วันที่ จันทร์ สิงหาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Sydney ... อุตสาหกรรมส่งออกการศึกษาของออสเตรเลีย


August 26, 2007

อุตสาหกรรมส่งออกความรู้

               

                อังกฤษเป็นประเทศมหาอำนาจที่ให้ความสำคัญในเรื่องการศึกษามากมาอย่างยาวนาน  ออสเตรเลียเป็นประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ  จึงได้รับอิทธิพลมาเช่นเดียวกับประเทศอื่นในเครือจักรภพ  ระบบการศึกษาของพลเมืองที่นี่ดีมากๆ  และสามารถพัฒนาตนเองขึ้นมาเป็นประเทศน้องๆมหาอำนาจ   บนเวทีเศรษฐกิจ  การเมืองและการทหารได้เพราะการให้ความสำคัญทางการศึกษา 

นอกจากจะให้การศึกษาที่ดีแก่พลเมืองของตนเองแล้ว  ออสเตรเลียยังเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงในการส่งออกด้านการศึกษามายาวนาน  ด้วยมีข้อได้เปรียบที่ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักประจำชาติ  มีหลักสูตรการศึกษาที่มีมาตรฐานใกล้เคียงและคล้ายคลึงกับการเรียนการสอนในประเทศอังกฤษ  แต่ในราคาที่เป็นมิตรกว่าที่อังกฤษมาก  ทางการออสเตรเลียให้การสนับสนุนสถาบันการศึกษาในทุกระดับอย่างเต็มที่  ในการออกไปเผยแพร่และชักชวนให้นักเรียนนักศึกษาจากประเทศอื่นๆในละแวกใกล้เคียงให้หันมาเรียนกันที่นี่  โดยเน้นคุณภาพของหลักสูตร  และความเป็นเมืองที่ค่อนข้างปลอดภัย  ไม่ไกลจากแถบเอเซียมากนัก รวมถึงการมีหลากหลายกิจกรรมให้เหล่านักเรียนนักศึกษาได้เข้าร่วมทำ ซึ่งในแต่ละปีนำรายได้เข้าประเทศมหาศาลโดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มเติมมากมายอะไร

[1]ออสเตรเลียมีความสัมพันธ์ทางการศึกษากับประเทศไทยผ่านการดำเนินงานของสำนักการศึกษาออสเตรเลียแห่งนานาชาติ (AEI) ซึ่งครอบคลุมถึงการมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนไทย การแลกเปลี่ยนอาจารย์และนักเรียน และการเชื่อมความสัมพันธ์ด้านการศึกษาผ่านโครงการโรงเรียนพี่โรงเรียนน้อง การศึกษาระดับอาชีวะศึกษา การอบรม สัมมนาต่างๆ ในปัจจุบันมีนักเรียนไทยกว่า 16,000 คนที่ศึกษาอยู่ในสถาบันการศึกษาระดับต่างๆของออสเตรลีย

          ฉันพบเด็กวัยรุ่นชายหญิงหน้าตาใสๆแต่งตัวน่ารักจากประเทศญี่ปุ่นกลุ่มใหญ่  อายุเฉลี่ยคงอยู่ราวๆ 15-16 ปี แต่ละคนเข็นกระเป๋าเดินทางใบโตเข้ามาพักที่ Avillion Hotel บนถนนพิท ในใจคิดว่าคงเป็นกลุ่มเด็กๆที่เข้ามาท่องเที่ยวตามประสาชนชาติร่ำรวย วันรุ่งขึ้นขณะที่กำลังทานอาหารเช้าได้พบพวกเขาที่ภัตตาคารของโรงแรมอีกครั้ง คราวนี้ดูเหมือนว่ากำลังจะขนย้ายข้าวของไปที่ไหนสักแห่ง สังเกตุเห็นอีกว่ามีผู้หญิง 2 คนอายุคงราวๆ 30 ปีคุมขบวนมาด้วย ฉันเลยเข้าไปตีสนิทคุยด้วย

