วันที่ อังคาร พฤศจิกายน 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จากปราสาทเขมร สู่ ความเป็นปรางค์ไทย (๒) การเปลี่ยนรูป “เครื่องปัก” เป็น กลีบขนุน


จากปราสาทเขมร สู่ ความเป็นปรางค์ไทย (๒)

การเปลี่ยนรูป “เครื่องปัก” มาเป็น “บัวกลีบขนุน”

.

.

             ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 19 เป็นช่วงเวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงของราสาทแบบเขมรในคติฮินดู - วัชรยาน มาสู่ความเป็นปรางค์ (เจดีย์ - เจติยะทรงปราสาท)ในพุทธศาสนาเถรวาท ทั้งรายละเอียดของรูปแบบสถาปัตยกรรมและคติความเชื่อที่กำกับรูปลักษณ์ เป็นครั้งแรก

.

             ในส่วนเมืองลวะปุระ – ละโว้ ถึงแม้ว่า สถาปัตยกรรมของอาคารปราสาท จะยังคงรักษาลักษณะของรูปแบบปราสาทเขมร ทั้งการเรียงชั้นวิมานแบบลดหลั่น (ทรงศิขระวิมาน) ขึ้นไป 5 ชั้น จบที่บัวกลุ่มยอดปราสาท – นภศูล หรือ “จอมโมฬี” ตามชื่อเรียกแบบปรางค์ ซึ่งกลุ่มบัวก็อาจกลายเป็นผลซี่มะเฟือง แต่ละชั้นเชิงบาตรยังคงประดับประดาด้วยเครื่องปักหรือบัวกาบขนุนรูปบุคคล มีซุ้มบัญชร ทั้ง 4 ด้าน วางปักบันแถลงที่หน้าซุ้ม

.

                แต่อิทธิพลความศรัทธาในพุทธศาสนาสายเถรวาทลังกาในยุคแรก ก็ได้ปรับเปลี่ยนเรื่องราวภาพสลักหรือปั้นปูน จากเทพเจ้าประจำทิศมาเป็นรูปพระพุทธเจ้าสมณโคดมที่บันแถลง ส่วนเครื่องปักประดับก็ยังคงรักษาศิลปะของเหล่าเทพยดา นางฟ้า และทวารบาล (ยักษ์) ตามแบบศิลปะเขมรในยุคก่อนหน้าไว้ โดยตัดรูปนักบวชฤๅษีออกไปทั้งหมด

.

              แต่ที่อโยธยา – อยุธยา ในช่วงกลางถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 19 ถึงแม้ว่ารูปแบบของอาคารหลัก จะยังคงรักษารูปแบบตามปราสาทเขมร แต่การจัดชั้นเชิงบาตรนั้น ก็บีบรัดเข้าจนทรงชะลูดสูง ท้องไม้ระหว่างเชิงบาตรเว้นห่าง กลุ่มลวดบัวหน้ากระดานแคบเข้าจนชิดผนังท้องไม้ของเชิงบาตรมากกว่าปราสาทเขมรแบบเดิม แต่ยังคงรักษาความถี่ของการเพิ่มมุม เช่นเดียวกับปราสาทแบบเขมร (มุม 12 ไม่นับมุมซุ้มบัญชร) ลดขนาดของมุมหลักเรือนธาตุลง (ที่ต่อมุมขึ้นมาจากฐานเรือนธาตุโดยตรง) จนมีขนาดเกือบเท่ากับมุมย่อย

.

.

          อิทธิพลของคติพุทธศาสนาแบบเถรวาทลังกาในกรุงศรีอยุธยา อาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความเป็นปราสาทมาเป็นปรางค์มากกว่าในกลุ่มละโว้ ดังตัวอย่างที่ “ปรางค์วัดส้ม” ทางใต้ของเกาะเมืองริมคลองท่อ และปรางค์บริวารในวัดมหาธาตุ ที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปทรงจนชะลูด สูงขึ้น ไม่อ้วนป้อมหรือเป็นทรงพุ่ม แต่ ก็ยังไม่เป็นทรง “ฝักข้าวโพด” ในทันที เพราะยังวางองค์ประกอบของเชิงบาตรตามแบบปราสาทเขมรอยู่อย่างครบถ้วน

.

