วันที่ พุธ กันยายน 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปิดเทอมใหญ่แต่หัวใจไม่ว้าวุ่น


         เรื่องราวนี้เป็นเรื่องราวที่แม่หมีจะพาเพื่อนๆนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปในอดีต   กลับไปดูวิธีการเลี้ยงลูกของแม่หมี  เวลาปิดภาคเรียนแม่หมีไม่ได้ให้ลูกๆเรียนพิเศษกันค่ะ  เพราะแม่หมีคิดว่า   ปิดเทอมคือการหยุดพักจากการเรียนเด็กๆอย่างหมีน้อยและพี่หมีใหญ่ควรจะได้หยุดพักจากเรื่องหนักสมอง   แต่แม่หมีก็ไม่ได้ให้ลูกอยู่เฉยๆให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์   แม่หมีจะวางแพลนในสมองเสมอว่าจะให้ลูกๆเรียนรู้เรื่องใดบ้าง    ในทุกเช้าแม่หมีก็จะรีบทำงานบ้านทุกอย่างรวมทั้งการเตรียมอาหาร  ลูกของแม่หมีต้องได้กินอาหารที่มีประโยชน์   ดังนั้นแม่หมีจึงต้องจัดอาหารที่เหมาะสมกับวัยและความชอบของทุกคนในบ้าน   แต่สำหรับหมีน้อยตอนนั้นเขายังคงติดอาหารที่ชอบดังนั้นเราก็ต้องฝึกหัดให้เขาทดลองอาหารหลากหลาย   เป็นแม่ที่เหน็ดเหนื่อยมากๆ   แต่ถ้าถามว่าท้อมั๊ย  ก็มีบ้างค่ะแต่เป็นผู้หญิงอึดค่ะ   ท้อได้แต่ไม่ถอย

         ในช่วงปิดเทอมวันจันทร์ถึงวันศุกร์   พ่อหมีไปทำงานแม่หมีจึงรับหน้าที่ดูแลลูกหากิจกรรมให้ลูกทำ  แต่เสาร์อาทิตย์เป็นวันของพ่อหมี   พ่อหมีต้องพาครอบครัวไปเที่ยวในกรุงเทพฯบ้าง  ต่างจังหวัดบ้างเพื่อให้ลูกเปลี่ยนบรรยากาศ   แต่ถ้าไม่ได้ออกต่างจังหวัด   สวนสัตว์ที่ไกลบ้านอย่างซาฟารีเวิลด์หรือสวนสยามเป็นที่ที่เราไปกันบ่อยมาก   

         กิจกรรมที่แม่หมีทำกับลูกๆในช่วงปิดเทอมคือการเล่นกับลูก   เล่นเลโก้  ของเล่นชุดฟาร์มสัตว์  ของเล่นไม้บล็อก   การวาดภาพ   การวิ่งเล่นเกมต่างๆในสนาม  รวมทั้งการชวนลูกอ่านหนังสือ   แม่หมีหมีน้อยและพี่หมีใหญ่ทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อทำให้ลูกทั้งสองคนพัฒนาไปพร้อมๆกัน  ลูกๆสนุก  ไม่เบื่อ  อาจมีหลานๆในวัยเดียวกันกับลูกซึ่งอยู่ในรั้วเดียวกันมาเล่นด้วย   ซึ่งแต่ละคนก็มีความชอบของตัวเองบ้างและชอบแบบเดียวกันบ้าง   เด็กๆในรั้วนี้จึงแบ่งปันความชอบด้วยวิธีการเล่นที่หลากหลาย   ซึ่งแม่อย่างเราอาจนึกไม่ถึง   อย่างเช่นหลานคนหนึ่งชอบเรื่องสามทหารเสือ  เขาก็จะอ่านหนังสือเรื่องสามทหารเสือ  เอาหนังเรื่องสามทหารเสือมาดูกัน   แล้วก็แบ่งกันว่าใครเป็น อะโทส  ปอร์โทส  อะรามิสและดาร์ตาญัง   เขาก็จะมาบอกให้พ่อแม่ไปซื้อดาบ  แล้วพอเช้าๆกินอาหารเสร็จเขาก็ถือดาบออกไปรวมตัวกันที่บ้านใดบ้านหนึ่ง   แล้วก็เล่นกันอย่างสนุกสนาน   โดยพี่หมีใหญ่ไม่ลืมที่จะคว้าหมวกปีกกว้างและพาหมีน้อยซึ่งเป็นน้องเล็กสุดลากดาบไปเล่นด้วยในบางครั้ง    แต่ถ้าหมีน้อยยุ่งนักด้วยอายุน้อยกว่าเขาเพื่อน   เขาก็จะจูงน้องมาส่งคืนที่แม่หมี   บางทีเขาก็สุมหัวกันอ่านเรื่องราวประวัติศาสตร์สมัยสงครามโลกครั้งที่  2   มีทั้งเรื่องบุคคลสำคัญและเครื่องบินรบสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2   และนั่นเองเป็นที่มาของการเข้าไปส่งเสียงดังในโรงหนังของหมีน้อย   เมื่อเราพาลูกๆไปดูภาพยนตร์เรื่อง Pearl Harbor  เมื่อเครื่องบินบินออกมาในฉาก   หมีน้อยสามารถพูดชื่อรุ่นของเครื่องบินได้ทุกรุ่นและทุกลำ  จนแม่หมีต้องทำตาดุใส่หมีน้อยแล้วบอกให้เงียบเพราะไปรบกวนคนนั่งข้างๆแต่ก็ไม่วายที่หมีน้อยจะพูดเบาๆ (ก็เขารู้จักนี่นา  เขาก็อยากพูด)   แต่พอออกมาจากโรงหนังถามพี่หมีใหญ่ว่า  น้องพูดชื่อเครื่องบินถูกต้องมั๊ย   พี่หมีใหญ่ตอบ  "น้องพูดถูกต้องทุกลำเลยครับแม่"

