วันที่ จันทร์ ธันวาคม 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พัสเซา (Passau).....เรื่องเล่าจากหัวใจ


เราจาก Siracusa มาด้วยความอาวรณ์ เราต่างหลงรักเมืองสวยแต่อบอุ่น เรียบง่ายแห่งนี้ ลูกชายถึงกับออกปากว่าเราน่าจะอยู่ที่นี่กันนานๆนะครับ

แต่โปรแกรมทั้งหมดถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าและใกล้เวลาที่เราจะต้องเดินทางกลับเยอรมนี 

เมืองสุดท้ายของเราจึงเป็นคาทันยา (Catania) เพราะท่าอากาศยานที่เราจะใช้บินกลับบ้านอยู่ที่เมืองนี้

คาทันยาเป็นเมืองเก่าที่ได้รับการก่อตั้งโดยชาวกรีกเมื่อเกือบ ๒๘๐๐ ปีมาแล้ว

และความที่คาทันยาหมอบอยู่แทบเท้าของภูเขาไฟ Etna จึงถูกถล่มด้วยลาวาและต้องเผชิญกับภัยแผ่นดินไหวหลายต่อหลายครั้ง

  ครั้งที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นเมื่อค.ศ. ๑๖๙๓ เมื่อเอทน่าถล่มคาทันยาจนราบเป็นหน้ากลอง  แต่ชาวเมืองนี้เป็นผู้ไม่แพ้

เขาพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการนำหินจากการแข็งตัวของลาวานั่นแหละมาใช้เป็นวัสดุในการก่อสร้างเมืองใหม่

โบราณสถานยุคโรมันไม่งามสง่าเหมือนที่ Taormina และ Siracusa เพราะถูกแวดล้อมและเบียดบังด้วยอาคารจากยุคหลัง 

 

แต่จะว่าไปแล้ว นี่คือชะตากรรมธรรมดาของโบราณสถานจำนวนนับไม่ถ้วนในประเทศอิตาลี

เพราะความที่เขาร่ำรวยไปด้วยซากปรักหักพังจากประวัติศาสตร์ยุคโรมัน แบบที่เรียกว่าขุดลงไปตรงไหน เป็นเจอโบราณสถานอยู่ตรงนั้น 

โบราณวัตถุจำนวนมากในประเทศนี้จึงถูกนำไปกองๆไว้ในโกดังเพราะเขามีมากมายเสียจนนำมาศึกษาและซ่อมแซมไม่ทัน

 

แม่มดไม่ได้เห็นคาทันยามากมายนักแม้จะมีเวลาวันครึ่งในเมืองนี้ 

ถึงตรงนี้ คงถึงเวลาที่แม่มดจะต้องบอกเล่าเรื่องส่วนตัวบางอย่างให้เพื่อนๆได้รับรู้สักนิด

แม่มดป่วยตั้งแต่ไปถึงเยอรมนีได้ไม่กี่วันทั้งๆที่ก่อนเดินทาง ไม่มีวี่แววของความเจ็บไข้เลย

แม่มดต้องเข้าโรงพยาบาลที่เมือง Füssen เมื่อแวะไปเยี่ยมชมปราสาทของพระเจ้า Ludwig ที่ ๒ ที่เมืองนั้นตามลำพัง

ลูกชายต้องการจะยกเลิกทริป Sicily ในทันทีที่รู้ปัญหา

แต่แม่มดยืนกรานว่าจะไปซิซีลี่ให้ได้เพราะเราฝันไว้แสนนานว่าเราจะไปเที่ยวเกาะนี้ในวันหนึ่งด้วยกัน 

แม่มดเรียนคุณหมอที่โรงพยาบาลแห่งนั้นว่าจะไม่นอนโรงพยาบาล เพราะจะต้องบินไปอิตาลีในวันรุ่งขึ้น

คุณหมอจะฉีดยา จ่ายยาหรือทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น ช่วยทำให้แม่มดเดินทางได้ก็แล้วกัน

