วันที่ อังคาร พฤศจิกายน 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จากปราสาทเขมร สู่ ความเป็นปรางค์ไทย (๑) การเปลี่ยนแปลงบันแถลง


จากปราสาทเขมร สู่ ความเป็นปรางค์ไทย (๑)

“บันแถลง” หน้าซุ้มบัญชร : คติพุทธเถรวาทครั้งแรก

ที่ปรากฏในปราสาทขอมแบบละโว้

.

.

          ภาพถ่ายเก่าภาพหนึ่ง ที่ประกาศขายอยู่ในเพจ www.periodpaper.com แสดงภาพปราสาท – ปรางค์ก่ออิฐ มีลวดลายปูนปั้นประดับที่ยังคงความสมบูรณ์อยู่มาก อธิบายว่าเป็นภาพของวัดหน้าพระเมรุ กรุงศรีอยุธยา

.

.

            แต่ปราสาทหรือปรางค์ในภาพถ่ายเก่านั้น มีลวดลายอันเป็นจุดเด่นสำคัญ ตรงที่ชุดของ “ลวดบัวรัดเกล้า” ซึ่งตามปกติแล้วชั้นของลวดบัวที่รับหน้ากระดานจะนิยมทำเป็นเถาใบไม้หรือกลับบัวหงาย แต่ในภาพเก่านี้ ทำเป็นรูป “หงส์เหิน” (กางปีกบิน) ใต้หน้ากระดานที่เป็นลายประจำยาม หรือที่เรียกว่าลายดอกซีกดอกซ้อนหรือดอกไม้ต่อเนื่อง

.

           จึงต้องค้นหาภาพมาเปรียบเทียบ เพื่อให้ชัดเจนว่าเป็นปราสาท – ปรางค์ที่ไหนกันแน่ เพราะคงไม่มีปรางค์แบบนี้ที่วัดหน้าพระเมรุอย่างแน่นอน โดยใช้ลวดลายปูนปั้นหงส์เหิน อันเป็นลักษณะเด่นที่ไม่เคยปรากฏในงานปูนปั้นประดับปราสาทหรือปรางค์ใด ๆ ในเขตกรุงศรีอยุธยา แต่พบได้ในงานปูนปั้นประดับบัวเชิงเสาซุ้มประตูของพระปรางค์วัดมหาธาตุลพบุรีเป็นแนวทางแรก

.

           แต่ปราสาทหรือปรางค์หลังนี้ ก็ไม่ได้อยู่ในวัดมหาธาตุ ลพบุรี

.

           แต่เมื่อมาพิจารณาลวดลายปูนปั้นประดับที่เหลืออยู่ของปรางค์หลังเดี่ยวใน “วัดนครโกษา” ก็พบว่า มีลักษณะตรงกันกับปรางค์ปราสาทก่ออิฐในภาพถ่ายเก่านั้นทุกประการ และเมื่อนำภาพถ่ายใหม่ฝั่งทิศใต้ขององค์ปรางค์ มาเปรียบเทียบ (ตามรูปที่โพสมาเลยครับ) ก็เห็นว่าเป็นมุมเดียวกัน ถึงแม้ว่าปูนปั้นประดับหลายชิ้นจะหลุดหายไป แต่ลวดลายหงส์เหินที่คุ้นเคยบนชั้นรัดเกล้า ก็ยังคงปรากฏให้เห็นอยู่เกือบสมบูรณ์

.

.

            จึงสรุปได้อย่างชัดเจนว่า ภาพถ่ายเก่านั้น ก็คือภาพของพระปรางค์วัดนครโกษา ในตัวเมืองเก่าลพบุรี นั่นเองครับ

.

.

                แต่ความสำคัญของเรื่อง ก็คงไม่ได้อยู่แค่เพียงว่ารูปถ่ายเก่านี้คือที่ไหน เพราะด้วยรายละเอียดหลายอย่างจากภาพถ่ายเก่านั้น แสดงให้เห็นว่า บนชั้นเชิงบาตรของเรือนยอดพระปรางค์ เคยมีเครื่องประดับบนหรือ “เครื่องบน” ทั้งนาคปักและบันแถลง ประดับอยู่ แต่ไม่ใช่เป็นเครื่องบนแบบกลีบขนุนของปรางค์แบบไทยในยุคแรก แต่เป็นเครื่องบนตามแบบแผนของปราสาทเขมรในช่วงยุคสุดท้าย

.

