วันที่ เสาร์ ธันวาคม 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ความเอ๋ยความสุข


  ผมมีความรู้สึกว่า คนสมัยนี้พยายามแสวงหาความสุขกันมากขึ้น  ส่วนใหญ่ก็เป็นความสุขที่ต้องใช้เงินใช้ทองแลกมา  เราอยู่ในยุคที่การบริโภคเป็นกระแสหลักของที่มาของความสุข สะท้อนได้จากภาพกิจกรรมของคนยุคนี้ที่ถ่ายทอดลงในสื่อโซเชียล  ส่วนใหญ่ก็เป็นภาพของเที่ยว กิน มีของใช้แพงๆ  ส่วนในไลน์ก็เต็มไปด้วยการบอกพิกัดว่าตอนนี้ ตนเองอยู่ส่วนไหนของโลกบ้าง ให้เป็นที่อิจฉาของเพื่อนๆ

  สุดท้ายคนที่เงินทองไม่ค่อยจะมี ก็เลยต้องขวนขวายหาเงินหาทอง เพื่อมาเสริมสร้างประสบการณ์ชีวิตบ้าง  พูดกันง่ายๆคือ มีอะไรมาอวดกับเขาบ้าง  มิฉะนั้นเราก็รู้สึกว่าตัวเราเองนั้น ช่างตามคนอื่นเขาไม่ทันจริงๆ  อาการบ้า    ”ไลท์” บ้าจำนวน “คนติดตาม” มันก็ตามมา  พอลงอะไรไปในสื่อโซเชียลแล้วไม่ค่อยมีใครจะกด “ไลท์” กด “แชร์”  มันก็พรากความสุขของคนโพสได้มากโขอยู่

ความสุขคือการโอ้อวดหรือ

   ความสุขยุคนี้มันเลยหายาก  สมัยที่การสร้างภาพหรือสร้างลุ๊คให้ตัวเอง กลายเป็นที่มาของความสุขที่สำคัญของคนหลายๆคน จนกลายเป็นกระแสของคนรุ่นใหม่ ที่ชีวิตต้องเต็มไปด้วยกิจกรรม และต้องเป็นกิจกรรมที่โอ้อวดได้  แม้แต่จะทำบุญตักบาตรก็เอามาโอ้อวดได้  อย่างน้อยฉันก็เป็นคนดีนะ ไม่งั้นจะมาตักบาตรเพื่ออะไรกัน (มีคนปากจัดตอกกลับไปว่า “ก็เอาไปลงเฟสบุ๊คไง”)

   การทำตามกระแสของวัฒนธรรมการโอ้อวดมันสร้างความสุขจริงหรือ  อันนี้มันก็น่าคิด  มีเรื่องล้อของฝรั่งว่า กะทาชายนายคนหนึ่งต้องรีบกลับบ้านทุกวัน เพื่อไปอยู่หน้าจอเฟสบุ๊ค ร่วมกิจกรรมกับเพื่อนๆที่ไม่เคยเจอกันเลย นอกจากบนหน้าจอเท่านั้น  นั่นอาจจัดเป็นความสุขที่แปลกเอาการสำหรับคนวัยผม  คนเป็นๆสู้คนเสมือนจริงบนออนไลน์ไม่ได้เสียแล้ว

   ผมถูกสอนมาว่า การโอ้อวดตนนั้นไม่มีประโยชน์โดยสิ้นเชิง รังแต่ทำให้คนอื่นหมั่นไส้เสียเปล่าๆ  ตอนนี้ผมเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่า สิ่งที่ผมเคยยึดถือ มันจะใช้ได้ในยุคปัจจุบันหรือไม่

