วันที่ ศุกร์ พฤศจิกายน 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ผลของ Self Efficacy ที่มีต่อการออกกำลังกาย


การที่เราจะตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง การประเมินความสามารถของตนเองมีส่วนช่วยในการตัดสินใจมากค่ะ ว่าด้วยความสามารถของเราที่เรารับรู้ด้วยตนเองนั้น มากพอที่จะทำสิ่งนั้นๆได้หรือไม่ ถ้าประเมินแล้วพอจะทำได้ เราก็มักตัดสินใจทำสิ่งนั้นๆ

การออกกำลังกายก็เช่นกัน แต่การประเมินตนบางครั้งก็ไม่ใช่ถูกต้องนักค่ะ เพราะพบว่าเพศชายมักประเมินความสามารถตนเองสูงกว่าความเป็นจริง ในขณะที่เพศหญิง มักประเมินต่ำเข้าไว้

การประเมินหรือการรับรู้ความสามารถของตนเองในการออกกำลังกายนี้เป็นผลมาจากหลายๆสาเหตุค่ะ ทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเอง (Self Efficacy) อธิบายไว้ว่า เราจะรับรู้ความสามารถในการออกกำลังกายของเราเองได้จากปัจจัยต่างๆเหล่านี้

- ประวัติการออกกำลังกาย

ส่วนนี้สำคัญมากค่ะ เพราะเราเคยทำอย่างไร ก็รับรู้อย่างนั้น เช่น รับรู้ว่าเรามีความอดทนแค่ไหน มีความสามารถอย่างไร มีพละกำลังขนาดไหน เคยจูงใจตัวเองด้วยวิธีใด เหล่านี้ก็พอจะช่วยเราประเมินได้ว่าเมื่อเราอยากจะออกกำลังกายครั้งต่อไปหรือไม่ ถ้าประเมินแล้วชวนให้เราอยากออกกำลังกาย วิธีการออกกำลังกายที่เราเลือกจะทำนั้น ต่ำกว่าความสามารถที่เราเคยรับรู้ว่ามี หรือดูท้าทาย หรือน่าสนใจขนาดไหน และด้วยความสามารถที่เรามีอยู่ เรามีแนวโน้มว่าจะออกกำลังกายด้วยวิธีนั้นสำเร็จหรือไม่

- การได้เห็นตัวอย่างที่ดี

ถ้าเราได้เห็นคนที่มีลักษณะคล้ายๆเราประสบความสำเร็จในการออกกำลังกาย ก็สามารถช่วยให้เรารู้สึกว่าในเมื่อเขาทำได้ เราเองก็น่าจะทำได้ด้วย ซึ่งก็คือเพิ่มการรับรู้ความสามารถในการออกกำลังกายของตนเองนั่นเองค่ะ

- การชักชวน

การชักชวนจากบุคคลรอบข้างทั้งด้วยวาจา การให้ข้อมูล ให้กำลังใจ มีอิทธิพลต่อการรับรู้ความสามารถตนเองมากเช่นกันค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าผู้ที่ชักชวนหรือให้ข้อมูล เป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง หรือแหล่งข้อมูลนั้นๆน่าเชื่อถือ

- สภาวะทางร่างกาย

เช่น ถ้าร่างกายอ่อนแอ เหนื่อย ล้า เราก็จะไม่ค่อยอยากออกกำลังกายเท่าไหร่ หรือถ้าฝืนใจทำ ก็อาจทำไม่สำเร็จ

- การประเมินความรู้สึกตนเอง

การเกิดความรู้สึกทั้งในด้านบวกและด้านลบต่อตนเอง ต่อการออกกำลังกาย สามารถทำให้เราออกกำลังกายสำเร็จหรือไม่สำเร็จได้ค่ะ เช่น เรารู้สึกว่ากลัวการกระโดดเพราะอาจเป็นอันตรายต่อหลัง เราก็จะไม่กล้ากระโดด หรือเรารู้สึกอึดอัดที่เป็นมือใหม่ในกลุ่มคนที่ชำนาญแล้วเราก็จะไม่อยากออกกำลังกายในที่นั้นๆ หรือกลัวว่าถ้าทำไม่สำเร็จแล้วคนรักจะผิดหวัง เราก็อาจหาวิธีหลบเลี่ยง

เมื่อมีความรู้สึกในด้านลบอย่างนี้ เราก็จะรับรู้ความสามารถของตนเองอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งตรงข้ามกับการประเมินความรู้สึกในด้านบวก

- ความยึดมั่นในความเชื่อ

พอเราเชื่อและมีความรู้สึกตามที่เล่ามาในข้างต้นและยึดมั่นอยู่อย่างนั้น ใครจะให้เหตุผลอย่างไรก็ไม่เปลี่ยนความเชื่อ ก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เราไม่อยากออกกำลังกาย ไม่อยากทดสอบความสามารถตนเอง อันนำไปสู่การรับรู้ความสามารถที่ไม่ถูกต้องได้เช่นกันค่ะ

ปัจจัยเหล่านี้จะมีผลต่อการเลือกกิจกรรมสำหรับการออกกำลังกาย คือเรารับรู้ว่ามีความสามารถแค่ไหนก็เลือกกิจกรรมออกกำลังกายแค่นั้น แต่การรับรู้ความสามารถตนเองนี้ก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ค่ะ เช่น อยากทำกิจกรมหนึ่งที่คิดว่าตนคงไม่สามารถทำได้ หรือถ้าจะทำได้ก็คงยากมากๆ แต่พอได้ลองทำเข้าจริงๆแล้วก็กลับทำได้ ก็จะรับรู้ว่าตนมีความสามารถมากกว่าที่คิดว่าตนมี และเพราะการรับรู้นี้ เลยทำให้เลือกที่จะทำกิจกรรมใหม่ๆที่ใช้ความสามารถในระดับเดียวกันกับที่ตนรับรู้ใหม่นี้

การรับรู้ความสามารถของตนเอง กับการเลือกกิจกรรมตามความสามารถที่ตนรับรู้ เลยหมุนและหนุนกันจนเป็นวงกลม

ทั้งหมดที่เรามาในสองบันทึกก่อนหน้า ( ทฤษฎีแบบแผนความเชื่อเรื่องสุขภาพ และ ทฤษฏีขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม) และบันทึกนี้ ก็คือการอธิบายพฤติกรรมและการตัดสินใจของบุคคลเกี่ยวกับการออกกำลังกายค่ะ ทำให้เรารู้ว่า ทำไมบางคนจึงไม่อยากออกกำลังกาย ไม่เห็นความสำคัญของการออกกำลังกาย หรือทำไมบางคนแม้ว่าจะเห็นความสำคัญแล้วแต่ก็ยังไม่เริ่มต้นออกกำลังกาย ทำไมบางคนจึงออกกำลังกายเป็นพักๆ  ทำไมบางคนจึงออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง จนการออกกำลังกายกลายเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชิวต

เพื่อที่จะเข้าใจเขา เห็นใจเขา สนับสนุนเขา เท่าที่เราจะทำได้นั่นเองค่ะ ซึ่งในเรื่องนี้ คราวหน้าจะมาเล่าต่อนะคะ

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net