         นอกจากนี้ถ้าวันไหนแม่หมีมีแพลนจะพาเที่ยวนอกบ้าน  เราก็จะเตรียมเป้  ในเป้มีน้ำ มีนมกล่อง มีขนม  มีสมุดวาดภาพ ดินสอ  สีครบ  เรียกว่า  ชุดใหญ่ไฟกระพริบเลยค่ะ  เมื่อพร้อมเราจะออกเดินทางลูกๆจะต้องใส่หมวก  เพื่อจะเห็นได้ชัดเวลาเดินไปตรงไหน  แต่แม่หมีจะไม่ยอมให้คลาดสายตาค่ะ   พาหนะที่ใช้ก็รถเมล์บ้าง  แท๊กซี่บ้าง  รถไฟฟ้าบ้าง  เรียกได้ว่าครบ  แม้กระทั่งเรือข้ามฟากเราก็สามารถค่ะ  แต่เรือเราใช้น้อยมากเพราะความแตกลูกไปเล่าให้พ่อหมีฟังว่า  วันนี้แม่พาไปนั่งเรือ  แม่หมีเลยโดนสั่งห้าม   เพราะอันตราย  โหย..คนไทยยังมีน้ำใจค่ะ   เห็นเราจูงลูกสองมือเขาก็ช่วยพาลงเรือ   แล้วเราไปไหนบ่อยที่สุด  ท้องฟ้าจำลอง  ซึ่งเป็นที่รวมแหล่งความรู้ในหลายๆด้าน  ทั้งเรื่องอวกาศและดวงดาวที่ลูกๆสนใจ   เรื่องชีวิตสัตว์อย่างไดโนเสา   อาณาจักรของแมลง  พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ  ที่ท้องฟ้าจำลองนับว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ทีดีมากๆเลยค่ะ  นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์เด็ก   สวนรถไฟซึ่งมีอุทยานผีเสื้อและ
แมลงกรุงเทพมหานคร    รวมทั้งการไปตามร้านหนังสือเพื่อไปหาซื้อหนังสือที่ลูกชอบ  อย่างสถานเสาวภานี่เราก็พาลูกไปค่ะ   คืออะไรก็ตามที่ทำให้โลกทัศน์ของลูกเปิดกว้าง  ได้เห็นได้สัมผัส  พาไปหมด  เพราะแม่หมีไม่อยากให้ลูกมีความรู้เฉพาะในโรงเรียนอย่างเดียวหรือการไปทัศนศึกษาปีละครั้งของโรงเรียนมันน้อยไปค่ะ   ดังนั้นแม่หมีจึงจัดการระบบการเรียนรู้ของลูกด้วยตัวเอง

         เห็นมั๊ยคะ  การเรียนรู้ของลูกแม่หมีจึงรู้เยอะรู้มากและรู้รอบ   การมีแม่ช่างพูดช่างคุยช่างซักถาม  ก็เป็นข้อดี  (แต่ไม่รู้พ่อหมีเขาจะเบื่อฟังหรือเปล่าก็ไม่รู้นะคะ)  ลูกๆได้ใกล้ชิด
ได้เรียนรู้มากกว่าเด็กคนอื่น  อย่างเช่นตอนป. 1 หมีน้อยเขามีเถียงกับครูค่ะ   คือครูเผลอพูดคำว่า "ปลาวาฬ "    

