วันที่ อังคาร พฤศจิกายน 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จากปราสาทเขมร สู่ ความเป็นปรางค์ไทย (๔) “ทับหลังจำแลง”กับลวดลายที่เหลืออยู่


จากปราสาทเขมร สู่ ความเป็นปรางค์ไทย (๔)

“ทับหลังจำแลง” กับลวดลายที่เหลืออยู่

.

.

            ร่องรอยสำคัญของความเป็นปราสาทแบบเขมรอีกอย่างหนึ่งก็คือ งานแกะสลักลวดลายบนแท่นหินที่เรียกว่า “คานทับหลัง” ที่ทับอยู่บนหลังวงกบของกรอบประตูปราสาทหิน แต่มีปลายของแท่งไปแขวนทับไว้บนร่องผนัง ทำหน้าที่เป็นคานถ่ายน้ำหนัก ที่รับมาจากโครงสร้างหินที่ก่อขึ้นไปเป็นเรือนธาตุและเรือนยอดหรือชั้นซ้อนด้านบน

.

            แต่ปราสาทหลายแห่งของวัฒนธรรมเขมรโบราณ ตั้งแต่ยุคเริ่มแรกที่มีการสร้างปราสาท ยังมีการใช้วัสดุอื่น ๆ ในการเรียงก่อตัวปราสาทนอกเหนือจากการใช้หินทราย มีการใช้ “อิฐดินเผา” และการใช้ “ศิลาแลง” (ใช้หินทรายเป็นวัสดุเฉพาะส่วนค้ำยันโครงสร้างและส่วนประดับ) โดยเฉพาะศิลาแลง ในช่วงศิลปะของจักรวรรดิบายนอันยิ่งใหญ่ จัดเป็นวัสดุหลักที่นิยมนำมาใช้ในการก่อเรียงสร้างปราสาทหินเป็นอย่างมาก โดยใช้งานปูนตำ ทั้งปูนฉาบและปูนปั้นเป็นลวดลายประดับที่พื้นผิวด้านนอก แทนการแกะสลักหินทรายครับ

.

           รูปลายปูนปั้นประดับอันงดงามมากมาย ได้ผุกร่อนหลุดร่อนไปตามเวลา ทั้งเหตุจากธรรมชาติ ความเสื่อมสภาพและการกระทำของมนุษย์ แต่ปูนปั้นสวย ๆ ที่รอดมาจนถึงปัจจุบัน หลายแห่งก็ยังคงความงดงามสามารถนำมาสร้างเป็นจินตนาการได้อย่างเป็นอย่างดี

.

            ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 20 ความนิยมในการสร้างพระเจดีย์ในรูปแบบของปราสาทเขมร ที่เรียกว่า “ปรางค์” (เจดีย์ทรงปราสาท) ยังคงได้รับความนิยมในภูมิภาคกลุ่มรัฐเก่าของจักรวรรดิบายน ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเป็นอย่างมาก ด้วยเพราะความศรัทธาในคติพุทธศาสนาเถรวาทจากลังกาและพุกาม ได้ส่งอิทธิพลเข้ามาแทนที่คติเดิมอย่างวัชรยานและฮินดู แต่พระเจดีย์ทรงระฆังแบบลังกา ก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลายหรือได้รับความนิยมมากนัก จึงยังคงใช้สถาปัตยกรรมทรงปราสาทแบบเขมร มาสร้างเป็นพระเจดีย์แทน

.

             ถึงจะสื่อความหมายเป็นปรางค์แบบพุทธ ไม่ใช่ปราสาทแบบเขมรก็ตามที แต่กระนั้น รายละเอียดหลายอย่างก็ยังคงรักษารูปแบบและลวดลายที่คล้อยไปตามศิลปะการตกต่างของปราสาทเขมร แต่ก็มีการปรับโครงร่าง และลวดลายเป็นของตนเอง ตัวอย่างลายหน้ากระดานของบัวหัวเสาและผนังเรือนธาตุของปรางค์วัดส้ม อยุธยา ที่น่าจะเป็นดอกไม้ต่อเนื่องหรือลายประจำยามแบบเขมร ก็ปรับมาใช้ดอกไม้สี่กลีบแบบจีนสลับกับดอกข้าวหลามตัด อันเป็นเค้าโครงเก่าแก่จากยุคทวารวดีเข้ามาแทน

.