 

แม่มดจะไม่เล่าถึงอาการเจ็บป่วยในรายละเอียดนะคะ เพียงแต่จะบอกเพื่อนๆว่า

ความจริงซิซีลี่มีแง่มุมงดงามอีกมากมายที่แม่มดสุดปัญญาจะไปสำรวจและถ่ายภาพมาให้ชมกันได้เพราะทุกก้าวย่างคือความเจ็บปวด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่คาทันยาซึ่งเป็นเวลาที่แม่มดตรากตรำมาแล้วหลายวัน  

แม่มดสามารถเดินทางท่องเที่ยวในเกาะซิซีลี่ได้ด้วยแรงแห่งความรักที่เราแม่ลูกมีต่อกันเป็นด้านหลัก

และมียาแก้ปวดอย่างแรงที่คุณหมอจ่ายมาพร้อมกับยาอื่นๆเป็นตัวช่วยด้านรองเท่านั้นเอง

 

แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้วดีทั้งนั้น  

ความที่แม่มดมีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว  ลูกชายจึงพยายามไปเดินสำรวจสถานที่ควรชมในทุกเมืองที่เราไปถึงและถ่ายภาพด้วยโทรศัพท์มาให้แม่ดู

ทั้งเพื่อให้แม่เลือกว่าอยากจะไปชมดูอะไร ที่ไหนบ้างและเพื่อนำภาพมาฝากในกรณีที่แม่ไม่อยากไปหรือไม่สามารถจริงๆ  

แม่มดจึงได้ค้นพบด้วยความแปลกใจและยินดีว่าลูกพัฒนาสายตาในการมองสรรพสิ่งไปได้อย่างก้าวหน้าและงดงาม

เพราะตามปกติแล้ว แม่มดเป็นคนเดียวที่จะถ่ายภาพ ลูกชายไม่เคยสนใจกิจกรรมประเภทนี้เลย ไม่เคยคิดจะมีกล้องสักตัวเสียด้วยซ้ำ

 

เพื่อนๆอาจจะยังจำได้ว่าตอนอยู่ที่เมือง Taormina แม่มดซื้อทัวร์ให้ลูกเดินทางไปชมวิหารกรีกที่ Valley of Temples ในเมือง Agrigento ตามลำพัง

เพราะเราศึกษาข้อมูลแล้วว่าที่นั่นลำบากเกินไปสำหรับคนที่เหลือขาดีๆอยู่เพียงข้างเดียว ลูกไม่เพียงแต่ถ่ายภาพวิหารกรีกส่งให้แม่ดูแบบ real time เท่านั้น

เมื่อเดินทางกลับมาถึงเมืองที่พักตอนค่ำ ลูกยังแวะไปถ่ายภาพชายทะเลของ Taormina มาให้แม่ดูหลายภาพอีกด้วย

 

ที่เมือง Siracusa แม่มดเล่าว่าลูกไปเดินเล่นที่ชายทะเลคนเดียวแต่เช้าตรู่ ความจริงคือลูกไปสำรวจก่อนว่าชายทะเลสวยไหม ทางเดินลำบากหรือเปล่า

ในขณะที่แม่มดเลือกเดินตลาดพื้นเมืองเพราะอยู่ใกล้แค่หลังบ้านของ Cristiano 

นี่คือภาพที่ลูกถ่ายมาให้แม่ดูพร้อมกับบอกว่าทางเลียบริมทะเลสวยนะครับ ทางเรียบตรง เดินไม่ยากและไม่ไกล

คุณหมอบอกว่าแม่ต้องเดินช้าๆใกล้ๆบ้างไม่ใช่หรือครับ แต่แม่มดก็เลือกที่จะนั่งเรืออยู่ดี :D 

 

นี่คือภาพที่ลูกถ่ายจากเรือโคลงเคลงลำเล็กของเราด้วยโทรศัพท์ฉลาดค่ะ

 

