วันที่ พฤหัสบดี พฤศจิกายน 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

กว่าจะเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพได้ ตาม Stage of Change Model


เล่าค้างไว้จากตอนที่แล้ว ว่ากว่าที่คนเราจะมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพนั้น อาจไม่ใช่พอรู้ว่าพฤติกรรมใดไม่ดีก็สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ในทันที แต่มักผ่านกระบวนการทางความคิด ผ่านการไตร่ตรองมาแล้วเป็นขั้นๆ และแต่ละขั้นก็มักใช้เวลาค่อนข้างนาน โดยที่การเปลี่ยนแปลงจากขั้นหนึ่งไปสู่อีกขั้นหนึ่งนั้นจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ สภาพจิตใจ ความพร้อม และแรงจูงใจของแต่ละคน

ทฤษฎีที่พูดถึงเรื่องนี้คือ Trans- Theoretical Model และเนื่องจากมีการแบ่งพฤติกรรมสุขภาพเป็นขั้นๆ เลยได้ชื่อว่าทฤษฎีขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม  Stage of Change Model  ด้วย โดยทฤษฎีนี้แบ่งขั้นตอนในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมออกเป็น 5 ขั้นค่ะ

สมมติว่า คุณ ก. ไม่เคยคิดจะออกกำลังกายเลย ไม่คิดว่าการออกกำลังกายจะเป็นเรื่องสำคัญ อย่างนี้ก็จัดได้ว่าคุณ ก. อยู่ในขั้นแรก คือขั้นก่อนการคิดและไตร่ตรอง หรือ Pre-Contemplation Stage

ต่อมาคุณ ก. ได้รับรู้ข้อมูลว่าการไม่ออกกำลังกายเกิดผลเสียอย่างไร หรือคุณ ก. อยากให้ตัวเองดูดีในสายตาคนอื่น ก็เริ่มคิดชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียของการออกกำลังกาย อย่างนี้ก็จัดคุณ ก. เข้าในขั้นการคิดและไตร่ตรอง  Contemplation Stage

ต่อมาคุณ ก. เริ่มมองหากิจกรรมออกกำลังกาย พร้อมที่จะให้กิจกรรมออกกำลังกาย เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน เริ่มซื้อรองเท้า หาเสื้อผ้าที่จะใช้เวลาออกกำลังกาย เริ่มเข้ายิมบ้างเป็นครั้งคราว อย่างนี้ก็จัดคุณ ก. เข้าในขั้นการเตรียมการหรือ  Preparation Stage ได้

และหากคุณ ก. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอไปได้ประมาณ 6 เดือน เราจะจัดคุณ ก. เข้าในขั้นลงมือปฏิบัติหรือ  Action Stage ได้แล้ว

ครั้นคุณ ก. ออกกำลังกายเกิน 6 เดือนขึ้นไป จึงจะสามารถจัดคุณ ก. เข้าในขั้นสูงสุดคือขั้นการคงรักษา ซึ่งก็คือขั้น  Maintenance Stage ได้ค่ะ

แต่อย่าเพิ่งดีใจไป เพราะถึงคุณ ก. จะถูกอยู่ในขั้นของการคงรักษา แต่คุณ ก.ก็สามารถถดถอย กลับไปอยู่ในขั้นต้นๆได้อีก เช่น มีเหตุจำเป็นเช่น ย้ายถิ่นที่อยู่ ทำให้ไม่สามารถเข้ายิมได้ตามปกติ หรือได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดีในการออกกำลังกาย เช่น บาดเจ็บ หรือออกกำลังกายแบบเดิมๆไปนานๆก็เริ่มไม่สนุก เบื่อหน่าย

ประสบการณ์ที่ดีในการออกกำลังกายเป็นเรื่องสำคัญค่ะ เพราะพบว่าคนที่ออกกำลังกายไม่ถึง 6 เดือน หรือก็คือคนที่จัดเข้าในขั้นปฏิบัติการนั้น เลือกที่จะเลิกไปมีมากถึง 50% เลยทีเดียว ซึ่งการหยุดออกกำลังกายนี้เกิดจากหลายๆสาเหตุค่ะ เช่น ออกกำลังกายหนักเกินไป เร่งรัดตนเอง อยากได้ผลเร็วเกินไป สุดท้ายทั้งกายและใจก็รับไม่ไหวบ้าง, ขาดผู้นำในการออกกำลังกายบ้าง, 

 

 

ไม่สามารถจูงใจตนเองให้รักษาการออกกำลังกายให้เป็นวิถีชีวิตได้บ้าง, ขาดเแรงสนับสนุนจากบุคคลรอบข้างบ้าง, ขาดความสะดวกในการเข้าถึง เช่น ยิมอยู่ไกลบ้าง, ขาดโปรแกรมออกกำลังกายที่ดีบ้าง. ขาดแคลนค่าใช้จ่ายบ้าง, ไม่มีเวลาพอบ้าง และ  ขาดการฝึกการตระหนักรู้ จนไม่มีการรับรู้ความสามารถของตนเองบ้าง

ซึ่งการรั บรู้ความสามารถของตนเองนี้มีความสำคัญไม่แพ้ประสบการณ์การออกกำลังกายเลยค่ะ เพราะหากการรับรู้ความสามารถของตนเองดี เราก็จะมีการเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพไปในทางที่ดี และการรับรู้ความสามารถของตนเองนี้ สำคัญจนถึงกับถูกจัดขึ้นเป็นทฤษฏีอีกทฤษฎีหนึ่งเลยทีเดียว

คราวหน้าจะเล่าถึงทฤษฎีนี้ หรือที่รู้จักในชื่อ Self Efficacy นะคะ

 

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net