   ผมเคยไปซื้อของในร้านขายเครื่องมือช่าง ซึ่งก็เป็นร้านตึกแถวห้องเดียว  เจ้าของร้านพูดโอ้อวดในทำนองว่า ตัวเขาเองนั้นส่งลูกสองคนจบอเมริกาทั้งคู่ มีบ้านใหญ่โตอยู่ที่โน่นที่นี่  ผมก็ฟังแล้วแสดงความยินดีกับเจ้าของร้าน  ลูกผมตอนนั้นยังเป็นเด็กมัธยมต้นถามผมว่า “ทำไมป๊าไม่โม้ไปบ้างว่า....”  ผมก็ตอบลูกไปว่า “เพื่ออะไรกัน” พร้อมทั้งสอนลูกในค่านิยมเรื่องการโอ้อวดของผมให้ลูกฟัง

  ตอนนี้ลูกผมอยู่มหาวิทยาลัยแล้ว กำลังอยากได้กระเป๋าแบรนด์นอก เพราะเพื่อนๆมีทุกคนและหิ้วมาอวดกัน  ผมถามลูกว่า “มันเป็นสิ่งจำเป็นหรือ”  เขาตอบว่า “จำเป็น เดี๋ยวตามคนอื่นเขาไม่ทัน”

  “ถ้างั้นก็ไปหางานทำ หาเงินมาซื้อซิ  ทีนี้อวดเพื่อนได้เต็มที่เลยว่า กระเป๋านี้มาจากน้ำพักน้ำแรงของตนเอง มันจะไม่เท่กว่าหรือ” นั่นคือคำตอบสุดท้ายของผม  และคำพูดสุดท้ายของลูกผมกึ่งเล่นกึ่งจริงว่า “ป๊าไม่เห็นเคยให้อะไรหนูเลย” แล้วก็งอนจากไป

เราสร้างเงื่อนไข และติดกับไปกับเงื่อนไขนั้น

  ทุกวันนี้เราต่างสร้างเงื่อนไขของความสุขที่แตกต่างกัน  ครั้งหนึ่งให้คำนิยามว่า “ความสุขคือความอิสระ ไม่ต้องเป็นลูกจ้างใคร”  ผมเลยออกจากงานมาเป็นพนักงานรับจ้างอิสระ  ตื่นสายได้ มีเวลาทำในสิ่งที่เราอยากทำได้มากขึ้น  ไม่มีเจ้านายมาเกาะติดหลัง มีแต่ลูกค้า  ลูกค้ารายไหนทำงานด้วยไม่สนุก ก็เลี่ยงที่จะรับงานจากเขาในครั้งต่อไป  ผมทำแบบนี้มาสิบปี  ถามว่า “มีความสุขมากกว่าสมัยทำงานประจำหรือไม่”  คำตอบคือ “ผมไม่แน่ใจ”

  ไม่ว่าผมจะเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง  คนฟังส่วนใหญ่มักจะบอกผมว่า ชีวิตผมช่างน่าอิจฉาและมักจะถามว่า ถ้าจะทำอย่างผม มันต้องทำยังไง เริ่มอย่างไร  ผมบอกทุกครั้งว่า คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะมองการใช้ชีวิตของคนอื่นดีกว่าที่ตนเองเป็นอยู่  ที่จริงแล้วทุกวิถีการใช้ชีวิตมันมี “ราคา” ที่ต้องจ่ายเสมอ  ไม่ว่าคุณจะเป็นเศรษฐีพันล้านหรือยาจกศูนย์เหรียญ มันก็มีราคาค่างวดของมันทั้งสิ้น  ลึกๆแล้วไม่มีอะไรต้องอิจฉากับภาพภายนอก ขณะที่ภาพภายในของแต่ละคน คนภายนอกอย่างเรามองไม่เห็นหรอกครับว่า เขาพอใจในชีวิตที่เป็นอยู่หรือไม่

