วันที่ อังคาร ธันวาคม 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สำรวจพบ (ซาก) “ปราสาทหิน” บนเกาะดอนสวรรค์ ปราสาทหินแห่งใหม่ของเมืองสกลนคร


          ในระหว่างการเดินทางไปตามเส้นทางของกิจกรรม Fam Trip “มหัศจรรย์แห่งศรัทธา งามดาราสกลนคร” โดยการสนับสนุนจาก คุณตระกูล อานัด สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสกลนคร และคุณมนตรี เทศบาลนครสกลนคร เพื่อจุดหมายการพัฒนาการท่องเที่ยวเมืองสกลนครในทางเศรษฐกิจ ตามคำขวัญ “ ปีท่องเที่ยววิถีไทย ประทับใจสกลนคร” สอดรับกับนโยบายในระดับประเทศที่กำหนดให้ ปี 2561 เป็น “ปีท่องเที่ยววิถีไทย 2018”

.

.

             ถึงแม้ว่า ผมจะได้เคยมีโอกาสเดินทางข้ามหนองหารไปยังเกาะดอนสวรรค์มาหลายครั้งต่อหลายครั้ง แต่ในกิจกรรมครั้งนี้ ทางท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสกลนคร ร่วมกับเทศนครสกลนคร  ภาครัฐและเอกชน อย่างคุณเสกสรร ประธานหอการค้าสกลนคร  มีแนวคิดที่จะพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวทางน้ำของหนองหารให้เป็นรูปธรรม ไม่กระทบผลทางด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ  กำหนดเส้นทางออกจากสระพังทอง (บารายแบบเขมร เมืองหนองหารหลวง  ในยุคพุทธศตวรรษที่ 16 – 17) โดยจะแวะชมเกาะดอนสวรรค์ และข้ามไปขึ้นยังท่าแร่ทางทิศเหนือ เพื่อนำคณะเข้าร่วมงาน “แห่ดาวท่าแร่” ครับ

.

.

            หนองหารในช่วงหน้าหนาวนี้สวยงามมาก ๆ แผ่นน้ำนิ่งใสเหมือนกระจกที่สะท้อนแผ่นฟ้าจนออกเป็นสีมุก ยิ่งถึงตอนช่วงเย็น อันเป็นช่วงที่ชาวสกลนครนิยมเรียกกันตามบทเพลงว่า “ตะวันรอนที่หนองหาร” นั้น แสงอาทิตย์ยามเย็นส่องลงใต้ผิวน้ำใส เห็นเป็น “ทุ่งสาหร่ายสีทอง” อยู่ใต้ท้องน้ำ ระทึกใจราวกับเห็นปะการังในทะเลอันดามัน

.

.

            ความงดงามเช่นนี้ ถ้ายังไม่ได้เห็นด้วยตาของตัวเอง ก็คงยากที่จะอธิบายภาพฝันของหนองหารในยามเหมันต์นี้ออกมาได้ทั้งหมด ถึงแม้จะมีรูปภาพและคลิปมาให้ชมในสเตตัสนี้แล้วก็ตาม ถ้ามีโอกาส คงต้องเชิญชวนมาดูกันเองแล้วล่ะครับ

.

.

            เมื่อเรือเครื่องหางยาวของคุณโตโน่และพี่ปัญญาพาคณะของเรา ที่มีคณะของท่านดร. ปัญญา หาญลำยวงอธิบดีกรมพลศึกษา ร่วมอยู่ด้วย เดินทางไปถึงเกาะดอนสวรรค์ในตอนเย็น หลายคนที่ยังไม่เคยมาก็คงตื่นเต้นกับการมาเยือนเกาะกลางน้ำ  ดอนแม่หม้ายในตำนาน “ขุนขอม พญาสระอุทก หรือ เกาะดอนสวรรค์” แห่งนี้  

.

          เล่ากันต่อมาถึงเรื่องราวของ “หนองหาร  - เวียงหนองล่ม” ตำนานที่กล่าวถึง “ขุนขอม” จากเมืองพระนครหลวง  ในชื่อ “กรุงอินทร์ปัฏนคร” ได้พาผู้คนมาสร้างเมืองหนองหารหลวง บริเวณ “ท่านางอาบ” มีโอรสชื่อว่า "สุระอุทก"  เป็นผู้มีบุญญาธิการ  ด้วยเพราะตอนประสูตินั้นถือพระขรรค์ และเกิดน้ำพุใหญ่ (ซ่างน้ำพุ) กลางเมือง  ภายหลังที่ขุนขอมสวรรคต จึงได้ขึ้นครองเมืองเมื่อพระชนมายุ  15 พรรษา

.

