วันที่ เสาร์ พฤศจิกายน 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Turkey on my dreams III


ยามอาทิตย์จะลาลับฟ้า เราต่างเฝ้ารออยากเห็นว่าอาทิตย์เมื่อยามลับขอบฟ้าจะเป็นเช่นไร

วงจรชีวิตของเราก็คล้ายดั่งอาทิตย์ เช้าตื่นค่ำลงก็นอน ระหว่างวันอาจเจอทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งที่ร้าย

แต่วงจรชีวิตจะหมุนวนไปจนกว่าร่างกายเราจะยอมแพ้แล้วก็ลาจากไป

______________

เมื่อวานเราออกจากเอฟเฟซุชเย็นมากแล้ว อาทิตย์กำลังจะลาลับขอบฟ้า

รถที่เราใช้บริการ,kตลอดสองวันก็เร่งวงล้อให้หมุนเร็วขึ้น เพื่อไปให้ถึงที่พักก่อนอาทิตย์ลาลับ

เขาบอกว่าที่นั่นเมื่อยามอาทิตย์อัสดงจะสวยงามไม่แพ้ที่ใดๆ สายตาผมเคยผ่าน Sun Set มานับครั้งไม่ถ้วน

มีทั้งที่ตั้งใจเฝ้าชมและที่ไม่ได้ตั้งใจเฝ้าชม ความสวยงามแต่ละที่ไม่มีที่ไหนจะสวยกว่ากัน

ใกล้จะหมดเวลาเต็มทีที่จะได้เห็น..แล้วเราก็ถึงที่พัก ต่างวิ่งกรูลงไปที่ชายขอบทะเล เพื่อต้องการจะเห็นภาพอันสวยงาม

Sun set @ Le Blue Kusadasi

บรรยากาศที่พัก Le Bleu Hotel

อาหารเช้ายังคงเป็นเมนูเดิมๆ ที่จำใจต้องกิน รับประทานมื้อเช้าแล้วก็ออกเดินทางไปยังเมือง Pamukkale

ที่นั่นเป็นที่รำลือว่าสวยงามดั่งธารสวรรค์ ผมอยากไปเห็นสถานที่จริงแล้วซิ จะสวยดั่งที่ร่ำลือกันไหม

เคยเห็นเพื่อนๆที่เคยไปเมื่อหกปีก่อนบอกว่าสวยกว่าหวงหลง  ผมนึกค้านอยู่ในใจจะสวยกว่าจริงๆเหรอ เห็นภาพในเวบแล้วคงไม่ใช่

เพราะหวงหลงอยู่ในหุบเขาที่ประกอบไปด้วยพันธ์ไม้นานาพันธ์ ยามเมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วง งดงามยิ่งกว่าทิพย์วิมาน

ก่อนถึง Pamukkale ตามธรรมเนียมของการใช้บริการทัวร์เราต้องแวะร้านขาย แน่นอนเราต้องไปนั่งฟังคำบรรยายสรรพคุณของสินค้า

สินค้าของเขามีคุณภาพเป็นอันดับหนึ่ง ไม่มีประเทศไหนสามารถผลิตได้อย่างนี้

เบา บาง กันน้ำ กันแดดกันฝุ่น โดนน้ำจะไม่มีรอยด่าง ใส่ได้ทั้งสองด้าน เสื้อหนังครับที่ไม่มีที่ไหนในโลกผลิตได้แบบนี้

ผมนึกถึงเธอที่ให้คำแนะนำในการเดินทาง เธอมีสารพัดเสื้อหนังเพื่อใส่ในการขับขี่ชอปเปอร์ ตระเวนไปทั่วทั้งทวีป

ถึงแม้ราคาจะสูงเกือบๆองหมื่นบาท แต่ก็ยังมีคนซื้อหลายคน 

Pamukkale ภาพจากเวบไซด์ www.instyletravels.com   ผมจะได้พบภาพงดงามเช่นนี้หรือเปล่า  

 

ปามุกคาเล เป็นภาษาตุรกี หมายถึง ปราสาทปุยฝ้าย ตั้งชื่อตามลักษณะภูมิศาสตร์

ซึ่งเกิดจากปรากฏการณ์ที่ตะกอนของหินปูนทำปฏิกิริยากับอากาศ จับตัวแข็งกลายเป็นแอ่ง

และมีธารน้ำแร่ใต้ดินไหลเอ่อล้นผุดขึ้นมาบนพื้นผิว รวมเป็นแอ่งน้ำหินปูนที่ลดหลั่นกัน กว้าง 300 เมตร ยาวกว่า 3 กิโลเมตร

ก่อนไหลลงจากผาสูง 100 เมตร จากระดับน้ำทะเล

ช่วงฤดูใบไม้ผลิ น่าจะเป็นช่วงที่เหมาะที่สุดที่จะเยือน ปามุกคาเล เพราะน้ำจะขึ้นล้นแอ่ง ส่วนฤดูร้อนนั้นอย่าหวัง

และเนื่องจากไม่มีการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว จึงส่งผลให้ ปามุกคาเล อาจไม่สวยงามเหมือนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว

ด้วยเหตุนี้รัฐบาลตุรกีและองค์กรยูเนสโกจึงจัดการดูแล มรดกโลก แห่งนี้ ด้วยการจัดระเบียบการท่องเที่ยว

โดยสั่งปิดถนนเส้นที่ใกล้กับ แอ่งน้ำ ปามุกคาเล และห้ามรถบัสใหญ่จอดในบริเวณสถานที่ท่องเที่ยว การเข้าชม ปราสาทปุยฝ้าย

จึงต้องใช้วิธีเดินเท้าเข้าไปตามเส้นทางที่กำหนด ประมาณ 1.5 กิโลเมตร ( travel.mthai.com )

 

ผมมาถึงแล้ว ปามุคคาเล่ หน้าผาสีขาวคล้ายธารน้ำแข็ง ลดหลั่นเป็นชั้นๆลงมาเหมือนบันไดที่ผุดโผล่มาจากสรวงสวรรค์  

อนิจจา...มันไม่เหมือนดั่งที่เคยเห็นจากเวบไซด์ต่างๆที่ผ่านสายตามาก่อนการเดินทาง

ผมพบแต่อ่างน้ำใหญ่ที่อยู่ด้านข้าง มีนักท่องเที่ยวลงไปอาบลงไปแช่ ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวยุโรป

นักท่องเที่ยวแบบเราเพียงแค่โฉบผ่านมามองๆเท่านั้น หากเราจะเข้าไปชมอย่างใกล้ชิดเราต้องถอดรองเท้าเดินเข้าไป

นักท่องเที่ยวที่มาแช่น้ำแร่

หากมีน้ำแร่คงจะงดงามดั่งธารสวรรค์

 

นครโบราณเฮียราโปลิส Hierapolis

สันนิษฐานกันว่ามีอายุประมาณ 2,200 ปี เพราะถูกสร้างขึ้นก่อนคริสตกาล ในยุคของกษัตริย์ยูเมเนสที่ 2

แห่งอาณาจักรเพอร์กามอนโดยสร้างให้อยู่ใกล้กับแอ่งน้ำแร่ร้อนปามุคคาเลย์  เฮียราโพลิส หมายถึง เมืองแห่งความศักดิ์สิทธิ์

เช่นเดียวกับเมืองทุกเมืองที่มียุครุ่งโรจน์ และยุคเสื่อมถอย เฮียราโพลิสเองก็เป็นแบบนั้น หลังจากเมืองนี้ถูกยกให้พวกโรมัน

ก็เกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงจนเมืองย่อยยับ ประมาณปลายศตวรรษที่ 2 เฮียราโพลิส ค่อยๆ ถูกบูรณะฟื้นฟูขึ้นใหม่

จนก้าวสู่ศตวรรษที่ 3 ด้วยความรุ่งโรจน์สุดๆ แต่เวลาเคลื่อนไปถึงศตวรรษที่ 7 ก็ถึงยุคเสื่อม

เมื่อถูกข้าศึกต่างถิ่นรุกราน นอกจากนี้ยังได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว  ภายในเมือโบราณมีสถานที่น่าสนใจ

เช่น โรงอาบน้ำ โรงละคร วิหาร โบสถ์ ป้อมปราการ ตลาด ( http://www.taladtour.co.th )

เราไม่มีเวลามากนักที่จะเดินชมเฮียราโปลิส เวลาเร่งรีบมากเดินชมผ่านๆ

ไม่รู้ว่าสิ่งก่อสร้างแต่ละจุดมีความเป็นมาอย่างไร ถ่ายรูปมาชมเท่านั้น

ซากทีเหลือแต่หินที่พังทะลายลงมากระจัดกระจายบนพื้น

ตัวเมืองโบราณ เฮียราโปลิส ที่เห็นอยู่ด้านหลังเป็นโรงละครที่จุคนไดเประมาณ 12,000 คน

ประตู Domitian

เป็นประตูโบราณที่อยู่ทางด้านเหนือของเฮียราโพลิส ยังมีสภาพค่อนข้างดี

 

การเดินทางมาครั้งนี้ดูร้อนรน ออกจากปามุคคาเล่ต้องรีบเดินทางเพื่อไปชมสถานที่ที่อยู่ในโปรแกรมอีกสองจุด

เราเดินทางผ่านเมือง Konya เคยเป็นอดีตเมืองหลวงของอาณาจักรเซลจุก ราวๆช่วง คศ.1071-1308

เมือง Konya ได้รับการดูแลอย่างดีจากรัฐบาลเนื่องจากประธานาธิบดีคนก่อนหน้าเป็นชาวเมือง Konya

งบประมาณในการพัฒนาก็ทุ่มมาที่เมืองนี้ เมืองสะอาดน่าอยู่ ถนนหนทาง และเส้นทางรถไฟฟ้าได้รับการดูแลอย่างดี

เสียดายที่เราเพียงแค่นั่งรถผ่าน ได้แต่มองอย่างบ้านเมืองของเขาไปเรื่อยๆจนกระทั่งถึงจุดที่คณะของเราแวะคือ

