วันที่ จันทร์ พฤศจิกายน 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Turkey on my dreams II


         คืนที่ผ่านมาซึ่งเป็นคืนแรกที่ตุรกี   ผมนอนตั้งแต่สองทุ่มเศษ  เพราะเพลียมาทั้งวัน ลงจากเครื่องปั๊บก็เดินทางทันที นั่งรถยาวกว่า ๕ ชั่วโมง เพื่อมาเมืองทรอยที่อยู่ในเมืองชานัคคาเล่ย์   อากาศที่นั่นยังไม่หนาวเท่าที่เรากังวล กลางคืนก็นอนสบายไม่ต้องใส่เสื้อกันหนาว นอนหลับยาวจนกระทั่งผมสะดุ้งตื่นคิดว่าตื่นสายซะแล้ว  ดูนาฬิกาเพิ่งจะตีสามสิบนาที  นอนต่อก็ไม่หลับเพราะนอนเพียงพอแล้ว มันคล้ายๆกับว่ายังหลงเวลาอยู่นึกว่าเช้าแล้ว  เวลาที่นั่นช้ากว่าเมืองไทยตั้ง ๔ ชั่วโมง เวลาที่ผมตื่นถ้าหากเทียบกับเวลาเมืองไทยก็สายโด่ง

อะโครโปลิส

         ตีห้าเสียงโทรศัพท์ในห้องดังขึ้นเพื่อปลุกให้เราเตรียมตัว แต่ผมเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว  วันนี้ยังคงต้องเดินทางไกล เราจะไป Pergamon ที่อยู่ในเมือง Bergama และไปเมืองโบราณ Ephesus  ชื่อที่เอ่ยมาจำยากเหลือเกิน  ผมไม่คุ้นกับชื่อเมืองเหล่านี้ ผมอ่านสามสายธารอารธรรม ก่อนเดินทางสองรอบแต่จำชื่อเมืองแทบจะไม่ได้เลย  ที่จำได้จะมีเพียงอิสตันบูล ที่นามเดิมว่าคอนสแตนติโนเปิล และอันการาเมืองหลวงใหม่เท่านั้น หากเป็นประเทศแถบยุโรปตะวันตก ชื่อเมืองต่างๆจะจำง่าย เพราะชื่อเมืองเหล่านั้นจะเป็นชื่อทีมฟุตบอลด้วย แมนเชสเตอร์  ลิเวอร์พูล  เซาท์แฮมตัน ไบรท์ตัน นิวคลาสเซิล สารพัดชื่อจำได้หมด  เอฟซีโคโลญจน์   ไอน์ทรัคแฟร้งค์เฟิร์ต บาเยิร์น มิวนิค ไลป์ซิก  เดรสเดน ขอให้เอ๋ยมาจำได้หมด  และอยู่ตรงส่วนไหนของประเทศ

         ระหว่างทางผมได้ทัศนาภูมิประเทศสองข้างทาง เส้นทางรถยนต์ของตุรกีไม่แพ้ประเทศไหนๆในยุโรปตะวันตก    ถนนราบเรียบไม่มีหลุมบ่อขรุขระเหมือนเมืองสยาม   ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเนินเขาสูง  ไม่ค่อยเป็นที่ราบลุ่มเหมือนบ้านเรา  ระหว่างนั่งรถไกด์แอนก็เล่าเรื่องราวของประเทศตุรกีและประเทศแถบนี้ไปเรื่อยๆ  แล้วก็มีคำถามตลอดแต่ไม่ค่อยมีใครตอบ จะมีกิตและผมเท่านั้นที่ตอบกันสนุก  พอตั้งคำถามแล้วมักจะมองมาที่เรานั่ง  เพราะลุ้นให้เราตอบ เราก็ตอบกันผิดบ้างถูกบ้าง   ไกด์เล่าเรื่องพระนางคลีโอพัตรา แล้วถามว่าพระสวามีของพระนางคนแรกที่เป็นชาวโรมันคือใคร  ผมตอบได้ทันทีว่า จูเลียด ซีซาร์  แต่ไม่มีรางวัลให้  ไกด์คงจะขี้เหนียวหรืออาจจะคิดว่าส่วนใหญ่คงจะตอบกันไม่ได้เลยไม่ต้องเตรียมรางวัลไว้ล่อใจ  อีกคำถามหนึ่งเรื่องห้องสมุดโบราณที่ใหญ่ที่สุดอยู่ในประเทศอะไร กิตรีบแย่งตอบผมทันทีว่าห้องสมุดอเล็กซานเดรีย ที่อียิปต์ ถูกต้องอีกแล้ว  