          หญิง 2 คนเป็นครูพี่เลี้ยงของเด็กนักเรียนชายหญิงกลุ่มนี้  ซึ่งมีทั้งหมด 29 คน ทุกคนมาจากโรงเรียนในโตเกียว  พ่อแม่ของเด็กเหล่านี้ส่งลูกของตนมาที่ซิดนีย์เป็นเวลา 2 สัปดาห์  เพื่อให้เข้าเรียนภาษาอังกฤษในช่วงการปิดภาคเรียนในญี่ปุ่น  เด็กๆแต่ละคนจะเข้าพักที่โอมสเตร์  (Home Stay : คือการใช้ชีวิตอยู่ในบ้านของคนออสซี่ ทานอาหารและเรียนรู้การดำรงชีวิตแบบคนเมือง) พร้อมกับมีชั่วโมงการเรียนภาษาอังกฤษและทำกิจกรรมกลางแจ้งอื่นๆในแต่ละวันที่จะสร้างเสริมประสบการณ์ที่ดีให้กับเด็กๆเหล่านั้น และเป็นการเตรียมพร้อมให้กับเด็กที่ต้องการออกไปเรียนหนังสือและใช้ชีวิตในประเทศอื่นเมื่อโตขึ้น

          ความจริงในเมืองไทยก็มีการจัดโปรแกรมประเภทนี้ให้กับเด็กที่พ่อแม่พอจะมีทุนรอนในการส่งลูกมาเข้า English Camp ทั้งในและนอกประเทศกันอยู่แล้ว และกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ตามความจำเป็นของวิถีชีวิตและเศรษฐกิจแบบโลกาภิวัฒน์ที่ทำให้โลกของเราเล็กลงเรื่อยๆ เชื่อกันว่าความจำเป็นที่เด็กต้องรู้ภาษาที่ 2 หรือภาษาที่ 3 โดยเฉพาะภาษาอังกฤษที่เป็นหนึ่งในภาษาหลักในโลก ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หากคุณต้องการให้ลูกมีอนาคตที่สดใสในวันข้างหน้า 

          ในเมืองไทยมีบริษัทที่จัดการเรื่องนำเด็กไทยมาที่ออสเตรเลียเพื่อวัตถุประสงค์คล้ายคลึงกันนี้มีหลายร้อยแห่ง  เคยอ่านในแมกกาซีนที่ดาราสาวชื่อดังคนหนึ่งที่ดำเนินกิจการ Study Tour นี้ให้สัมภาษณ์  ได้ตวามรู้ว่าการจัดการเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละอียดอ่อนพอสมควร  ตั้งแต่การคัดสรรโรงเรียนที่มีคุณภาพในรัฐต่างๆ  การเลือกโฮมสเตย์การเลือกโปรแกรมการเรียนและท่องเที่ยว  ทั้งนี้และทั้งนั้นผู้จัดเน้นว่า  เพื่อให้ประสบการณ์แปลกใหม่กับเด็ก  ให้เขาได้ท่องเที่ยวและได้ฝึกทักษะการใช้ภาษาอังกฤษในต่างถิ่น ใช้ชีวิตกับเพื่อนฝูงกลุ่มใหญ่  มีความสนุกสนานและพึงพอใจ  รวมทั้งปลอดภัย  เป็นที่ไว้วางใจของพ่อแม่ด้วย

         

          สำหรับการศึกษาในระดับอุดมศึกษาในออสเตรเลีย เป็นที่ชื่นชอบของนักศึกษาในแถบเอเซียมาก นอกจากคุณภาพของการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยจะอยู่ในระดับที่ไม่น้อยหน้ากว่ามหาวิทยาลัยดีๆในประเทศทางตะวันตกแล้ว ค่าเล่าเรียนยังถูกกว่าในยุโรปและอเมริกามาก  แถมทางการยังใจดีอนุญาตให้นักศึกษาทำงานได้สัปดาห์ละไม่เกิน 20 ชั่วโมงอีกด้วย อีกทั้งยังมีนโยบายให้โอกาสนักศึกษาที่มีคุณภาพให้ได้รับสัญชาติออสเตรเลียโดยไม่ลำบากสักเท่าไหร่ ฉันว่าเป็นนโยบายที่ชาญฉลาดของรัฐบาลประเทศนี้ที่สามารถคัดเลือกประชากรที่มีคุณค่าเข้ามาในประเทศของตน เพื่อสร้างเสริมศักยภาพของชาติให้เข้มแข็งในอนาคต แม้จะมีนักการเมืองที่ไม่เห็นด้วยอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ซีเรียสอะไร ฉันอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาไทยที่มีแจกจ่ายฟรีในซิดนีย์ พบว่ามีคนไทยที่มีประสบการณ์ในสาขาที่ยังขาดแคลนและเป็นที่ต้องการในออสเตรเลีย   เช่น สาวนักบัญชีคนหนึ่งที่มีดีกรีจบจากมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆของเมืองไทย เธอทำงานมาแล้วเป็นเวลา 4 ปีในกรุงเทพกับบริษัทตรวจสอบบัญชีระดับนานาชาติใหญ่ระดับ 1 ใน 4ของโลกได้รับสัญชาติออสเตรเลียเมื่อยื่นคำขอ เธอเองกำลังเฉลิมฉลองกับครอบครัวและเตรียมตัวเดินทางไปทำงานและใช้ชีวิตในออสเตรเลียในเร็วๆนี้