Mevlana Museum

พิพิธภัณฑ์เมฟลานา (Mevlana Museum) เมืองคอนยา
• เดิมเป็นสถานที่นักบวชในศาสนาอิสลามทำสมาธิ (Whirling Dervishes) โดยการเดินหมุนเป็นวงกลมขณะฟังเสียงขลุ่ย ก่อนไปทำการหมุนต้องอดอาหาร มีการเข้าห้องฝึกทรมานร่างกายเป็นเวลา 1,0001 คืน ก่อนที่จะไปหมุนได้ ผู้ที่มีสมาธิมากตัวจะลอยขึ้นเมื่อหมุนไปช่วงเวลาหนึ่ง
• ส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์เป็นสุสานของเมฟานา เจลาเลดดิน ภายนอกเป็นหอทรงกระบอกปลายแหลมสีเขียวสดใส ภายในประดับประดาฝาผนังแบบมุสลิม โดยใช้สีมากมายตระการตา ซึ่งหาชมได้ยาก และยังเป็นสุสานสำหรับผู้ติดตาม สานุศิษย์ บิดา และบุตรของเมฟลานาด้วย
• เมฟลานา เจลาเลดดิน รูมี (Mevlana Celaleddin Rumi) เกิดที่ประเทศอัฟกานิสถาน เมื่อปี ค.ศ. 1207 บิดาเป็นนักปราชญ์ ท่านเดินทางไปทั่ว สุดท้ายจึงมาตั้งรกรากอยู่ตุรกี เมฟลานาได้เข้ารับตำแหน่งอาจารย์ทางปรัชญาประจำราชสำนักแห่งกษัตริย์อาเลดดิน เคย์โคบาท และได้รู้จักกับนักบวชในศาสนาอิสลามคือ เชมซี เทบริซลิ (Schemsi Tebrizli) ทั้งสองร่วมกันคิดวิธีทำสมาธิโดยเดินหมุนเป็นวงกลม
• เมฟลานา ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อในวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ.1271 และทุกปีในวันนี้จะมีการเฉลิมฉลองที่สุสานเมฟลานา แนวคิดของเมฟลานานั้น เชื่อมั่นในความอดทน ความรัก การเคารพในเสรีภาพของผู้อื่น และสนับสนุนครอบครัวผัวเดียวเมียเดียว

 

คัมภีร์อัลกุรอาน

Mevlana Museum

Mevlana Museum

 

เด็กๆมีความสุขกับการแสดงท่าทางให้เหมือนอนุสาวรีย์ Mevlana

 

 

คณะของเราออกเดินทางต่อไปยังนครใต้ดินที่อยู่ในเมืองคัปปาโดเกีย  เส้นทางที่นั่งรถผ่านเป็นทัศนียภาพที่งดงาม

คลอดสองฝั่งทางถนนที่รถวิ่งผ่าน ธรรมชาติได้สร้างสิ่งสวยงามให้เราได้ชมจนเพลิดเพลิน เนินเขากว้างสุดลูกหูลูกตา

ที่เต็มไปด้วยทุ่งหญ้าในฤดูใบไม้ร่วงเป็นภาพที่งดงามเกินบรรยาย นั่งชมจนไม่รู้สึกว่านั่งรถไม่นานก็ถึงจุดหมาย

ทุ่งหญ้าตามเนินเขาเตี้ยๆ เต็มไปด้วยฝูงสัตว์และเล็มหญ้าแห้งเพื่อประทังชีวิต

 

นครใต้ดินแห่งคัมปาโกเกีย

ที่เมืองนี้จะมีนครใต้ดินหลายแห่ง การเกิดนครใต้ดิน เกิดจากการขุดเจาะพื้นดินลงไป

เพื่อใช้เป็นที่หลบซ่อนของชาวเมืองเนื่องจากการรุกรานของข้าศึกศัตรูในยามสงคราม ของชาวคัปปาโดเจียในอดีต

โดยทั้งจากชาวอาหรับจากทางตะวันออกที่ต้องการเข้ามายึดครองดินแดนนี้ เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการค้า

และชาวโรมันจากทางตะวันตกด้วยเหตุผลเดียวกัน

รวมทั้งต้องการที่จะหยุดยั้งการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในดินแดนแถบนี้ด้วย

นครใต้ดินที่ขุดลึกลงไปถึง ๑๐ ชั้น

อาทิตย์ใกล้จะลาลับ การเดินทางยังไม่สิ้นสุด คัปปาโดเกียที่อยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่กำลังรอผมอยู่

พรุ่งนี้ความฝันที่จะเป็นตริงเหมือนความฝันเมื่อตอนเด็กๆกำลังจะเกิดขึ้น เพียงแค่ชั่วราตรีเท่านั้น

 

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาชม

โปรดติดตามตอนต่อไป

ชมเรื่องราวย้อนหลังได้

                                    Turkey on my dreams

                                    Turkey on my dreams II

 

ยามค่ำที่ คัปปาโดเกีย

โดย สำรวจฟ้า

 

กลับไปที่ www.oknation.net