                หมีน้อยซึ่งเป็นกูรูเรื่องปลาก็ลุกขึ้นบอกครูว่า  "วาฬไม่ใช่ปลา แต่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม"  

                คุณครูบอกพอฟังแล้วก็รู้ว่าพูดผิด  แต่ด้วยความที่ครูรักและเอ็นดูหมีน้อย  ครูก็บอกว่า  "ไม่เชื่อ  ต้องหาเหตุผลมาบอกครู  หมีน้อยต้องไปหาหลักฐานมาบอกครูครูจึงจะเชื่อ"   พอกลับบ้านเขาก็มาค้นเอาหนังสือชีวิตสัตว์น้ำถือไปโรงเรียนในวันรุ่งขึ้น  ครูก็เลยให้เขายืนบนเก้าอี้  และเล่าให้เพื่อนๆฟัง  หมีน้อยเขาก็ไม่อายนะคะ  คุณครูบอกเขาพูดให้เพื่อนๆฟังได้อย่างดี  ไม่ใช่เพราะเขากล้าหรอกค่ะแต่เพราะเขากำลังพูดเรื่องที่เขาชอบน่ะค่ะ   แล้วสิ่งที่ครูให้เป็นรางวัลในวันถัดๆมานั่นคือหนังสือเกี่ยวกับปลาน้ำจืด  เพราะสิ่งที่เขาเล่าเป็นเรื่องราวของชีวิตสัตว์ในท้องทะเล  คุณครูอยากให้เขารู้เพิ่มขึ้น   แม่หมีเลยมีภาระเพิ่มขึ้นคือต้องอ่านหนังสือเล่มใหม่ให้หมีน้อยฟัง   

         นี่ไงคะ   ทุกอย่างที่เป็นหมีน้อยในทุกวันนี้เป็นเพราะเราจัดประสบการณ์ให้เขาในทุกๆเรื่อง  นับตั้งแต่วันที่เขาออกมาจากโลกที่มีแค่ตัวเขาเพียงผู้เดียว   เขากลายเป็นเด็กที่สนใจในทุกๆเรื่อง   ทุกข่าวที่เขาได้ยินถ้าเขาสนใจเขาจะวิ่งมาดู   ทั้งๆที่ตอนนี้ลูกสองคนสนใจเรื่องราวในโซเชียล  ในยูทูป  เรื่องการเมือง  เรื่องวงดนตรี  ทุกเรื่องแหล่ะค่ะที่ผ่านตาก็ไม่ได้ผ่านเลย   เป็นประเด็นที่พ่อแม่พูดอะไรหรือพี่พูดอะไร  หมีน้อยเขาจะเข้ามาพูดคุยด้วยทุกครั้ง

         เขียนเรื่องนี้ไม่ใช่จะต่อต้านการเรียนพิเศษ  แต่ถ้าเรียนแล้วมันเพิ่มเติมความรู้  มันต่อยอดให้เขาเรียนรู้อะไรมากขึ้นก็ให้เรียนเถอะค่ะ  อย่างจะไปสอบเข้าเรียนโรงเรียนใหม่หรือการสอบเข้ามหาวิทยาลัย   ถ้าเราไม่เรียนเสียเลยมันก็ไม่ได้นะคะเพราะการแข่งขันมันสูงมาก   เรียนเมื่อจำเป็นต้องเรียนและที่สำคัญเขาต้องอยากเรียนด้วย   ลูกๆก็ผ่านการเรียนพิเศษเมื่อจะต้องเปลี่ยนที่เรียนเหมือนกันค่ะ   แต่ตอนลูกเล็กๆอย่าไปบังคับเอาเป็นเอาตายกับการเรียนนัก  ให้เขาเรียนรู้อย่างอื่นบ้าง   ไม่ได้เรียนก็ไม่ได้ทำให้เขาคะแนนต่ำลง   เลิกเถอะค่ะกับการยัดเยียดตำราเรียนลงในสมองของลูกตัวน้อย   ลองอ่านเอ็นทรี่นี้ดูเผื่อจะได้คำตอบให้คุณพ่อคุณแม่คุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยาย   

                เขียนโดย

                    แม่หมี (แม่ผู้มีหัวใจมหึมาเก็บทุกเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟัง)

      หมายเหตุ  ภาพแม่ลูกที่เตรียมพร้อมไปตลุยนอกบ้านเพื่อการเรียนรู้


 

โดย แม่หมี

 

กลับไปที่ www.oknation.net