วันที่ พฤหัสบดี ธันวาคม 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อยากมี“พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มี ชีวิต” ผนวกกับแนวคิดอนุรักษ์ป่าสิริกิต


                     ปัจจุบันป่าฮาลา-บาลา ได้รับความสนใจจากคนทั่วโลก ทั้งนี้เพราะว่าเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์มาก จากการศึกษาวิจัยของนักวิชาการทั้งไทยและต่างประเทศที่พลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาลงพื้นที่ แม้จะมีสถานการณ์ความมไ่สงบ แต่ก็ไม่เคยว่างเว้นจากนักวิชาการจากหลายแขนง ซึ่งสรุปได้ว่า ผืนป่าแห่งนี้ มีพรรณไม้ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น และไม้ยืนต้นมักมีเรือนยอดชิดกัน ส่วนใหญ่จะเป็นพืชในวงศ์ยาง เช่น สยาแดง สยาขาว สยาเหลือง เป็นต้น ไม้ขนาดใหญ่ในวงศ์อื่นได้แก่ หยี ทองบึ้ง หลุมพอ กะบก กุหลิมหรือกระเทียมต้น ยวนและกฤษณา

                   นอกจากนี้ยังมีพืชในวงศ์หมากและหวาย ขึ้นกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป เช่น หลาวชะโอน หมากพน จากเขา บังสูรญ์ กะพ้อสี่สิบหรือตาลเดียว หมากข้าวตอก และหวายชนิดต่าง ๆ ไม้พื้นล่างหรือพืชคลุมดินส่วนใหญ่เป็นพวกพืชตระกูลขิงข่า สกุลที่สำคัญได้แก่ ข่าป่า กระวาน กระชายป่า ปุดและกาหลา ซึ่งมีหลายชนิดทั้งชนิดดอกสีขาว สีแดงและสีชมพู พืชพวกเฟิร์นสกุลต่างๆ จำนวนมาก เช่นเฟิร์นต้น ว่านกีบแรดและสามร้อยยอดหรือโชน เป็นต้น บริเวณเขาหินปูน เช่นผากล้วย ผานาคราช และเขาหัวนาค พรรณไม้เด่นได้แก่ สนสามพันปี แดงประดับผา นกนอนและสนทราย พืชอื่น ๆ เช่น หม้อข้าวหม้อแกงลิง ว่านนาคราช และกล้วยไม้ชนิดต่าง ๆ 

                    โดยภูมิประเทศ ป่าฮาลา-บาลา เป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน ความสูงจากระดับน้ำทะเลต่ำสุด 100 เมตร สูงสุด 1466 เมตร ป่าฮาลา – บาลา ถือเป็นป่าดงดิบชื้น หรือป่าฝนเขตร้อน มีความชื้นสูงตลอดปี ตั้งอยู่บริเวณตอนใต้สุดของประเทศไทย มีแนวป่าต่อเนื่องกับป่าเบลุ่มทางตอนเหนือของประเทศมาเลเซีย เมื่อรวมพื้นที่เข้าด้วยกัน จัดได้ว่าเป็นป่าฝนเขตร้อนที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดบนคาบสมุทรมาลายา พื้นที่มีฝนตกชุก ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยมากกว่า 2,000 มิลลิเมตรต่อปี

                   ลักษณะภูมิอากาศค่อนข้างคงที่และมีความชื้นพอเหมาะที่สิ่งมีชีวิตจะอาศัยดำรงชีวิตอย่างต่อเนื่องมาได้เป็นเวลานาน ประชากรที่อาศัยอยู่รอบพื้นที่ป่าฮาลา-บาลา ในท้องที่จังหวัดยะลาและจังหวัดนราธิวาสได้รับผลกระทบจากความแห้งแล้งน้อยมาก ป่าผืนนี้สามารถควบคุมลักษณะ ภูมิอากาศไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง
 
                   ป่าผืนนี้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า สัตว์ป่าที่สำคัญที่พบมีสัตว์ป่าที่จัดเป็นสัตว์ป่าหายากอาศัยอยู่หลายชนิด ได้แก่ กระซู่ สมเสร็จ กระทิง เสือโคร่ง เลียงผาและช้างป่า เป็นต้น สัตว์ป่าประเภทนกมี 217 ชนิด 114 สกุล 38 วงศ์ สัตว์จำพวกเลี้ยงลูกด้วยนม มี 144 ชนิด 84 สกุล 38 วงศ์ สัตว์จำพวกเลื้อยคลานมี 30 ชนิด 24 สกุล 9 วงศ์ สัตว์จำพวกสะเทินน้ำสะเทินบก มี 23 ชนิด 15 สกุล 9 วงศ์

                   ปัจจจุบันมีสำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา ตั้งอยู่ฝั่งอำเภอแว้งจังหวัดนราธิวาส แต่ฝั่งตำบลอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ยังไม่มีสำนักงานที่เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการศึกษาแก่ประชาชนโดยทั่วไป  องค์การบริหารส่วนตำบลอัยเยอร์เวง จึงได้ร่วมกับศูนย์พัฒนาศักยภาพป่าไม้เบตง สำนักงานป่าไม้เขต 13 นราธิวาส เพื่อจัดให้มีสถานที่ รวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับป่าฮาลา-บาลาทั้งหมด ผนวกกับองค์ความรู้ด้านสมุนไพร พันธุ์ไม้ที่สามารถพัฒนาเป็นพืชเศรษฐกิจสำหรับชุมชน เพื่อให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานของโครงการ อีกทั้งนำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง องค์ความรู้โครงการพระราชดำริต่างๆมาเผยแพร่ให้ชาวไทย และชาวต่างประเทศได้ซีมซับรับรู้ อัจฉริยภาพ ของในหลวง ร.๙   พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช    

                    ซึ่งกลยุทธ์ในการดำเนินการ ก็อาศัยโอกาสที่อำเภอเบตงอยู่ในโครงการโครงการเมืองต้นแบบ "สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน" ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ยังสนับสนุนให้ใช้มิติทางเศรษฐกิจช่วยแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้า ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเกิดความสันติสุขอย่างยั่งยืน โดยให้น้อมนำพระราชดำริมาดำเนินการให้สอดคล้องและเกิดประโยชน์ในพื้นที่

                  “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มี ชีวิต” (Living Natural Museum) เป็นศูนย์รวมการพัฒนาแบบเบ็ดเสร็จ (One stop service) โดยการเป็นศูนย์ฝึกอบรมหรือศูนย์เรียนรู้ การท่องเที่ยวเชิงพัฒนา การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ สงเสริมเกษตรกรรมครบวงจร เป็นการนำแนวทางดครงการพระราชดำริ มาปกป้องรักษาป่สิริกิต ป่าของแม่หลวง ซึ่งจะทำให้เกษตรกรและผู้เยี่ยมชมสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการประกอบอาชีพการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การเกษตรทฤษฎีแนวใหม่ และด้านศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านเพื่อพัฒนาชีวิต และความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น   

                   ทั้งนี้สรุปสั้นๆก็คือ เราจะทำมหาวิทยาลัยป่า ในชุมชน ไว้ศึกษา อบรม และสัมมนา ของผู้ที่คิดและสนใจเรื่องป่าดิบชื้น เราอยากให้มีสถานที่ สำหรับศึกษาดูงาน ศึกษาวิจัย อนุรักษ์พันธุ์พืชหายากของป่าฮาลา โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับรู้ ซึมซับ รูถึงคุณค่า คุณประโยชน์ของป่า รวมตัวเป็นกลุ่ม เข้ามามีส่วนร่วม มีบทบาทในการปกป้องป่า อันเป็นต้นน้ำ เป็นสายเลือดของคนในสามจังหวัดชายแดนใต้..ศณีรา รายงาน. 

 


   

ลักษณะโครงการ : เป็นศูนย์ศึกษาเพื่อการพัฒนา


ผู้ได้รับประโยชน์ : เกษตรกร ประชาชนบริเวณรอบศูนย์ นักเรียนนักศึกษา


แผนการดำเนินงานและกิจกรรมโครงการ :


1.ศูนย์พัฒนาและศึกษาธรรมชาติป่าไม้เบตง มีเนื้อที่ 1,240 ไร่


2.หมู่บ้านรอบศูนย์ฯ บริเวณลุ่มน้ำปัตตานี ใน ตำบลอัยเยอร์เวง และตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นหมู่บ้าน เป้าหมายในการปฏิบัติงานขยายผล จำนวน 20 หมู่บ้าน เนื้อที่ 120,000 ไร่


บทบาทหน้าที่


              ศูนย์พัฒนาศักยภาพและศึกษาธรรมชาติป่าไม้เบตง มีบทบาทหน้าที่ในการเป็นศูนย์ เรียนรู้ สถาน “ศึกษา” และให้การ “พัฒนา” ไปพร้อมกัน กล่าวคือ มีหน้าที่ศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิจัย และแสวงหาแนวทางหรือวิธีการพัฒนาถ่ายทอด ความรู้ด้านการเกษตรสาขาต่างๆ ที่เหมาะสมสอด คล้องกับสภาพแวดล้อมเพื่อการประกอบอาชีพของ ราษฎรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นๆ ให้ราษฎรได้รู้ ได้เห็น ได้สัมผัส และสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างจริงจัง เมื่อศึกษาทดลองได้ผลแล้วก็จะนำไปขยายผลใน ลักษณะ “การพัฒนา” สู่ราษฎรที่อาศัยอยู่บริเวณ หมู่บ้านรอบศูนย์ฯ และขยายผลเป็นวงกว้างออกไป
              ศูนย์พัฒนาศักยภาพและศึกษาธรรมชาติป่าไม้เบตง ถือเป็นภารกิจสำคัญในการทำหน้าที่เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์พระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวให้ประชาคมโลกทุกชาติทุกชนชั้นได้รับรู้ถึงโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดของหลักการและแนวทาง การปฏิบัติที่มุ่งสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง พัฒนาคนให้สามารถ ดำรงชีวิตได้อย่างพออยู่พอกินให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ การเป็นศูนย์เรียนรู้เพื่อส่งเสริมและให้บริการประชาชนนั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักการ 4 ประการ คือ