          ในรูปแบบศิลปะของการประดับปราสาทเขมร “บันแถลง” เป็นส่วนประดับ รูปทรงเป็นแผ่นยอดสอบแหลม คล้ายหน้ากระจัง ปักไว้ตรงกลางชั้นเชิงบาตรบริเวณหน้าซุ้มประตูจำลองที่เรียกว่า “ซุ้มบัญชร” หรือ “ซุ้มวิมาน” ทั้ง 4 ด้าน (ทิศ) ของส่วนเรือนยอดปราสาททรงลดหลั่นที่เรียกว่า ทรง “ศิขระ”

.

              ซึ่งตามปกติแล้ว ปราสาทแบบเขมรทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นฮินดูหรือมหายาน – วัชรยาน บันแถลงจะสลักขึ้นจากหินทรายเป็นรูปของเทพประจำทิศ (ทิศปาลกะ) ทั้งสิ้น โดยทิศเหนือจะสลักเป็นรูปพระกุเวรทรงสิงห์ ทิศใต้สลักเป็นพระยมทรงกระบือ ทิศตะวันออกสลักเป็นพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ส่วนทิศตะวันตกสลักเป็นรูปพระวรุณทรงหงส์

.

.

             สำหรับนาคปักหรือเครื่องบน ที่ประดับอยู่ตรงยอดเชิงบาตรของมุมเพิ่มแต่ละชั้น ในยุคแรก ๆ ของศิลปะการประดับแบบปราสาทเขมร นิยมทำเป็นรูป “ปราสาทจำลอง” ต่อมาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 จึงเริ่มปรับเปลี่ยนเป็นรูปต่าง ๆ อย่างรูปนาค 3 เศียร 5 เศียร ที่เรียกว่า “นาคปัก” นิยมประดับมุมใหญ่สุดหรือมุมหลักของเรือนยอด อีกทั้งยังทำเป็นรูปบุคคลถือกระบองอาวุธ ที่หมายถึงเทพเจ้าผู้คุ้มครองหรือทวารบาล รูปนักบวชฤๅษี และรูปนางอัสรา ดังตัวอย่างเครื่องบนของปราสาทสามยอด (พระปรางค์สามยอด) ที่สร้างในยุคจักรวรรดิบายน ช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 (ภาพตามโพสครับ)

.

          แต่เครื่องบนในภาพถ่ายเก่าและร่องรอยที่คงเหลืออยู่ของปรางค์วัดนครโกษา แสดงให้เห็นว่าตัวปรางค์นั้น ยังคงใช้เครื่องบนตามรูปแบบงานประดับปราสาทเขมร แต่กลับมีการปรับเปลี่ยนศิลปะตาม “คติความเชื่อ” จากแบบบายน (ฮินดู – วัชรยาน) มาเป็นคติเถรวาทลังกา ที่เริ่มมีอิทธิพลเข้ามาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18

.

           ปรางค์วัดนครโกษา จึงเป็นตัวอย่างอันดีที่อสดงถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงจากปราสาทมาสู่ปรางค์ในช่วงแรก ที่ยังไม่ได้มีการเอาบันแถลงแบบงานประดับปราสาทเขมรออก แต่ก็ไม่ได้ใช้รูปเทพประจำทิศแบบเก่า เปลี่ยนมาทำเป็นปูนปั้นรูป “พระพุทธเจ้า (สมณโคดม)” ปางมารวิชัยบนฐานที่มีรูปยักษ์แคระแบก โดยมีพระอัครสาวกแสดงการวันทาสาธุการ ขนาบอยู่ด้านข้าง

.

          ส่วนเครื่องบนหรือนาคปักนั้น ยังคงปั้นรูปของเทพเจ้าถืออาวุธในซุ้มเรือนแก้วตามความหมายของเทวดาอารักษ์ โดยที่มุมหลักของชั้นเชิงบาตรตรงส่วนที่ตรงขึ้นมาจากเรือนธาตุ ได้นำเอารูปครุฑยุคนาค มาแทนที่รูปหัวนาคปัก 5 เศียรแบบเขมรเดิมในเชิงบาตรชั้นแรก และยังมีการปั้นปูนปั้นคล้ายพระพุทธเจ้าประทับยืน บนมุมหลักของเชิงบาตรชั้นที่สอง ตามมุมรองปรากฏเป็นรูปของนางฟ้าบนสวรรค์แสดงอัญชลี

.

            ซึ่งรูปแบบของการจัดวางเครื่อง (ประดับ) บนวิมานปราสาทนี้ ยังคงรักษาแบบแผนนาคปักตามแบบศิลปะการประดับปราสาทเขมร แต่ปรับเปลี่ยนคติมาเป็นเถรวาท ในยุคแรก ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 19 ก่อนปรับเปลี่ยนเครื่องบนทั้งหมดให้กลายเป็น “กลีบขนุน” แบบปรางค์ไทย ในช่วงเวลาต่อมา ครับ

.