การดูภาพจากวันเวลาที่งดงามนำความสุขใจมาให้คนที่เหลือแต่ความทรงจำ

โรงละครกรีกที่ Siracusa นั้นมีขนาดใหญ่และอยู่บนเนินสูง เพื่อที่จะสามารถชมได้อย่างใกล้ชิด  เราอาจจะเลือกใช้ทางที่ชันขึ้นทีละน้อยหรือใช้บันไดก็ได้

แม่มดมองดูพื้นที่แล้วตัดสินใจว่าจะลองขึ้นไปดู  คิดถึงตอนนั้นแล้วต้องอมยิ้มเพราะพอแม่ขยับขา  ลูกชายก็ถามทันทีว่า

แม่แน่ใจนะครับ  อย่าลืมนะครับว่าแม่เดินขึ้นไปแล้ว แม่ต้องเดินลงมาด้วย :D

มุมนี้ลูกชายปีนขึ้นไปถึงยอดเนินเพื่อถ่ายภาพตรงจุดที่ลูกรู้ว่าในสถานการณ์ปกติ แม่จะต้องไม่พลาดแน่นอน 

อุทยานประวัติศาสตร์ของ Siracusa กว้างใหญ่ ลูกชายยังเดินไปชมซากปรักหักพังอื่นๆอย่างเร็วๆอีกหลายแห่ง  แม่มดเพียงแต่นั่งคอย 

ลูกกลับมาบอกอย่างปลอบโยนว่าแม่ไม่ต้องเสียดายนะครับ ส่วนอื่นๆมีแต่กองอิฐกองหิน ไม่น่าสนใจเท่าไรหรอกครับ

 

Passau

พอกลับมาถึงเมืองพัสเซา แม่มดก็เข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง ลูกชายโดดเรียนพาแม่ไปหาหมอ ไปซื้อยาและเครื่องเวชภัณฑ์อื่นๆ

แม่มดยกเลิกทริปเบอร์ลินและสาธารณรัฐเชคซึ่งได้วางแผนไว้ว่าจะเดินทางคนเดียวเพราะมหาวิทยาลัยเปิดแล้ว 

ตลอดเวลาที่อยู่พัสเซาต่อมาจนถึงวันเดินทางกลับประเทศไทย ลูกชายต้องขาดเรียนบ่อยมาก

และต้องใช้เวลาค่ำคืนตามงานและทำการบ้านชดเชยกับเวลาตอนกลางวันที่เอามาดูแลแม่

มองจากหน้าต่างห้องพักของเรายามเช้าตรู่

บ่อยครั้งที่แม่มดเฝ้าดูลูกก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่เงียบๆ รู้สึกเหมือนว่าลูกยังเดินเตาะแตะอยู่เมื่อไม่นานมานี้  

รู้สึกเหมือนว่าเวลาเล่าอะไรให้ฟัง ลูกจะทำตาโตและถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นอยู่เมื่อเร็วๆนี้ว่าทำไมแม่รู้ล่ะ

แต่แท้จริงแล้ว ตรงหน้าของแม่มดในขณะนั้นคือหนุ่มน้อยที่เติบโตเต็มตัว อบอุ่นและอ่อนโยน เข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ

 

วันหนึ่งลูกบอกว่า วันนี้เราจะนั่งแท็กซี่ไปกินข้าวเช้าที่ออสเตรียกันเพราะ แม่ต้องออกไปเดินเล่น ไปรับอากาศดีๆบ้างครับ

เพื่อนๆคงจำได้นะคะว่าพัสเซาเป็นเมืองชายแดนเยอรมันต่อกับออสเตรีย

แม่น้ำอิลซ์ (Ilz) และอินน์ (Inn) ของออสเตรียไหลมารวมกับแม่น้ำโดเนา (Donau หรือดานูบในชื่ออังกฤษ) ของเยอรมนีที่เมืองนี้