          การส่งเสริมการหารายได้เข้าประเทศด้วยการส่งออกความรู้ของทางการออสเตรเลียทำกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การทำงานทางด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์ตัวสินค้าเอง ซึ่งก็คือโรงเรียน มหาวิทยาลัย รวมถึงหลักสูตรการเรียน การสอน มีการเดินสายออกมาขายกันภายนอกประเทศอย่างเป็นล่ำเป็นสันและต่อเนื่อง  การเตรียมการอำนวยความสะดวกให้กับนักเรียน นักศึกษาเมื่อเข้ามาถึงออสเตรเลียใหม่ๆทำได้ดี  การให้รายละเอียดข้อมูลต่าง มีอย่างเพรียบพร้อมแทบไม่มีที่ติ

รัฐบาลออสเตรเลียส่งเสริมเรื่องของโฮมสเตย์ที่ให้โอกาสเด็กต่างชาติเข้ามาอยู่เป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัวชาวออสเตรเลีย หนุ่มน้อยที่เดินทางไปด้วยกับฉันเพื่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในการเดินทางครั้งที่สองก็ขอลองการอยู่แบบโฮมสเตย์ ที่เมืองเล็กๆชื่อ Padtrow ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองซิดนีย์พอสมควร การเดินทางเข้าเมืองสะดวกสบายด้วยการใช้บริการรถไฟ

ที่โฮมสเตย์แห่งนี้มีเด็กชาวญี่ปุ่นและชาวจีนเป็นเพื่อนร่วมบ้าน เด็กๆแต่ละคนจะมีห้องส่วนตัวที่มีเตียงนอน โต๊ะทำงาน ตู้เก็บเสื้อผ้าที่แยกเป็นสัดส่วน และสะดวกสบายพอสมควร ส่วนการใช้ห้องน้ำจะเป็นการใช้ร่วมกัน ครอบครัวชาวออสซี่จะสอนการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น เคารพสิทธิของสมาชิกในบ้าน การรักษาความสะอาด ความเป็นระเบียบของห้องที่ตนใช้และห้องโถงนั่งเล่นรวม และสิ่งอื่นๆที่เป็นประโยชน์ เจ้าของบ้านให้บริการเตรียมอาหารเช้าและอาหารเย็น รวมถึงบริการซักผ้า (เนื่องจากเกรงว่าถ้าเด็กแต่ละคนทำเอง เครื่องซักผ้าอาจจะพังเอาง่ายๆ) แต่เด็กๆต้องนำผ้าที่ซักเรียบร้อยแล้วไปตากแดดกันเอาเอง ที่บ้านนี้มีกฎว่าเด็กๆจะต้องกลับมาทานอาหารเย็นร่วมกัน และพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในวันที่ผ่านมา หากใครมีธุระจะต้องโทรแจ้ง ห้ามหายไปเฉยๆจ๊ะ