.

*** สถาปัตยกรรมของปรางค์วัดนครโกษา หากมีสภาพสมบูรณ์ จะมีลักษณะแบบเดียวกันกับปราสาทหลังเล็ก ทางทิศใต้ของปรางค์ประธานวัดมหาธาตุลพบุรี ที่สร้างขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน นั่นคือ ยังคงรักษาลักษณะของการเรียงชั้นวิมานแบบลดหลั่น ขึ้นไป 5 ชั้น จบที่บัวกลุ่มยอดปราสาท (หรือจอมโมฬี ตามชื่อเรียกแบบปรางค์) แต่ละชั้นเชิงบาตรจะมีมุมหลักของเรือนธาตุใหญ่ ประดับด้วยนาคปักหรือบัวกาบขนุน มีมุมเพิ่มย่อยตามการเพิ่มมุมของตัวเรือนธาตุ มุมเพิ่มด้านนอกสุดเป็นซุ้มวิมานหรือซุ้มบัญชร ทั้ง 4 ด้าน

.

.

           ในปราสาทเขมรแบบลุ่มเจ้าพระยา (ภาคกลางประเทศไทยในปัจจุบัน) ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 18 จะมีลักษณะเด่นของชั้นเชิงบาตรชั้นแรกที่เรียกว่ารัดเกล้า แยกเป็นชั้นขึ้นไปทั้งมุมแนวระนาบ ไม่มีซุ้มบัญชรต่อขึ้นไปจากหน้าบันชั้นซ้อนแบบปราสาทเขมรในเขตเขมรล่าง ดังตัวอย่างที่ปราสาทสามบอด (ปรางค์สามยอด) ครับ

.

.

           *** “บันแถลง” ที่เหลืออีกชิ้นหนึ่งของปรางค์วัดนครโกษา (?) ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสมเด็จพระนารายณ์ ปั้นปูนเป็นรูปพระสมณโคดมพุทธเจ้าปางมารวิชัย ประทับนั่งบนฐานที่มียักษ์แบก แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของคติแบบเถรวาทลังกาวงศ์ ที่นิยมการใช้รูปยักษ์แคระแบก (ผู้ปวารณาตนเพื่อชดใช้กรรม) ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 19 – ต้นพุทธศตวรรษที่ 20 ได้อย่างชัดเจน

.

.

          คติเถรวาทลังกาวงศ์ ที่ส่งอิทธิพลสู่ลวะปุระหรือละโว้ ในช่วงหลังอำนาจของจักรวรรดิบายน ได้ปรับเปลี่ยนปูนปั้นประดับปรางค์ - ปราสาท วัดพระศรีรัตนมหาธาตุลพบุรี ที่น่าจะสร้างขึ้นใหม่จากปราสาทหลังเดิม (แบบนครวัด – มีมณฑปเชื่อมอันตราละ) มาใช้ศิลปะทางความเชื่อตามคติเถรวาทลังกา ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ดังปรากฏภาพปูนปั้นแสดงเรื่องราวพุทธประวัติ ตอน “แสดงธรรมโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์” ที่หน้าบันชั้นซ้อน ซุ้มประตูฝั่งทิศใต้ ของตัวเรือนธาตุปรางค์ประธานวัดมหาธาตุ ลพบุรี (ภาพถ่ายเก่าของอาจารย์ประยูร อุลุชาฎะ – น ณ ปากน้ำ)

.

.

.

           ซึ่งรูปแบบของปรางค์ประธานวัดมหาธาตุ และปรางค์วัดนครโกษานี้ ล้วนแสดงว่า ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 – ราวต้นพุทธศตวรรษที่ 20 นั้น รูปแบบของปรางค์เถรวาทในกลุ่มขอมลุ่มน้ำเจ้าพระยา (สุวรรณปุระ) – ลพบุรี (ลวะปุระ อโยธยา) ยังคงนิยมสร้างตามรูปแบบปราสาทเขมร ยังไม่ได้คลี่คลายปรับเปลี่ยนไปสู่ความเป็นปรางค์ไทยทรงฝักข้าวโพดแต่อย่างใด ครับ

.

ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในคูหาเรือนธาตุ ปรางค์วัดนครโกษา   เป็นภาพอดีตพุทธกับอัครสาวก 
ฉาบผิวผนังก่ออิฐด้วยดินดิบขัดผิวไม่เรียบสม่ำเสมอกัน แล้วเขียนสีลงบนผิวดิน (ปัจจุบันไม่มีเหลือแล้ว)

.

โดย ศุภศรุต

 

กลับไปที่ www.oknation.net