ลาเวนเดอร์ช่อสุดท้ายของฤดูร้อนปีนี้ 

ร้านอาหารเล็กๆในแดนออสเตรียซุกตัวอยู่ในหมู่บ้านชนบทบนเนินเขาที่มีแต่ชาวพัสเซาเท่านั้นที่จะดั้นด้นขึ้นไปนั่งกินลมชมวิว

เพราะเป็นตำแหน่งที่เขาจะสามารถชมพัสเซาทั้งเมืองตรงจุดที่แม่น้ำสามสายไหลมารวมกันได้จากมุมสูง 

น่าเสียดายที่นาข้าวสาลีถูกเก็บเกี่ยวและพื้นดินถูกพลิกไถไปแล้ว เราจึงเห็นแต่เนินดิน และแม่มดก็ไม่มีปัญญาจะเดินลงไปชมวิวที่ปลายเนิน

แต่ก็รับรู้ด้วยความสุขใจในเยื่อใยอ่อนโยนที่ลูกมอบให้

 

วันต่อๆมา เมื่ออากาศแจ่มใสและความเจ็บปวดค่อยบรรเทาลง  แม่มดพยายามออกไปเดินช้าๆรอบๆที่พัก

หยุดดูดอกไม้ข้างทางทุกดอก ต้นหญ้าทุกต้น ใบไม้ลูกไม้ที่เปลี่ยนสีจัดจ้าเมื่อฤดูใบไม้ร่วงมาเยือนทุกใบ

 

ทางเดินริมแม่น้ำทั้ง ๓ สายเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของผู้คน  โรงแรมลอยน้ำพานักท่องเที่ยวจากสวิสเซอร์แลนด์หรือจากเนเธอร์แลนด์

มาแวะชมเมืองพัสเซาก่อนล่องต่อไปยังออสเตรีย ฮังการี สโลวาเกีย จนไปถึงทะเลดำ

 

อุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุทางน้ำถูกจัดวางไว้ตลอดแนวบนกำแพงริมน้ำพร้อมระบุบทลงโทษตามกฎหมายสำหรับผู้ที่หยิบฉวยไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

น้ำท่วมพัสเซาทุกปีเวลาที่หิมะจากเทือกเขาแอลป์ละลายไหลลงมาในฤดูร้อน  บางปีน้ำสูงเกิน ๑๐ เมตร

ชาวพัสเซาติดตัวเลขบอกระดับน้ำที่เคยท่วมบ้านเขาไว้ให้คนเดินทางชมดูเหมือนจะประกาศความเป็นนักสู้ผู้ไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อสิ่งใด

 

สนามเด็กเล่นริมน้ำเป็นภาพของความสุข ชวนให้คิดถึงลูกชายในวัยเยาว์ วันเวลาผ่านไปรวดเร็วจนความทุกข์ไล่ตามความสุขไม่ทัน

 

ร้านอาหารร่มรื่นน่านั่ง หลายร้านนำพืชผักสวนครัวมาแต่งตรงริมหน้าต่างที่มีป้ายแจ้งรายการอาหารของวันนั้น

 

มหาวิหารกับศาลาว่าการเมืองอยู่ห่างที่พักของเรานิดเดียว (แต่แม่มดเดินตั้งนานกว่าจะลากขากลับไปถึงบ้านได้)

 

สำหรับแม่มด พัสเซาไม่มีอะไรแปลกใหม่ แม่มดมาเที่ยวเมืองนี้หลายครั้งตั้งแต่ลูกยังไม่เกิด แต่เมื่อลูกเลือกมหาวิทยาลัยพัสเซาเป็นที่เล่าเรียน 

พัสเซาก็ได้จับจองมุมพิเศษในหัวใจของแม่มดตั้งแต่นั้นมา

 

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม  ชีวิตยังคงเป็นความงดงาม 

ความรักยังคงเป็นสิ่งที่เราต้องรู้สึกขอบคุณ.....จากหัวใจ

 

Love doesn't ask why          Celine Dion

 

  

โดย แม่มดเดือนMarch

 

กลับไปที่ www.oknation.net