วันที่ อาทิตย์ ตุลาคม 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บทสุดท้าย


   ถ้าชีวิตเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง บทสุดท้ายของหนังสือเล่มนั้น คุณอยากให้มันพูดถึงคุณอย่างไร
 
   ผมคิดถึงเรื่องนี้ช้าไปหน่อย  ชีวิตของผมคงจะเหลือให้เขียนต่อไปได้อีกไม่กี่บท  ผมควรที่จะคิดถึงเรื่องนี้ให้เร็วกว่านี้  บางทีชีวิตของผมก็คงจะมีความหมายมากกว่าที่เป็นอยู่  ย้ำอีกทีนะครับ "ความหมาย" ไม่ใช่ "ดีกว่า"
 
   ชีวิตคนเราไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ  ศาสนาพุทธเชื่อว่า ความบังเอิญนั้นไม่มีอยู่จริง  ทุกอย่างมันมีเหตุปัจจัยร่วมอยู่ด้วยเสมอ  เพียงแต่มันเป็นเรื่องซับซ้อนและลึกลับเกินกว่าที่คนธรรมดาจะเข้าใจได้ จนกว่าเราจะเห็นความจริง ถึงตอนนั้นอะไรๆมันก็ไม่สำคัญไปเสียแล้ว นอกจากคำว่า "มันเป็นเช่นนั้นเอง"
 
    ในฐานะที่ปากไก่ยังเป็นคนธรรมดา ย่อมมีความสงสัยว่า การมีอยู่ของผมมันควรมีความหมายที่มากไปกว่า กิน นอน เที่ยว  ถึงจุดหนึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงความฉาบฉวย ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าการนั่งรถไฟเหาะตีลังกา  ตื่นเต้นไปครั้งสองครั้งแล้วก็หายตื่นเต้น กลายเป็นเรื่องธรรมดาที่น่าเบื่อไปเสียด้วยซ้ำ
 
    ผมคงไม่อยากจบบทสุดท้ายของชีวิตผมด้วยรถเหาะตีลังกาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง นอกจากจะน่าเบื่อแล้ว ยังรู้สึกว่าเสียชาติเกิดยังไงชอบกล
 
บทสุดท้ายเหมือนกันทุกคน
 
    บทสุดท้ายจริงๆไม่ว่าจะเป็นพระราชาหรือยาจกเข็นใจมันก็เหมือนกัน ลงท้ายเราก็ต้องตายทุกคน  เป็นบทสุดท้ายที่เรากำหนดไม่ได้ เพราะเราไม่รู้ว่า ความตายจะมาเยือนเราเมื่อไหร่และที่ไหน  บางคนตายอยู่บนเตียงท่ามกลางคนห้อมล้อม (ด้วยความรักหรืออยากได้สมบัติก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)  บางคนตายอยู่กลางถนนอย่างเดียวดาย  น่าขำที่เราเลือกไม่ได้ กำหนดเองไม่ได้ บ่อยครั้งคนที่อยู่ต่างหากเป็นผู้กำหนดให้เราเอง
 
    สิ่งหนึ่งที่เรากำหนดได้นั่นคือ บทที่เขียนโดยเรา ขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่
 
    เราเขียนบทชีวิตของเราทุกปี  เราหวังว่าแต่ละปี เราจะเติมบทใหม่ๆให้กับชีวิตเรา  บางคนทำได้ บางคนทำไม่ได้  บางคนตั้งใจทำ บางคนจบความตั้งใจหลังวันที่หนึ่ง มกราคม เพียงไม่กี่วัน  ชีวิตมันต้องดำเนินต่อไปในกระแสเวลาที่เชี่ยวกราก  เผลอไปหน่อย บทใหม่ที่รอเราให้จรดปากกา มันก็มาถึงอีกแล้ว
 
    ย้อนกลับไปสิบปี ผมรู้สึกชีวิตมันว่างเปล่า  ที่เขียนแบบนี้ไม่ได้หมายถึงความสิ้นหวัง  ตรงกันข้ามผมกำลังบอกคุณว่า ผมพยายามหาความหมายของชีวิตของผม มันหาไม่ค่อยจะเจอเท่าไหร่  แต่ละปีมันมีรถไฟเหาะตีลังกาใหม่ๆมาปลุกปลอบใจบ้าง  มันไม่มีความหมายที่ยั่งยืน  ความฉาบฉวยมันอาจทำให้ผมอยากมีชีวิตต่อไป ขณะที่ชีวิตที่มีความหมายต่างหาก ที่จะสร้างแรงบันดาลใจในการมีชีวิตอยู่
 