.

            ในส่วนประกอบอาคารที่เคยเป็นตำแหน่งของทับหลัง ใต้หน้าบันของซุ้มประตู ปรางค์ไทยในรูปราสาทเขมรยุคแรก ก็ยังคงเลียนแบบการประดับตามแบบปราสาทเขมร ถึงแม้ว่าส่วนประกอบของอิฐและศิลาแลงในการก่อเรียงสร้างปราสาท จะไม่จำเป็นต้องใช้คานถ่ายน้ำหนักด้วยทับหลังหินทรายตามแบบแผนการก่อสร้างเก่าแล้วก็ตาม แต่ด้วยความคุ้นเคย ส่วนประดับทับหลังของปรางค์พุทธเถรวาทลังรุ่นแรกนี้ ก็ยังคงมีการตกแต่งลวดลายด้วยปูนปั้นประดับตามแบบอย่างปราสาทเขมรเดิม

.

          ร่องรอยของปูนปั้นบนทับหลัง “จำแลง” ในกลุ่มรัฐลุ่มเจ้าพระยา หลายแห่งผุพังและหลุดร่อนหายไปตามกาลเวลา แต่ที่ "ปรางค์วัดส้ม" กรุงศรีอยุธยา และ "ปรางค์ประธานวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ละโว้ - ลพบุรี" ที่ยังคงเหลือร่องรอยปูนปั้นประดับบนทับหลังจำแลงจากศิลปะเขมร (ไม่ได้เป็นทับหลัง) นี้อยู่ครับ

.

.

           ทับหลังจำแลงที่ปรางค์วัดส้ม เหลืออยู่ที่ซุ้มประตูฝั่งทิศเหนือเพียงด้านเดียว ทำเป็นปูนปั้นรูปบุคคลร่ายรำ กลางลวดลายใบไม้ม้วนหรือก้านขด ตามแบบที่นิยมสลักบนทับหลังเขมรในศิลปะบายน แต่เปลี่ยนพวยใบไม้ตั้งมาเป็นลายกนกใบเทศ คั่นด้วยเส้นลวดประดับดอกไม้เว้นระยะห่างเป็นจุด ด้านล่างเป็นเฟื้องอุบะสามเหลี่ยมคล้ายกระจังคว่ำ สลับลายพู่ห้อย (ภาพประกอบส่วนที่ถูกทุบหายไป มาจากภาพถ่ายเก่าที่เผยแพร่ในเพจ “สรุเจตน์ เนื่องอำพร” ครับ)

.

               อีกปูนปั้นประดับทับหลังจำแลงที่ปรางค์ประธานวัดพระศรีรัตนมหาธาตุลพบุรี ในอดีตก็คงมีอยู่ครบทุกประตู ทั้งที่ตัวเรือนธาตุและซุ้มประตูของคูหาด้านหน้า (ยังคงรักษา เลียนแบบลักษณะของวิมานเชื่อมมณฑปแบบปราสาทเขมรอยู่) แต่ก็ได้หลุดกร่อนหายไป เหลือให้เห็น เพียง 3 ซุ้มประตู ซึ่งจากรูปถ่ายเก่าของอาจารย์ประยูร อุลุชาฎะ หรือ น ณ ปากน้ำ แสดงให้เห็นภาพของทับหลังจำแลงที่ซุ้มประตูด้านหน้าของคูหามุข (ซึ่งปัจจุบันพังทลายลงไปแล้ว) เป็นปูนปั้นลวดลายใบไม้ม้วนและรูปบุคคล ?

.

.

          ซุ้มประตูที่ด้านข้างทั้งสองฝั่งของคูหามุข ยังคงมีปูนปั้นประดับทับหลังจำแลงอยู่ ฝั่งทิศเหนือหลุดร่อนไปจนเกือบหมด แต่ยังเหลือร่องรอยของรูปบุคคล คล้ายพระสาวก ในซุ้ม 2 องค์ แสดงวันทาสาธุการ บริเวณคานระหว่างขื่อปลอม (เลียนแบบเครื่องไม้) ใต้หน้าบัน

.

.

