วันที่ อาทิตย์ พฤศจิกายน 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไม่มีใครต่างจากใคร ในทฤษฏีพฤติกรรมสุขภาพ


ได้เล่าถึง 3 ทฤษฎีพฤติกรรมสุขภาพไปแล้ว อาจมีข้อสงสัยว่า จะออกกำลังกาย หรือจะชวนใครสักคนออกกำลังกาย ทำไมต้องทราบถึงเรื่องเหล่านี้

ที่ราควรทราบก็เพื่อที่จะเข้าใจตัวเราเอง ว่าทำไมเราจึงมีพฤติกรรมสุขภาพอย่างที่เป็น ทำไมเราจึงไม่เปลี่ยนพฤติกรรม หรือทำไมเราจึงรักการออกกำลังกายเป็นอย่างมาก หรือเพื่อที่เข้าใจ เห็นใจเขา ไม่ท้อถอยในการสนับสนุนเขา และเพื่อจะทราบว่า การที่แต่ละคนมีพฤติกรรมตามที่เห็น กระทั่ง มีวิธีใดบ้างที่จะส่งเสริมให้มีการเริ่มต้น จูงใจให้ทำ จนให้ยึดมั่นการออกกำลังกายในที่สุดนั่นเองค่ะ

ในทฤษฎีแบบแผนความเชื่อเรื่องสุขภาพ (Health Belief Model) บอกเราว่าถ้าปัจจัยต่างๆที่รวมกันเข้ายังไม่สุกงอมพอ คนเราก็จะไม่เริ่มต้นพฤติกรรมสุขภาพ ไม่เริ่มต้นออกกำลังกาย ทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเอง (Self Efficacy) ทำให้เราเข้าใจว่าแม้เขาจะเริ่มต้นออกกำลังกายแล้ว อะไรทำให้เขารู้ความสามารถของตนเองจนมีความเชื่อมั่น อันทำให้ออกกำลังกายได้ตามโปรแกรมออกกำลังกายจนเป็นผลสำเร็จ ส่วนทฤษฎีขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (Stage of Change Model) แสดงสาระว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถออกกำลังกายได้อย่างสม่ำเสมอ

โดยในทฤษฏีขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม นอกจากจะแบ่งพฤติกรรมการออกกำลังกายเป็นขั้นๆตามที่เล่าไปแล้ว ยังบอกเราว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่ขั้นที่สูงกว่า ต้องอาศัยการตัดสินใจ สภาพจิตใจ ความพร้อม และ แรงจูงใจของแต่ละคน ต้องมีการรับรู้ความสามารถของตนเอง ต้องมีสมดุลการตัดสินใจ ชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสีย ซึ่งก็คือ ทฤษฎีนี้ใช้ทั้งสองทฤษฎีข้างต้นมาเป็นองค์ประกอบด้วย

ลองพิจารณาดูนะคะ ว่าทั้ง 3 ทฤษฎี อธิบายพฤติกรรมสุขภาพของบุคคลเหล่านี้ได้อย่างไรบ้าง

คุณ ก. อายุ 40 ปี มีลูกเล็กๆ 2 คน ตอนกลางคืนพอลูกๆหลับเขาก็มักออกไปสังสรรค์กับเพื่อน หรือไม่ก็ดูซีดี มักเข้านอนตอนตีสองหรือกว่านั้น เนื่องจากเป็นเจ้าของกิจการเขาจึงสามารถตื่นสายได้ คุณ ก. ไม่ออกกำลังกาย

วันหนึ่งเขาลองวิ่งในสวนสาธารณะ ปรากฏว่าวิ่งไปได้สัก 400 เมตร ก็เหนื่อย หอบจนต้องทรุดตัวลงนั่ง คุณ ก. ตกใจ ว่าทำไมจึงอ่อนแอได้ขนาดนี้ ทั้งๆที่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย เขาเคยเป็นนักกีฬาฟุตบอลของคณะ

คุณ ก. คิดถึงลูกๆที่ยังเล็ก ว่าถ้าเขาเป็นอะไรไป ลูกๆจะเป็นอยู่อย่างไร เขาจึงเริ่มต้นออกกำลังกายในวันต่อมา

ซึ่งก็คือปัจจัยทั้งหมดในทฤษฎีแบบแผนความเชื่อเรื่องสุขภาพ ( รู้ความรุนแรงของภัย, รู้ผลของการที่ร่างกายอ่อนแอ, รู้ข้อมูลสุขภาพหรือได้รับการบอกเล่า และ ชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสีย) สุกงอมจนส่งผล คุณ ก. จึงเริ่มต้นออกกำลังกาย และประสบการณ์เดิมตามทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเองทำให้ คุณ ก. ทราบว่าเขาทำอะไรได้บ้าง เขาเชื่อว่าเขาทำได้ เมื่อเชื่อว่าทำได้ คุณ ก.ก็จะมีความพยายามจนทำได้ในที่สุด

คุณ ข. เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดส่วนปลายอุดตัน แม้จะทราบว่าการออกกำลังกายสามารถช่วยให้ฟื้นตัวได้ แพทย์ได้แนะนำอัตราการเต้นหัวใจสูงสุดในขณะออกกำลังกายให้ คือการที่สามารถออกกำลังกายให้หัวใจเต้นได้ไม่เกินกี่ครั้งต่อนาทีในขณะทำกิจกรรม แต่คุณ ข. ก็ยังไม่มีพฤติกรรมออกกำลังกาย

ซึ่งอาจจะเป็นเพราะลูกๆคุณ ข. โตกันหมดแล้ว ต่างมีงานทำกันแล้ว คุณ ข. จึงไม่มีความกังวลในเรื่องลูกๆ และคงเป็นเพราะลูกๆต่างก็แยกย้ายกันไปสร้างครอบครัวของตนเองประกอบกับภรรยาคุณ ข. ก็ทำงานในอีกจังหวัดหนึ่ง คุณ ข. จึงค่อนข้างขาดแรงจูงใจในการที่จะดูแลตัวเองเพื่อคนในครอบครัว จึงเห็นว่าความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น ก็เกิดแต่กับตนเองเพียงลำพัง (ไม่เห็นผลกระทบที่ร้ายแรงจากโรคภัยที่เป็นอยู่) อีกทั้งมักรู้สึกอ่อนเพลีย (การรับรู้ภาวะทางกาย) จึงทำให้เชื่อว่าเขาคงไม่สามารถทำอะไรได้ถ้าร่างกายเป็นอย่างนี้ (การประเมินความรู้สึกตนเอง) อีกทั้งเวลาเดินมากๆ คุณ ข. จะปวดขามาก จึงไม่ใคร่อยากเดินหรือออกกำลังกายด้วยวิธีอื่นๆ ด้วยเหตุผลต่างๆ (ชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสีย)คุณ ข. จึงยังไม่เริ่มต้นออกกำลังกาย

ทฤษฎีต่างๆเหล่านี้ทำให้เราเข้าใจความรู้สึกและพฤติกรรมของแต่ละคน ไม่ตัดสินเขาด้วยคำตำหนิ ไม่สงสัยว่าทำไมเขาจึงไม่เห็นภัยของโรคจนไม่เริ่มต้นดูแลตนเอง จนตัวเราเองอาจละเลยความรู้สึกของเขาหรือไม่ใส่ใจอาการโรคของเขาตามมา

เพราะยิ่งตำหนิ ยิ่งไม่ใส่ใจ สถานการณ์สุขภาพของเขาก็จะยิ่งเลวร้าย

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพเป็นเรื่องซับซ้อนมากค่ะ

ขอเล่าต่อในคราวหน้านะคะ

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net