ความเหมือนที่แตกต่าง
 
    เราต่างมีเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงที่เท่ากัน  สิ่งที่แตกต่างคือเราใช้มันหาความตื่นเต้นหรือหาความหมาย  ผมใช้เวลาหาความตื่นเต้น มากกว่าหาความหมายของชีวิต  ช่วงวัยเด็กคือความสนุกสนาน และความเซ็งกับการเรียนหนังสือ  ช่วงวัยรุ่นหลงไปกับแสงสีและความขัดแย้งในตนเอง  ช่วงวัยหนุ่มคือการสร้างฐานะ  ช่วงวัยกลางคนคือความสงสัยว่าเรากำลังทำอะไรอยู่  ช่วงวัยทองอะไรคือความหมายของชีวิต  ช่วงวัยชรายังไม่รู้เพราะยังมาไม่ถึง
 
    ความสำเร็จคืออะไร น่าคิดไหม  ถึงเราจะมีมากแค่ไหน ก็ยังมีคนที่มีมากกว่าเราทุกที่ไป  เพื่อนผมบอกว่า ทุกวันนี้มีเงินก็ไม่รู้จะใช้อะไร  ผมเชื่อว่า เพื่อนผมคนนี้มีเงินมากกว่าผมเยอะมากๆ  สุดท้ายสัจธรรมมันก็เป็นจริงอยู่วันยังค่ำ  กินเท่าที่จะกินได้  นอนเท่าที่จะนอนได้ ใช้เท่าที่จะใช้ได้ นอกนั้นมันก็เป็นเรื่องของความรกรุงรัง
 
    รู้ทั้งรู้เราก็ยังอยากจะรวยกว่านี้ทุกคน  เมื่อยี่สิบปีที่แล้วมีคนพาปากไก่ไปดูดวงกับหมอพระ  ผมถามหลวงพ่อว่าผมจะรวยไหม  หลวงพ่อตอบกลับมาว่า "มีเท่าไหร่ที่จะเรียกว่ารวย"  ยี่สิบปีผ่านมา ผมก็ยังตอบไม่ได้  รู้แต่ว่ายังไม่เคยพอ  พอเมื่อไหร่ก็คงจะรวย
 
บทสุดท้ายคือพอ
 
    คำว่า "พอ" อาจเป็นคำสำคัญ (key word) ของชีวิตผมก็เป็นได้  ไม่น่าเชื่อว่าคำสั้นๆคำนี้ มันเป็นสิ่งที่ยากยิ่งสำหรับผม  ผมว่าการหาความร่ำรวย มันง่ายกว่าการหาความพอ  เพื่อนผู้ร่ำรวยทุกวันนี้ยังทำงานงกๆ  ผมถามเขาว่า ทำไมถึงไม่เลิกทำงานสักที ลูกเมียก็ไม่มี  งานของเขาก็เป็นงานประเภทลูกค้าเป็นพวกฝรั่ง  ห้าทุ่มเที่ยงคืนยังต้องนั่งตอบอีเมลล์  ตอนเช้าก็ต้องไปทำงานแต่เช้า  สุขภาพก็ไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่  เขาตอบกลับมาสั้นๆว่า ทำงานแก้เบื่อ กลัวไม่มีอะไรทำ
 
    นี่อาจเป็นความไม่รู้จักพออีกประการหนึ่ง  เพื่อนผมพันธนาการตนเองกับต้องมีอะไรทำตลอดเวลา ประเภทอยู่เฉยๆไม่เป็น เพราะมันเบื่อไง  ไม่มีคนคุยด้วย ลูกเมียก็ไม่มี  อย่างน้อยเขาก็โชคดีกว่าคนที่มีลูกเมีย แตลูกเมียไม่อยากที่จะคุยด้วย จริงไหม
 
    ผมเริ่มเขียนบทสุดท้ายของชีวิตผมตั้งแต่ตอนนี้แล้ว  เวลาผมมีเท่าไหร่ ผมก็ไม่รู้ได้  ผมจึงต้องเขียนบทสุดท้ายในชีวิตผมตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ตอนนี้  ผมยังแสวงหาความร่ำรวยต่อไป ขณะเดียวกันก็กินอยู่แต่พอดี เพื่อไม่ให้สุขภาพมันไปเร็วก่อนวัย  ส่วนคำว่า "พอ" มันอยู่ในวิถีชีวิตของผมอยู่แล้ว  ผมทำงานเท่าที่จำเป็น เที่ยวเท่าที่จำเป็น  ไม่มากไป ไม่น้อยไป พยายามมีความสุขทุกวัน ทำให้คนรอบข้างผมมีความสุข  คืนความสุขให้กับสังคมด้วยการรับอุปการะเด็กไว้สามคนกับมูลนิธิศุภนิมิตร  แม้จะตักบาตรน้อย  ทำบุญกับวัดไม่มาก  ผมก็รู้สึกตลอดเวลาว่า ตัวเองยังนับถือพุทธอยู่
 
    แล้วคุณผู้อ่านละ  วันนี้คุณเขียนบทสุดท้ายของชีวิตคุณอย่างไร
 
 

โดย ปากไก่

 

กลับไปที่ www.oknation.net