.

          “บันแถลง” และ “บัวกลีบขนุน” ที่ประดับบนเชิงบาตรของปรางค์ยุคแรกที่อยุธยา ก็ยังคงรักษารูปแบบงานประดับปราสาทเขมรไว้อย่างครบถ้วน แต่ก็มีเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์และคติความเชื่อไปจากเดิม โดยไม่มีรูปบุคคลประดับตามแบบเขมรขึ้นเป็นครั้งแรก

.

           นั่นก็คือ การเกิดขึ้นของปรางค์แบบพุทธเถรวาท ในช่วงรอยต่อของปราสาทเขมร ไงครับ

.

              ในงานศิลปะของบันแถลงและกลีบขนุนที่วัดส้มและปรางค์ราย วัดมหาธาตุ ทำเป็นแผ่นรูปทรง “กลีบบัว” ฐานทำเป็นกลีบบัวหงาย พื้นหน้าไม่มีลวดลาย ขอบทำเป็นซุ้มเรือนแก้วใบกระหนก ท้องเป็นกรอบสามเหลี่ยมทรงจอมแห มีดอกไม้ 4 กลีบครึ่งดอกอยู่ภายใน

.

.

              และเมื่อลองจับรูปประติมากรรมของกลีบขนุนประดับเชิงบาตร จากแท่งโค้ง คลี่กางออกมาเป็นเส้นตรงแบบหน้ากระดานแล้ว ก็จะพบว่า มีลักษณะแบบเดียวกับบันแถลง คือเป็นรูปของ “กลีบบัว” ซึ่งแม้ว่าทั้งบันแถลงและ (บัว) กลีบขนุน นั้น จะไม่มีส่วนที่เรียกว่า “เอวเว้า” แต่ก็เป็นรูปลักษณ์ทางศิลปะของ “ใบเสมา” ทรงกลีบบัว (ที่ภายหลัง สันกลางของกลีบ ได้พัฒนากลายเป็นเส้นลายหรือสันที่เรียกว่า “หน้าอกเสมา”หรือ “อกเลา”ครับ)

.

.

           จากเทพประจำทิศและเทวดา – ยักษ์ผู้ปกป้อง ตามแบบแผนเดิมของปราสาทเขมรและปรางค์ละโว้ บนบัวกลีบขนุนและบันแถลงของปรางค์เริ่มแรกที่อยุธยาได้ปรับความหมายและรูปศิลปะมาเป็น “ใบเสมา” ตามคติเถรวาทลังกา ในความหมายใหม่ อันหมายถึง เขตแดนหรือปริมณฑลอันศักดิ์สิทธิ์ ของพระพุทธเจ้าและอดีตพระพุทธเจ้าบนสรวงสวรรค์ เป็นชั้น ๆ (ที่ยังคงเป็นรูปเป็นวิมานศิขระ ตามแบบปราสาทเขมร) หรือ “เขาพระสุเมรุ” ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 19

.

              ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบปราสาทมาเป็นปรางค์แบบไทยในคติเถรวาท “ทรงฝักข้าวโพด” อย่างสมบูรณ์ ในช่วงต้นศตวรรษต่อมา ครับ

.

.

 

ปรางค์วัดลังกา อยุธยา จัดเป็นปรางค์ไทยยุคแรก มีประติมากรรมปูนปั้น  ทวารบาลเป็นรูปยักษ์ถือกระบอง

บนชั้นเชิงบาตรเหนือชุดลวดบัวรัดเกล้า  รูปทรงปรางค์โดยรวมยังไม่สูงชะลูดสูงเป็นทรงฝักข้าวโพด 

 

.

โดย ศุภศรุต

 

กลับไปที่ www.oknation.net