        เรื่องราวต่างๆที่เราได้รับทราบได้เรียนรู้ก็มาจากการจดบันทึก กระดาษจึงเป็นสิ่งจำเป็น คำถามที่ตามมาอีกคือประเทศไหนผลิตกระดาษขึ้นก่อนเป็นประเทศแรกของโลก  อียิปต์ครับ ถูกต้องแล้วครับ กระดาษของอียิปต์ผลิตมาจากต้นกก  ที่เรียกว่า Papyrus คำนี้จึงเป็นรากศัพท์ของคำว่า Paper  นักอักษรศาสตร์คงทราบดี

         รถวิ่งผ่านเมืองอิซเมียร์ บ้านเมืองของเขาเป็นระเบียบ รถก็วิ่งเป็นระเบียบ บ้านเมืองสะอาดตา เสียดายที่เราไม่ได้แวะไปชมบ้านเมืองของเขา  เรานั่งรถไปอีกราวๆชั่วโมงเศษ ก็ถึงเมือง Bergama  เพื่อจะไป Pergamon  รถวิ่งมาถึงจุดที่จะต้องขึ้นกระเช้าไปยังอะโครโปลิส  ผมตื่นใจมากที่จะได้เข้าสัมผัสเมืองโบราณ เมืองประวัติศสาตร์เมื่อสองพันปีที่ผ่านมา 

นั่งกระเช้าไปชมอะโครโปลิส

 นักสะสมป้ายมรดกโลกอีกคนหนึ่ง

 เมือง Bergama มองจากมุมสูง

เปอร์กามัน (Pergamon)

  • ตั้งตระหง่านอยู่เหนือตัวเมือง 1,000 ฟุต ไม่ว่ามองจากมุมใดล้วนเป็นทัศนียภาพอันพิเศษสุดทั้งนั้น นครยุคเฮเลนิสติสติคอันยิ่งใหญ่แห่งนี้เป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรม การค้าและการแพทย์ ในอดีตเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของเมืองศูนย์กลางอารยธรรมเฮเลนิสติคในแถบเมดิเตอร์เรเนียนอย่างเอเฟซุส และอันติออค 
  • แหล่งโบราณสถานแห่งนี้อยู่ในยุคราชวงศ์อัตทาลิดอันทรงอำนาจแห่งเปอร์กามัน ช่วงที่บ้านเมืองรุ่งเรืองที่สุดคือศตวรรษที่ 2 และ 3 ก่อนคริสตกาล นับเป็นเมืองแห่งศิลปินและนักวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง เมื่อครั้งที่ชาวอียิปต์เลิกส่งกระดาษปาปิรุสมาให้ กระดาษหนังก็ถูกคิดค้นขึ้นที่เมืองนี้ 
  • เอฟ.อี.ปีเตอร์ กล่าวเอาไว้ในหนังสือเรื่อง The Harvest of Hellenism เปอร์กามันไม่ได้เป็นเพียงศูนย์กลางทางเศรษฐกิจการค้าที่เฟื่องฟูของอนาโตเลียตะวันตกเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางทางภูมิปัญญาด้วย มีโรงเรียนการแพทย์และภาษาที่มีชื่อต้นตอของชื่อเสียงดังกล่าวคือ กาเลน (Galen : ค.ศ.129-199) ผู้ศึกษาวิชาการแพทย์และปรัชญาอยู่ที่บ้านเกิด ต่อมาจึงมีชื่อเสียงกลายเป็นแพทย์ที่เก่งที่สดในยุคโบราณ เขาเริ่มต้นจากการฝึกรักษากับนักสู้กลาดิเอเตอร์ ผลงานของเขาให้ความสำคัญกับโรงเรียนแพทย์ที่เปอร์กามัน และมีอิทธิพลอย่างมากต่อพัฒนาการทางการแพทย์ทั้งในซีกโลกตะวันออกและตะวันตก ( http://www.tripdeedee.com/ )

มหาวิหารทราจัน

 

เสาที่อยู่ตรงกำแพงมีความสูง 23 เมตร

โรงละครที่ชันที่สุดในโลก

         โรงละครที่ชันที่สุดในโลก สร้างขึ้นประมาณ 300 ปีก่อน คศ. มีที่นั่ง 80 แถว แบ่งเป็นสามชั้นจุผู้ชมได้ประมาณ 10,000 คน

มหาวิหารเอเรน่า

มหาวิหารเอเรน่า สร้างเมื่อ 300 ปีก่อนคริสตกาล ในสมัยของพระเจ้า อูเมเนสที่ 2  ตั้งอยู่เหนือโรงละคร