  เพื่อนผู้ร่ำรวยคนหนึ่งบอกผมว่า รู้อย่างนี้เขาจะไม่รวยเท่านี้ เอาแค่พอดีพอดีก็พอ  ยิ่งรวยภาระมันก็ยิ่งเยอะ จะหยุดก็ไม่ได้ เสียดายเงิน  เพื่อนผมให้รางวัลตนเองด้วยการใช้รถราคาแพง บ้านหลังใหญ่โต เฟอร์นิเจอร์หรูหรา ท่องเที่ยวไปทั่วโลก แต่มีความสุขมากกว่าผมหรือไม่  ผมไม่มั่นใจ  แต่สิ่งที่มั่นใจคือ ถ้าผมเป็นเขา ผมจะหยุดทุกอย่าง เอาเงินที่หาได้ไปหาความสุขตามที่ผมต้องการ  พอผมพูดไปอย่างนั้น เขาก็สวนกลับมาทันที “คุณไม่ได้เป็นแบบผม คุณไม่รู้หรอก”  มันเป็นความทุกข์ของคนรวยนะ ผมว่า

   นี่ก็เป็นกับดักอีกกับดักหนึ่งของ “การแสวงหาความสุข”

ตกลงความสุขมันคืออะไรแน่

   คำถามนี้นักวิจัยความสุขเขาก็มีสูตรเยอะแยะ ลองไปหาในปรามาจารย์กูเกิลเอง  ผมรู้แต่ว่ายิ่งเราแสวงหาความสุขมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งไปแตะแค่เปลือกของความสุขเท่านั้น  ตัวการใหญ่ในการขัดขวางความสุขก็คือ “ความเคยชิน” และ “ความเบื่อหน่าย”

   สมมุติคุณถูกหวยสามสิบล้าน คุณจะมีความสุขได้กี่วัน สามสิบวัน เก้าสิบวัน ร้อยยี่สิบวัน  คำตอบจากการวิจัยคือหกเดือนครับ แล้วคุณก็เคยชินกับมัน  สิ่งที่เคยให้ความสุขคุณ มันไม่ได้ให้อะไรอีกต่อไปแล้ว  คุณยังคงซื้อหวยทุกงวดไหม  ถ้าเป็นผม ผมซื้อนะ มันได้ลุ้นทุกเดือน ถึงจะมีสามสิบล้านก็เถอะ  การได้ลุ้นมันให้ความตื่นเต้นมากกว่าเงินสามสิบล้านที่อยู่ในมือเสียอีก  อะไรที่เคยชินมันก็มาพร้อมกับความเบื่อหน่ายเสมอ

   การนิยามเงื่อนไขของความสุขที่แต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน ไม่สามารถที่จะนั่งถกเถียงกันได้ว่า ความสุขแบบไหนมันจะดีไปกว่ากัน  บางทีมันน่าจะดีกว่าที่เราไม่นิยามความสุข  เมื่อเราไม่นิยาม ความสุขมันก็ไม่มี เหลือแต่ความพอใจในการใช้ชีวิตที่เรากำลังดำเนินอยู่  อย่างน้อยที่สุด เราก็ไม่ต้องตกอยู่ในกระแส “วิ่งตาม” คนอื่น แล้วย้อนกลับมาทำให้เราพ่ายแพ้ต่อความเป็นตัวของเราเอง เพราะไปอยู่ใต้เงาของคนอื่น จนเราไม่รู้สึกว่า เรากำลังสูญเสียความอิสระ ที่เราจะได้ใช้ชีวิตตามที่เราพอใจและสมฐานะที่มีอยู่  ไม่ต้องดิ้นรนจนเกินเหตุ  สุดท้ายแล้วเราก็ไม่แน่ใจว่า ราคาที่เราต้องจ่ายไป เพื่อให้ถึงจุดๆนั้นมันคุ้มค่าหรือไม่

   ฟังดูแล้ว มันเหมือนเราเป็น “ผู้แพ้” ยังไงชอบกลนะ ว่าไหม

โดย ปากไก่

 

กลับไปที่ www.oknation.net