วันที่ พฤหัสบดี กันยายน 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บุคคลที่มีอยู่ในโลกนี้มี ๓ ประเภท


บุคคลที่มีอยู่ในโลกนี้มี ๓ ประเภท

๑. ติเหตุกบุคคล บุคคลผู้ปฏิสนธิมาด้วยไตรเหตุ มีเหตุ ๓ คือ อโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมหเหตุ

๒. ทวิเหตุกบุคคล บุคคลผู้ปฏิสนธิมาด้วยทวิเหตุ มีเหตุ ๒ คือ อโลภเหตุ อโทสเหตุ

๓. อเหตุกบุคคล บุคคลผู้ปฏิสนธิมาด้วยอเหตุ ไม่มีเหตุ

 

๑. ติเหตุกบุคคล บุคคลผู้ปฏิสนธิมาด้วยเหตุ ๓ คือ อโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมหเหตุ (ปัญญา) ตั้งแต่เกิดในครรภ์มารดา

          ถามว่า บุคคลที่มีไตรเหตุเป็นอย่างไร ?

          ตอบว่า ชาติก่อนของบุคคลนั้น เป็นผู้มีศีล อย่างน้อยต้องเคยรักษาศีล ๕ มาได้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ได้สร้างมหากุศลกรรมที่มีเหตุ ๓ อย่างสูง คือ ติเหตุกอุกกัฏฐกุศลกรรมในมหากุศลจิตที่ประกอบด้วยปัญญา ๔ ประเภทอย่างใดอย่างหนึ่ง มหากุศลกรรมนั้น มีโอกาสให้ผลในปฏิสนธิกาล มหาวิบากจิตประกอบด้วยปัญญา ๔ อย่าง เรียกว่า ปฏิสนธิจิต ทำหน้าที่ปฏิสนธิเกิดในชาติใหม่พร้อมด้วยรูปธรรม ๓ คือ กาย, ภาวรูป (อิตถีภาว ปุริสภาว) และหทยวัตถุ ครั้งแรกเกิดในครรภ์มารดามีเพียงหนึ่งขณะจิต บุคคลนั้นเป็นติเหตุกบุคคลเพราะปฏิสนธิด้วยมหาวิบากจิต ที่มีเหตุ ๓ เด็กนั้นมีปัญญา เวลาเติบโตแล้ว ถ้าบุคคลที่มีไตรเหตุนั้นเจริญสมถภาวนากรรมฐาน ย่อมสามารถสำเร็จรูปาวจรกุศล ๕ อรูปาวจรกุศล ๔ และอภิญญา ที่เป็นฝ่ายโลกียะ บุคคลที่มีไตรเหตุนั้น ได้เจริญวิปัสสนากรรมฐานย่อมสามารถตรัสรู้อริยสัจ ๔ บรรลุมรรค ๔ ผล ๔ และนิพพานเป็นพระอรหันต์ในศาสนานี้

 

๒. ทวิเหตุกบุคคล บุคคลผู้ปฏิสนธิมาด้วยเหตุ ๒ คือ อโลภเหตุ อโทสเหตุ แต่ไม่มีอโมหเหตุ ตั้งแต่เกิดในครรภ์มารดาที่เป็นมนุษย์

ถามว่า บุคคลที่มีทวิเหตุเป็นอย่างไร ?

ตอบว่า ชาติก่อนของบุคคลนั้น เป็นผู้มีศีล อย่างน้อยต้องเคยรักษาศีล ๕ มาได้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ได้สร้างมหากุศลกรรมที่มีเหตุ ๒ เรียกว่า ทวิเหตุกอุกกัฏฐกุศลกรรม ในมหากุศลจิตที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา ๔ ดวง เมื่อได้โอกาสให้ผลในปฏิสนธิกาล ก็มีมหาวิบากจิตที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา ๔ ดวง เรียกว่าปฏิสนธิจิต ทำหน้าที่เกิดในชาติใหม่พร้อมด้วยรูปธรรม ๓ คือ กาย ภาวรูป (ปุริสภาว อิตถีภาว) และหทยวัตถุ ครั้งแรกเกิดในครรภ์มารดามีเพียงหนึ่งขณะจิต บุคคลนั้นเป็นทวิเหตุกบุคคล เพราะปฏิสนธิด้วยมหาวิบากจิต ที่มีเหตุ ๒ คือ อโลภเหตุ อโทสเหตุ เท่านั้น เมื่อเด็กที่เกิดมา เด็กคนนั้นเป็นคนไม่มีสติปัญญา เมื่อเติบโตก็เป็นคนมีเหตุ ๒ ถ้าไปเจริญสมถกรรมฐาน ก็ไม่สามารถสำเร็จฌานชั้นใดชั้นหนึ่งได้ ทวิเหตุกบุคคลนั้น เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ก็ไม่สามารถตรัสรู้อริยสัจ ๔ ได้

๓. อเหตุกบุคคล คือบุคคลผู้ไม่มีเหตุ คือบุคคลที่ปฏิสนธิจิตไม่กอบด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งเลยในสามเหตุ ตั้งแต่เกิดในครรภ์มารดา

ถามว่า บุคคลที่ไม่มีเหตุเป็นอย่างไร?

ตอบว่า ชาติก่อนของบุคคลนั้น เป็นผู้มีศีล อย่างน้อยต้องเคยรักษาศีล ๕ มาได้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ได้สร้างมหากุศลกรรมที่มีเหตุ ๒ เรียกว่า ทวิเหตุโอมกกุศล ในมหากุศลจิตที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา ๔ ดวง มีโอกาสให้ผลในปฏิสนธิกาล มีวิบากจิตหนึ่งดวง คือ อุเบกขาสันตีรณะ ที่เป็นผลของมหากุศลกรรม เป็นอเหตุกกุศลวิบาก เรียกว่า ปฏิสนธิจิต ทำหน้าที่ปฏิสนธิในชาติใหม่ พร้อมด้วยรูปธรรม ๓ คือ กาย, ภาวรูป (อิตถีภาว ปุริสภาว) และหทยวัตถุ ครั้งแรกเกิดในครรภ์มารดาเป็นคนหูหนวกตาบอด พิกลพิการ หนึ่งขณะจิตของบุคคลนั้นเรียกว่า อเหตุกบุคคล เพราะว่า ปฏิสนธิจิต ที่เป็นอเหตุกวิบากจิต เด็กที่เกิดมาก็เป็นเด็กที่ตาบอด หูหนวก พิกลพิการ เวลาเติบโต คนที่เป็นอเหตุกนั้นรู้เรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวันเท่านั้น

โดย praputtamon

 

กลับไปที่ www.oknation.net