       ผมตื่นตาตื่นใจมากที่ได้มาอยู่ตรงจุดนี้ ประวัติศาสตร์ที่เคยเรียนมาปรากฎชัดจากภาพที่เคยลางเลือน  หลังจากที่ได้ตื่นตาตื่นใจกับอะโครโปลิส ทัวร์ได้นำเราไปยังบ้านแม่พระมารี 

บ้านแม่พระมารี เชื่อกันว่าเป็นที่สุดท้ายที่พระแม่มารีอาศัยอยู่ และสิ้นพระชนม์ในบ้านหลังนี้ 

      ประวัติของบ้านแม่พระมารี  ในศวรรษที่ 1 ตั้งแต่ตอนที่พระเยซูถูกตรึงบนไม้กางเกงที่กรุงเยรูซาเลม พระองค์ได้มองลงมาที่นางมารี กะจอห์น และพูดกะนางว่า “จอห์นเป็นบุตรชายของท่าน” และมองไปทางจอห์น และพูดว่า “นางมารี คือมารดาของท่าน” ที่กล่าวแบบนั้น เพราะพระเยซูต้องการให้จอห์นปกป้องนางหลังพระองค์สิ้นไป ซึ่งจอห์นก็รู้ดีว่า การอยู่ในเยรูซาเลมนั้นไม่ปลอดภัย จึงหาที่ปลอดภัย และย้ายมาที่เมืองเอเฟซุส ทั้งสองจึงมาที่หุบเขาแห่งนี้ และสร้างบ้านบนยอดเขาใน ค.ศ.37-48 แต่ทั้งสองไม่ต้องการอยู่ในเมืองเพราะไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าย้ายมาอยู่ที่นี่ บนเขานี้จึงเป็นทำเลที่ดีมาก เพราะห่างจากผู้คน แต่ใกล้เมืองพอที่จะซื้ออาหาร และข้าวของได้สะดวก นับเป็นที่ที่สงบมาก และนางมารีได้เสียชีวิตที่นี่ ซึ่งจอห์นได้ฝั่งร่างของนางไว้ใต้บ้านนี้  เดินชมสถานที่ไม่นานก็ได้เวลาจะต้องไป เอฟเฟซุส 

อฟเฟซุส ผมอ่านจากหนังสือ สามสายธารฯ ที่เธอแนะนำผมอยากใช้เวลาตรงนี้ให้นาน จะเป็นไปได้เหรอ ในเมื่อเรามาถึงที่นี่เกือบห้าโมงเย็นแล้ว จะเดินชมได้นานสักกี่นาที  และต้องรีบๆทำเวลาไม่ให้ค่ำ มากับทัวร์ก็ต้องยอมรับ

นครเอเฟซุส ก่อเกิดแต่ก่อนยุคคริสตกาล เติบโตในยุคของกรีกรุ่งเรืองในยุคโรมันสมัยจักรพรรดิออกุสตุส ซีซาร์ (Augustus Caesar) ผู้มีชัยเหนือมาร์กุส อันโตนิอุส (Marcus Antonius) หรือที่รู้จักกันในนามมาร์ก แอนโทนี (Marc Antony) ชู้รักของพระนางคลีโอพัตรา (Clopatra) และได้สถาปนาให้เป็นเมืองหลวงของเขตการปกครองในเอเซีย เอเฟซุสยิ่งใหญ่และงดงามจนกระทั่งจารในจารึกว่า “มหานครแห่งแรกและยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเซีย”

•    ชื่อเมืองเอเฟซุสไม่ปรากฎที่มาแน่ชัด แต่สันนิษฐานว่ามาจากคำ “Apapas” ซึ่งเป็นชื่อเมืองหนึ่งในอนาโตเลียตอนกลางที่ฮินไตต์สร้าง การสร้างเมืองเอเฟซุสไม่มีที่มาระบุแน่ชัด มีตำนานเล่าขานมาว่า นักรบหญิงเผ่าอะเมซอนสร้างเมืองในช่วงศตวรรษที่ 14 ก่อนคริสตกาล และอีกตำนานกล่าวว่า ชายหนุ่มชื่อว่า อันโดรคลุส (Androclus) ลูกชายของโคดรุส (Codrus) แห่งเอเธนส์เป็นผู้สร้างเมือง โดยต้องการอพยพมายังดินแดนอนาโตเลีย จึงนำความไปปรึกษาคนทรงเทพเจ้าอะพอลโล ซึ่งทำนายว่า หมูป่าและปลาจะบอกสถานที่นั้นให้แก่อันโดรคลุส จึงพาทหารของเขาออกเดินทาง ขณะจุดไฟย่างปลาก็มีหมูป่าตัวหนึ่งโผล่จากพุ่มไม้ เมื่อเห็นดังนั้น ก็นึกถึงคำทำนาย และควบม้าตามไป แล้วสังหารหมูป่านั้นเสีย สถานที่นั้นได้กลายเป็นเมืองเอเฟซุส ซึ่งตำนานนี้มีสลักไว้ที่วิหารฮาเดรียน (Harian Tapinagi หรือ Temple of Hadrian)