ฉันมีโอกาสคุยกับเด็กนักเรียนไทยที่มาเรียนที่ออสเตรเลียบางคน  เด็กหลายคนบอกว่าปัญหาใหญ่ที่สุดเมื่อเดินทางมาถึง คือเรื่องของการใช้ภาษาอังกฤษ  ด้วยนอกจากภาษาอังกฤษจะไม่ใช่ภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวันในเมืองไทยเหมือนกับอีกหลายๆประเทศในแถบนี้แล้ว  การเรียนการสอนภาษาอังกฤษในบ้านเมืองเราไม่ได้มุ่งเน้นในการนำไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างจริงจัง ฉันเคยดูการสอนภาษาอังกฤษทางโทรทัศน์บ่อยๆ เห็นว่าครูที่ทำการสอนมักจะอธิบายหรือคุยกับนักเรียนในชั้นด้วยภาษาไทยมากจนเกินความจำเป็น และบรรยากาศในชั้นเรียนไม่ถูกกระตุ้นให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการสนทนามากนัก ทำให้เด็กไทยไม่มีทักษะในการพูดคุยด้วยภาษาอังกฤษเท่าที่ควร เมื่อเด็กๆออกมาเรียนต่อในต่างประเทศ จึงมักจะต้องเสียเวลาในการเข้าเรียนภาษาอังกฤษตามสถาบันที่มหาวิทยาลัยที่ตนจะเรียนให้การรับรองเพื่อปรับพื้นฐานอยู่นาน กว่าที่จะสอบผ่านและเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้

ปัญหารองลงมาของของเด็ก คือเรื่องของค่าครองชีพที่ค่อนข้างแพง ก็เลยทำให้เด็กต้องรู้จักการวางแผนการใช้ชีวิตที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การกินอยู่ การเลือกห้องพัก การใช้คอมพิวเตอร์ในชีวิตประจำวันเพื่อลดค่าใช้จ่ายบางอย่างลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพูดคุยกับคนทางบ้านในยามเหงา หรือแม้แต่การเลือกซื้อการ์ดโทรศัพท์ ค่าเล่าเรียนที่แม้แต่จะถูกกว่าที่ยุโรปหรืออเมริกา แต่ก็ยังถือว่าสูงอยู่ดีในมาตรฐานคนไทยที่ต้องควักเงิน 32 บาทเพื่อแลกกับ 1 เหรียญออสเตรเลีย จึงไม่แปลกที่เห็นเด็กที่มาเรียนจะขยันหางานพิเศษทำเพื่อแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองทางบ้าน บางคนทำงานและเมคกู้ดมันนี่ (make good money) เพลินไปหน่อยจนเวลาเรียนไม่ถึงเกณฑ์มาตรฐานที่ทางการกำหนด กลายเป็นปัญหากับอิมมิเกรชั่นจนอาจอยู่ในข่ายถูกส่งตัวกลับก็มี

ปัญหาอีกอย่างหนึ่งของเด็กที่มาอยู่ได้ไม่นานก็คืออาการคิดถึงบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กประเภท “เด็กเรียน” ที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้ใช้ชีวิตในโลกจริงๆมากนัก อาจมีปัญหามากกว่าคนอื่น หลายคนมีประสบการณ์การใช้ชีวิตมาน้อยเมื่ออยู่กับพ่อแม่ในเมืองไทย เมื่อต้องมาอยู่ในที่ที่มีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ก็เหมือนกับการก้าวกระโดด ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้เรื่องนอกห้องเรียนและปรับตัวอีกมากกว่าจะชินและสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างราบรื่นและมีความสุขในต่างแดน

สิ่งเหล่านี้ แม้จะเป็นเศษเสี้ยวของวิถีชีวิตชีวิตนักเรียนไทยในต่างแดน ที่สะท้อนภาพการเป็นนักเรียนนอก  ที่ถึงแม้จะมีจุดดีอยู่มากมาย แต่ก็ไม่ได้สวยหรู และชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่เด็กอีกหลายๆคนนึกและฝันถึง

          ฉันเองก็เชื่อว่าการศึกษาที่ดีเป็นรากฐานที่แข็งแรงของสังคม  และจากการมีโครงการส่วนตัวที่ช่วยเหลือเด็กลูกครึ่งที่ถูกทิ้งไว้ในระหว่างและหลังสงครามเวียดนามในการติดตามหาพ่ออดีตอเมริกันจีไอนั้น  ทำให้รู้ลึกซึ้งถึงปัญหาทางสังคมที่เกิดจากการไม่มีการศึกษาของเด็กและพ่อแม่  ส่วนตัวจึงอยากสนับสนุนให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการศึกษาที่ดีและเพียงพอ  การศึกษาคือการบ่มเพาะเมล็ดพันธ์แห่งปัญญาให้กับลูกหลานเรา  อันจะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของชีวิตในสังคม 



[1] สถานทูตออสเตรเลีย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โดย Supawan

 

กลับไปที่ www.oknation.net