               1.เกษตรทฤษฎีใหม่ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

               2.ศูนย์ขยายพันธุ์หญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดิน และน้ำ และการปรับปรุงบำรุงดิน

               3.ส่งเสริมการใช้ประโยชน์พืชสมุนไพร

              4.เป็นศูนย์ฝึกวิชาชีพ

 



         มีแผนแนวทางการดำเนินงาน ดังนี้


               1.ทำการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิจัย เพื่อแสวง หาแนวทางและวิธีการพัฒนาทางด้านต่างๆ ให้เหมาะสม สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน 
               2.มีการแลกเปลี่ยนสื่อสารระหว่างนักวิชาการ นักพัฒนาส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และการเกษตรกร การศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิจัยต่างๆที่ได้ผลแล้ว ให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ ได้จริงในพื้นที่ศูนย์ฯ 
               3.มีการบริหารจัดการที่เป็นระบบ เน้นการพัฒนา แบบผสมผสาน อยู่บนหลักการและพื้นฐานของการพึ่งพา ตนเองตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 
               4.การประสานงานระหว่างส่วนราชการแบบบูรณาการ จัดเป็นแนวทางและวัตถุประสงค์สำคัญยิ่ง ประการหนึ่ง แนวทางการดำเนินงานของศูนย์พัฒนาศักยภาพและศึกษาธรรมชาติป่าไม้เบตง 
               5.เป็นศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ มีการศึกษา ทดลองและสาธิตให้เห็นถึงความสำเร็จของการดำเนินงาน พร้อมกันในทุกด้าน ทั้งด้านการฟื้นฟูสภาพป่า การพัฒนา ที่ดิน การเพาะปลูกพืช การปศุสัตว์ ประมง ตลอดจนการ พัฒนาทางด้านสังคมและงานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน ทำหน้าที่เสมือน “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มี ชีวิต” (Living Natural Museum) เป็นการให้บริการ ณ จุดเดียว หรือศูนย์รวมการพัฒนาแบบเบ็ดเสร็จ (One stop service) โดยการเป็นศูนย์ฝึกอบรมหรือศูนย์เรียนรู้ ด้านเกษตรกรรมครบวงจร ซึ่งเกษตรกรและผู้เยี่ยมชมสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการประกอบอาชีพการ เกษตร และด้านศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านเพื่อพัฒนาชีวิต และความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น
                 ศูนย์พัฒนาศักยภาพและศึกษาธรรมชาติป่าไม้เบตง ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงพัฒนา (Development Tourism) ให้นักท่องเที่ยวและประชาชน ที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงได้เข้ามาท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อน ใจ ซึ่งนอกจากจะได้รับความเพลิดเพลินแล้วยังได้เรียนรู้ เรื่อง ธรรมชาติของป่า การเกษตรและศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน ช่วยกระตุ้น จิตสำนึกของคนในชาติให้ตระหนักถึงการเป็นสถานศึกษา
                ศูนย์พัฒนาศักยภาพและศึกษาธรรมชาติป่าไม้เบตง ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจาก พระราชดำริตระหนักถึงภารกิจนี้ จึงได้ทำการขยายพันธุ์ กล้าสมุนไพร หญ้าแฝกสำหรับแจกจ่ายให้เกษตรกรและผู้สนใจ ได้ นำเอาไปปลูกในพื้นที่ของตนเอง พร้อมทั้งจัดทำเอกสาร
               6.ส่งเสริมการใช้ประโยชน์พืชสมุนไพร
                  เพื่อให้เป็นแหล่งปลูกรวบรวม พืชสมุนไพรชนิดต่างๆ สำหรับการศึกษาวิจัยทางวิชาการ เผยแพร่การใช้ประโยชน์ และเป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ ของนักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป
                  ศูนย์พัฒนาศักยภาพและศึกษาธรรมชาติป่าไม้เบตงสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการศึกษา วิจัยการ ใช้ประโยชน์จากพืชสมุนไพรสำหรับการป้องกัน รักษา บรรเทา หรือกำจัดอาการของโรคบางชนิดที่เกิดขึ้นทั้งใน คน สัตว์ และพืช ทั้งนี้ เพื่อลดโทษและพิษภัยของสารเคมี ที่ตกค้างในร่างกาย เพื่อสร้างความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Environment friendly) และเพื่อคืนสู่ธรรมชาติ (Back to the nature) อันเป็นการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ รวมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชสมุนไพรและผลิต ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรเพื่อสร้างรายได้เสริม และเพื่อเพิ่ม มูลค่าสินค้าเกษตร
                7.เป็นศูนย์ฝึกวิชาชีพ
                  ศูนย์พัฒนาศักยภาพและศึกษาธรรมชาติป่าไม้เบตงได้ให้บริการฝึกอบรมวิชาชีพด้านเกษตรกรรม สมบูรณ์แบบและศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ให้แก่เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป เพื่อสนองพระราชดำริ ในการให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นศูนย์เรียนรู้ อันเป็นการเสริมสร้างความรู้ความสามารถ ในการประกอบอาชีพ ฝึกหัดให้เกิดความชำนาญ และเป็น แนวทางในการประกอบอาชีพเพื่อสร้างเสริมรายได้ เกษตรกรและผู้สนใจทั่วไปสามารถติดต่อขอเข้ารับการฝึก อบรมได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ
                 นอกจากนี้ ศูนย์พัฒนาศักยภาพและศึกษาธรรมชาติป่าไม้เบตง ยังถือเป็นภารกิจในการเป็นแหล่งเรียนรู้และให้การฝึกงานแก่นักเรียน และนักศึกษา จากสถาบันการศึกษาทั่วไปอีกด้วย