•    เอเฟซุสเป็นที่อยู่ของชาวไอออนเนียนในศตวรรษที่ 11 ก่อนคริสตกาล ก่อนคริสตกาล จากนั้นจึงตกเป็นของลิเดียน เปอร์เซีย และท้ายสุด กษัตริย์อเล็กซานเดอร์มหาราชเข้าครอบครอง เมื่อพระองคิ์สิ้นพระชนม์ ไลซิมาคุส ผู้เป็นทหารของพระองค์ได้ครองเมือง และเปลี่ยนชื่อเมืองเป็น Arsinoe ตามชื่อภรรยา

      เมืองเอเฟซุส เป็นเมืองโบราณที่มีการบำรุงรักษาไว้เป็นอย่างดีที่สุดเมืองหนึ่ง ในอดีตเป็นเมืองที่รุ่งเรืองและมั่งคั่งที่สุดในเเถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และรุ่งเรืองถึงขีดสุดอีกครั้งภายใต้การปกครองของโรมันสิ่งก่อสร้างที่คงเหลือให้ได้ชมในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มีอายุนับแต่สมัยจักรพรรดิออกุสตุส ราวศตวรรษที่ 11 เป็นต้นมา และล้วนเป็นศิลปะแบบเฮเลนนิสติก ที่มีความอ่อนหวาน และฝีมือประณีต ภายในอาณาเขตอันกว้างใหญ่ที่สำคัญ อาทิ โรงอาบน้ำ และโรงละครโบราณที่สามารถจุผู้ชมได้ถึง 25,000 คน หอสมุดเซลซุสที่เหลือเฉพาะด้านหน้า จุดบูชาเทพเจ้าและอีกมากมาย ฯลฯ

ห้องอาบน้ำแห่งสเตทอะโกร่า

แนวเสาระเบียงแห่งจักรพรรดิ

แนวเสาระเบียงแห่งจักรพรรดิ

โอเดียน

ใช้เป็นที่ประชุมสภาพลเรือน การแสดงดนตรี และละคร จุคนได้ประมาณ 1,400 คน สร้างขึ้นโดย วีเดียส อันโทนุส ในศตวรรษที่ 2

อนุเสาวรีย์เมมมุส

อนุสาวรีย์เมมมุส ถูกสร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิ ออกุสเตียน ช่วง 50-30 ปีก่อนคริสตกาล 

เสาโรเดียนและพรายเทนุ่ม

เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่เทพ อาธมิส สร้างโดยจักรพรรดิออกุสตุส

 

 มุ่งตรงไปยังถนนฮาเบอร์

 ที่มาของเครื่องหมายกระทรวงสาธารณสุขอยู่ที่นี่

เทพีแห่งชัยชนะ

 น้ำพุไทรอานี่ 

          น้ำพุไทรอานี่สร้างโดย ทิเบอรุส คลอเดียส อะริสทัน ระหว่างปี คศ.101-114 เพื่อเป็นเกียรติแด่เทพอาธิมิส และจักรพรรดิทราจัน โดยโครงสร้างเป็นอาคารสองชั้น  สูง 9.5 เมตร 

น้ำพุไทรอานี่

ถนนฮาเบอร์ มุ่งสู่ห้องสมุด แห่งเซลซุล

มหาวิหารเฮเดรียน

 ซ่องโสเภณีในเมืองเอฟเฟสซุส

 เราเดินชมกันมาอย่างเร่งรีบจนกระทั่งมาถึงจุดที่นักท่องเที่ยวไม่พลาด เพราะนี้คือจุดไฮไลท์ ห้องสมุดเซลซุส