              ส่วนซุ้มประตูฝั่งทิศเหนือ ยังคงมีปูนปั้นประดับทับหลังจำแลงที่ยังสมบูรณ์อยู่มาก เป็นปูนปั้นที่พยายามปั้นเลียนแบบลวดลายพรรณพฤกษาตามอย่างทับหลังสลักหินทรายในศิลปะเขมร ทั้งท่อนพวงมาลัย อุบะใบไม้ม้วน และ พวยใบไม้แบบก้านขด ตรงกลางเป็นรูปบุคคล ต่อสู้อยู่กับสัตว์ จับขาเสือ ? ที่มือซ้าย จับขาสิงห์ ? ที่มือขวา อันเป็นประติมานของเรื่องพระกฤษณะประลองกำลังหรือฝึกฝนกำลังกับสัตว์ในป่า

.

.

           แต่ที่ด้านล่างของรูปพระกฤษณะนั้น ทำเป็นรูปของช้างสามตัว ซึ่งอาจหมายความถึง “ช้างเอราวัณ” ที่ตามปกติขนบแบบเขมรมักจะวางรูปพระอินทร์ไว้ด้านบน ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะเป็นการปั้นปูนเพื่อการเลียนแบบ ไม่ใช่งานมาสเตอร์พีช การจัดวางรูปจึงอาจเป็นไปตามอารมณ์ของช่างผู้ปั้น ที่อาจหลงลืมคติแบบฮินดูโบราณไปแล้ว

.

.

           แต่ก็เป็นที่น่าสังเกต ตรงรูปช้างทั้งสามนั้น มีลักษณะทางศิลปะที่ละหม้ายคล้ายคลึงกับรูปศิลปะ “ช้างแบก” แบบลังกาวงศ์ ที่มีอิทธิพลเข้ามาในช่วงเวลานั้น ดังตัวอย่างปูนปั้น “ช้างแบกทั้งสาม” ที่วัดมหาธาตุสุโขทัย

.

*** หรือว่าช่างผู้ปั้นปูน อาจนึกคิดไปตามความเชื่อความศรัทธา จึงแอบใส่คติ “ผู้แบก” แบบพุทธเถรวาทเข้าไปแทนรูปหน้ากาลตามขนบของศิลปะเขมรเดิม แทนความหมายของช้างเอราวัณ

.

.

            จนถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา เมื่อปรางค์พุทธเถรวาท เริ่มมีการพัฒนารูปทรงจนกลายเป็นฝักข้าวโพดแทนรูปปราสาทศิขระเดิม ทับหลังจำแลงแบบเขมรของปรางค์ยุคต้นกรุงศรีอยุธยาได้หายไป กลายมาเป็นเพียงไม้คาน หรือเส้นลวดไม้คานใต้หน้าบัน ในระดับเดียวกับปลายชั้นของลวดบัวยอดเสาประตูเท่านั้น

.

             ซึ่งทับหลังจำแลง ยังมีให้เห็นอยู่บนปรางค์ - ปราสาทในประเทศไทยหลายแห่ง หลายยุคครับ อย่างที่วัดพระพายหลวง สุโขทัย วัดราชบูรณะ วัดพระราม ( ที่วัดนี้ ยังคงเหลือปูนปั้น ครับ เป็นเรื่องราวพุทธประวัติตามแบบเถรวาท) บางปรางค์ก็ไม่มีชั้นของทับหลัง ทำเป็นคานไม้ใต้หน้าบันเข้าไปชนกับกรอบประตูเลย อย่างที่ปรางค์ประธานวัดมหาธาตุเชลียง ปรางค์ประธานวัดมหาธาตุพิษณุโลก ปรางค์ประธานวัดมหาธาตุสุพรรณบุรี ปรางค์วัดจุฬามณี หรือบางพระปรางค์ก็นำรูปศิลปะของทับหลังกลับมาใช้ไหมอย่างที่ปรางค์วัดไชยวัฒนาราม ปรางค์ประธานวัดมหาธาตุราชบุรี

.

             แต่ทั้งหมดก็ไม่มีร่องรอยการปั้นปูนประดับลวดลายตามขนบปราสาทเขมร แบบอย่างที่ปรางค์วัดส้มและวัดพระศรีรัตนมหาธาตุลพบุรี เลยครับ

.

ปูนปั้นรูปพุทธประวัติ บริเวณที่เคยเป็นตำแหน่งของส่วนทับหลัง

ซุ้มจระนำทางทิศใต้ของปรางค์ประธาน วัดพระราม 

 

.

 

 

โดย ศุภศรุต

 

กลับไปที่ www.oknation.net