                

                           

รูปแบบอาคาร

              รูปแบบอาคาร คสล. สูง 1 ชั้น พื้นที่ใช้สอยภายในรวม 750 ตร.ม. พื้นที่ใช้สอยภายนอก 450 ตร.ม. พร้อมพื้นที่ดาดฟ้าชมดาว พื้นที่รวม 500 ตร.ม.

             รูปลักษณ์ทางสถาปัตยกรรม ออกแบบให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมอย่างสมบูรณ์ โดยใช้รูปลักษณ์ ของเรือโนอาร์ เป็นสัญลักษณ์ แห่งการเริ่มต้นชีวิต

พื้นที่ใช้สอยอาคาร

  • ภายนอกอาคาร ระเบียงแบบเปิดโล่ง เพื่อใช้สำหรับชมทิวทัศน์ และจัดแสดงนิทรรศการกลางแจ้ง พื้นเล่นระดับตามสภาพเนินดิน รอบอาคาร มีพื้นที่รวม 400 ตร.ม.
  • ทางเข้าหลัก พื้นที่รวม 50 ตร.ม. มีหลังคาคลุม ป้องกันแดดฝน
  • โถงทางเข้าภายในอาคาร พื้นที่รวม 60 ตร.ม. ใช้สำหรับพักคอย และจุดนัดพบ มีฝ้าเพดานสูงโล่ง หลังคาโปร่งแสง  รับแสงธรรมชาติ เพื่อประหยัดพลังงาน
  • โถงจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียน มีพื้นที่รวม 130 ตร.ม. เป็นพื้นที่ว่าง ใช้สำหรับจัดแสดงนิทรรศการชั่วคราว ตามหัวข้องานที่กำหนด โดยมีฝ้าเพดานสูงโล่ง หลังคาโปร่งแสง
  • ห้องจัดแสดงนิทรรศการถาวร มีพื้นที่รวม 240 ตร.ม. จัดเป็นทางเดินเชื่อมต่อกันเพื่อชมงาน และโถงแสดงงาน ยาว 80 เมตร พร้อมจัด DISPLAY แสดงเรื่องราวต่างๆ     
  • ห้องประชุม-สัมนาๆ พื้นที่รวม 140 ตร.ม. เป็นห้องใหญ่ สามารถแบ่งเพื่อประชุมย่อยได้ 2 ห้อง พร้อมอุปกรณ์
  • ห้องควบคุมไฟฟ้าแสงสว่าง และ เก็บอุปกรณ์ มีพื้นที่ 60 ตร.ม.
  • ห้องน้ำชาย-หญิง สำหรับผู้ใช้อาคาร จัดให้เพียงพอต่อความต้องการของโครงการ
  • ชั้นดาดฟ้า เป็นเฉลียงเปิดโล่ง มี 2 ระดับ พื้นที่รวม 500 ตร.ม.

 

 

 

สิ่งที่เราอยากให้มีในโครงการ คือ ข้อมูลเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา


                   



 

 


 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพ : ด.ต.ปรมินทร์ นาทองเจริญสุข

โดย ศณีรา

 

กลับไปที่ www.oknation.net