ได้เดินทางกลับไป”บ้านเกิด”ของแม่เพื่อพบ”ญาติ”ที่เธอทั้ง 2 ไม่เคยรู้จัก รวมทั้งไปพบ”รักแรก”ของแม่ที่เป็นอดีตที่แสนหวาน จากปากผู้ชายวัยลุงที่เล่าให้ฟังว่าจู่ๆแม่ของเธอก็”หายไปจากญี่ปุ่น” โดยไม่มีใครรู้      

                แม้กระทั่งคนในตระกูล”ฮิโตตะ” ก็ไม่รู้ว่าลูกสาวหายไปไหน


 

 

                หนังอาจจะไม่เล่าถึง”อาหาร”มากนัก

                แต่ก็แสดงให้เห็นถึง”ความรัก”ที่แม่มีต่อลูกผ่าน”อาหาร” โดยตอนที่เรียนหนังสือ ซึ่งนักเรียนทุกคนจะเอา”ข้าวกล่อง”จากบ้านไปกิน เพื่อนๆต่างตะลึงกับอาหารของ”มาเอะ”ที่มี”คากิ” เพราะเป็น”ของใหม่”ของคนญี่ปุ่น(ผมเข้าใจว่าในสมัยนั้น) ขณะที่ของนักเรียนคนอื่นๆเป็น”ข้าวปั้น”

                “ทาเอะ”เองก็เหมือนเด็กๆ เพราะคงไม่สบายใจที่”ข้าวกล่อง”ของตัวเองต่างจากคนอื่น จึงบอกแม่ว่า พรุ่งนี้ขอเป็น”ข้าวปั้น” แทนที่จะเป็น”คากิ” แต่เพียงวันเดียว เธอก็กลับมาบอกแม่ว่า พรุ่งนี้ขอคากิแบบเดิม เพราะ”ข้าวปั้น”กินแล้วไม่อิ่ม

                “อาหารของแม่”...ทั้งอร่อยทั้งอิ่มจริงๆ

 

                หนังพยายามเล่าตามบันทึก

                ตัวหนังเป็นสไตล์หนังญี่ปุ่น(แบบที่ผมชอบ) คือเรียบง่าย ค่อยๆเดินเรื่องให้เหมือนเรานั่งร่วมอยู่ในเหตุการณ์ และฉายภาพให้เห็นถึง”ความอบอุ่น”และ”ห่วงใย”ของแม่ที่มีต่อลูกสาว เช่น การขอให้พา”เพื่อนชาย”มากินข้าวที่บ้าน ซึ่งเป็นเสมือนการ”ดูตัว”ว่าที่ลูกเขย

                ที่ชอบตอนนี้ก็คือ เมื่อเพื่อนชาย 3 คนมาที่บ้าน ปรากฏว่า เพื่อนชายของลูกสาวที่เรียนหมอ แทบจะไม่ต้องช่วยอะไร ขณะที่อีก 2 คนถูกใช้งานเปลี่ยนหลอดไฟ ซ่อมประตู ..จนลูกสาวต้องบอกแม่ลำเอียง ขณะที่คนเป็นแม่บอกว่า จะให้(ว่าที่)คุณหมอบาดเจ็บเพราะทำงานได้ไง

                แต่หนังก็ไม่ทิ้งสาระสำคัญของเรื่อง นั่นคือ”อาหาร” โดยเฉพาะ”คากิ”ที่คุณแม่ชอบนักหนา

                เพราะตอนที่พาเพื่อนๆมาบ้าน คุณแม่ก็ทำคากิมากมาย หลังจากที่ทุกคน”ช็อค” เพราะ(ญี่ปุ่น)ไม่มีใครเอา”ขาหมู”มาทำอาหาร แต่เมื่อทุกคนได้กินก็พูดตรงกัน..อร่อย

                เช่นเดียวกับ”บ๊ะจ่าง”ที่ผมไม่รู้ว่าญี่ปุ่นไม่มีใช่ไหม(ในอดีต) เพราะตอนที่แม่นำมากินตอนทำงาน เพื่อนร่วมงานก็ไม่รู้จักและลองกินก็บอก”อร่อย” พร้อมทั้งขอให้ช่วยสอน ซึ่งคุณแม่ก็ชวนมาทำด้วยกันที่บ้านในวันหยุด

                แม้อาจจะ”ผิดหวัง”ที่ไม่มีเมนูอาหารให้เห็นมากนัก แต่หนังเรื่องนี้ก็ทำให้”อิ่ม”

                “อิ่ม”จากความรักที่แม่ถ่ายทอดในเมนูอาหารมาถึงลูก

                ดูแล้วอยากกลับไปเป็นเด็กที่กลับบ้านหลังเลิกเรียนแล้วตะโกน”แม่ครับ มีอะไรกินมั่งครับ”

 

คลิกดูหนัง...ตอนนี้ผมทำเปิดอัตโนมัตไม่เป็นแล้ว

โดย ลูกเสือหมายเลข9

 

กลับไปที่ www.oknation.net