 ห้องสมุดเซลซุส : (The Library of Celsus) 
• ความเป็นมาของห้องสมุดเซลซุส เมืองเอเฟซุสมีตำนานกล่าวไว้ว่า ช่วงที่เซลซุสดำรงตำแหน่งเป็นข้าหลวงปกครองมณฑล ลูกชายของเขาต้องการที่จะสร้างอนุสาวรีย์ให้กับผู้เป็นพ่อ แต่ว่าสุดท้ายเปลี่ยนใจหันมาสร้างห้องสมุดให้แทน และเป็นห้องสมุดในสุดยอดงานสถาปัตยกรรมเลื่องชื่อในคริสต์ศตวรรษนั้น ที่โดดเด่นไปด้วยศิลปะแบบ “เฮลเลนนิสติก” อันเป็นยุคทองของงานศิลปะวิทยากรของกรีก
• ต่อมาห้องสมุดเซลซุสได้ถูกชาวกอธ (Goth) เผาทำลายในปี ค.ศ. 262 ทำให้บรรดาเอกสารและโครงสร้างอาคารที่เป็นไม้ทั้งหมดของห้องสมุดเซลซุสถูกทำลายหมดสิ้น แต่ว่าส่วนของอาคารด้านหน้าที่สร้างจากหินอ่อนไม่ได้ถูกทำลายไปด้วย ยังคงยืนหยัดเป็นมรดกแห่งความตกทอดสืบมาอีกหลายร้อยปี
• จนกระทั่งในศตวรรษที่ 10 เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเอเฟซุส ทำให้อาคารห้องสมุดด้านหน้าพังลงมา แต่ว่าชิ้นส่วนต่างๆ ของซากอาคารที่หักพังลงมายังคงอยู่เป็นส่วนใหญ่ และได้มีการบูรณะห้องสมุดเซลซุสขึ้นมาใหม่ในปี ค.ศ. 1970 
• ห้องสมุดแห่งนี้มีทางเข้า 3 ทาง โดยบริเวณประตูทางเข้ามีรูปแกะสลักเทพี 4 องค์ประดับอยู่ ได้แก่ เทพีแห่งปัญญา เทพีแห่งคุณธรรม เทพีแห่งความเฉลียวฉลาด และเทพีแห่งความรู้ รูปแกะสลักเทพีทั้ง 4 องค์นี้เป็นของจำลอง ส่วนของจริงนักโบราณคดีชาวออสเตรียได้นำกลับไปออสเตรีย และตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์กรุงเวียนนา ( ข้อมูลจาก http://www.oceansmile.com )

ห้องสมุดที่มีความยิ่งใหญ่ในอดีต

เส้นทางที่นำไปสู่โรงละคร 

เราเดินกันชมกันมาอย่างรวดเร็ว จะหยุดชมนานๆไม่ได้ เวลามันเร่งรัดเข้ามาทุกที เดินจนกระทั่งมาถึงโรงละครโรงใหญ่ที่อยู่เกือบสุดถนนฮาเบอร์

เราเดินมาจนกระทั่งถึงโรงละคร ซึ่งเหมือนกับสิ่งมหัศสจรรย์ที่เขาคิดสร้างขึ้นมาให้ชาวเมืองได้ชมความบันเทิง

      โรงละครเอเฟซุส จุคนได้ 30,000 คน เป็นโรงละครกลางแจ้งที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโรงละครโบราณในตุรกี มีลานแสดงตรงกลางแวดล้อมด้วยที่นั่งชมไล่ระดับขึ้นไป ปัจจุบันยังสามารถใช้งานได้ดีอยู่และมีการจัดการแสดงแสงสีเสียงบ้างเป็นครั้งคราว ( ข้อมูลจาก http://www.oceansmile.com )

หากย้อนเวลาไปได้ และได้ไปนั่งชมการแสดงคงจะตื่นเต้นเร้าใจในบรรยากาศ

      ในที่สุดของวันนี้ เหมือนเราได้เข้ามาอยู่ในดินแดนแห่งเทพนิยาย ดินแดนแห่งความฝัน ที่เราเคยได้เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ในตำรา เรามาสัมผัสได้ด้วยความเป็นจริง ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาทำให้เราได้เรียนรู้และได้พัฒนา มาจากรากฐานความรู้ที่คนในยุคสมัยนั้นศึกษาค้นคว้า ทั้งการแพทย์การก่อสร้างการบริหารรวมทั้งกลยุทธในการทำศึก ทำให้โลกเราก้าวหน้ามาจนทุกวันนี้

      วันนี้ผมอิ่มเอมใจที่ได้มาสัมผัสกับโบราณสถานที่อยู่ในตำรา มันเป็นความฝันที่ว่า ชีวิตนี้คงจะได้มาเห็นมาสัมผัสสักครั้ง

      คืนนี้ผมต้องหลับสบาย

      ขอบคุณครับที่เข้ามาชม โปรดติดตามตอนต่อไป

      __________________________________

โดย สำรวจฟ้า

 

กลับไปที่ www.oknation.net