          พญาสุระอุทก มีโอรส 2 พระองค์ องค์ใหญ่มีนามว่า "เจ้าภิงคาระ" องค์น้องมีนามว่า "เจ้าคำแดง" ในวันหนึ่ง พญาสุระอุทะกะมาที่ปากน้ำมูนนที ซึ่งเป็นเขตติดต่อกับกรุงอินทร์ปัฏ ทราบความว่า “พญานาคธนมูล" เป็นผู้ครอบครองดินแดนแถบนี้ ทรงพิโรธว่า ไม่เป็นการสมควรที่ปู่กับพระราชบิดามอบอำนาจให้กับสัตว์เดรัจฉาน จึงชักพระขรรค์วิเศษที่ได้มาตั้งแต่กำเนิด ไต่ไปบนห้วงน้ำมูนนทีและแกว่งพระขรรค์แสดงฤทธา  ฝ่ายพญานาคธนมูล ก็กระทำทำฤทธาตอบโต้กันและกัน ต่างฝ่ายต่างไม่หยุดหย่อนท้อถอยซึ่งกันและกัน เมื่อเห็นว่า ฝ่ายนาคนั้นมีฤทธิ์เดช พระยาสุระอุทกจึงให้เลิกทัพกลับ

.

             แต่พญานาคธนมูลนาคยังคงผูกใจเจ็บ จึงให้บริวารลอบติดตามพญาสุระอุทกกลับไป จนถึงเมืองหนองหารหลวง  ออกอุบายเนรมิตร่างเหล่านาคให้กลายเป็น “ฟานด่อน” (เก้งเผือก) ขาวงามบริสุทธิ์เดินผ่านเมืองไปที่โพธิ์สามต้น   พระยาสุระอุทกสั่งให้เหล่านายพรานไปช่วยกันล้อมจับฝูงฟานด่อน นาคบริวารที่แปลงตัวเป็นเก้ง เผือกต่างกลับคืนร่างเดิมแทรกแผ่นดินหายไป  คงเหลือแต่พญานาคธนมูลในร่างของฟานด่อนเพียงตัวเดียว

.

.

          ฟานด่อนธนมูลหลอกล่อเหล่านายพรานให้ตามจับมาจนถึง “หนองบัวสร้าง” เหล่านายพรานก็เข้าล้อมยิงด้วยหน้าไม้ พญานาคธนมูลนาครีบถอดวิญญาณออกจากกาย ปล่อยให้ร่างเก้งเผือกนอนตายขยายร่างใหญ่โตเป็นช้างสาร

.

             เหล่านายพรานช่วยกันยกหามเอาฟานด่อนเข้าเมือง   พระยาสุระอุทกจึงมีรับสั่งให้เอาเนื้อมาถวาย นายพรานแล่เนื้อกัน 3 วัน 3 คืน แจกจ่ายไปให้ผู้คนในเมืองกิน เนื้อก็ยังเติมฟูขึ้นมาเหมือนเดิมไม่หยุดหย่อน

.

            พระยาสะรอุทกกินเนื้อฟานด่อนด้วยความเอร็ดอร่อย วิญญาณพญาธนมูลนาคจึงได้สั่งให้เหล่าบริวารนาคมุดดำดินลงใต้เมืองหนองหารหลวง ขุดแผ่นดินใต้เมืองให้ทรุดจนถล่มทะลายกลายเป็นน้ำเจือหนองหาร จับพญาสุระอุทก ผูกพันธนาการด้วยบ่วงบาศชักลากเป็นทางคดโค้งจากเมืองหนองหารหลวงลงสู่แม่น้ำธนนที (แม่น้ำโขง) จนพญาสุระอุทกสิ้นพระชนม์โดยเวทนา   เส้นทางที่พระยาธนมูลนาคชักลากพระยาสุระอุทกลงไปหาแม่น้ำโขงนั้น เรียกว่า   “คลองน้ำกรรม” หรือที่เรียกกันว่า  “ลำน้ำก่ำ” ส่วนหนทางที่นายพรานกับชาวเมืองชักลากฟานด่านกลายเป็นคลองน้ำไหลลงหนองหาร  เรียกว่า “คลองน้ำลาก” ครับ

.

.

            พระโอรสทั้งสอง เจ้าภิงคาร เจ้าคำแดง และผู้คนจำนวนหนึ่งรู้สึกตัวก่อนเมืองล่ม จึงรีบว่ายน้ำออกไปอาศัยอยู่ที่เกาะเกาะดอนสวรรค์ ซึ่งคงเหลือรอดพ้นจากการทำลายของพวกนาค  แล้วจึงพากันอพยพไปพักอาศัยอยู่ที่ “โพนเมือง” ริมหนองหารหลวงด้านทิศใต้ สำรวจชัยภูมิเพื่อสร้างเมืองใหม่ที่ “ภูน้ำลอดเชิงชุม” แล้วจึงสร้างเมืองขึ้นใหม่ ครับ

.

.

          *** เรื่องราว ของตำนาน “ขุนขอม – พญาสุระอุทก – พญานาคธนมูล”  ปรากฏร่องรอยของกรุงอินทร์ปัฏนครหรือเมืองพระนครหลวง กับเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรมเขมรโบราณปะปนอยู่

.

           ซึ่งในทางธรณีวิทยา หนองหารนั้นเคยเป็นที่ลุ่มต่ำ มีชั้นหินเกลือขนาดใหญ่อยู่ใต้ดิน จนเกิดการทรุดตัวเป็นแอ่งทรุด น้ำจากลำน้ำต่าง ๆ โดยเฉพาะลำน้ำพุง จึงไหลมารวมกัน (หาร -  คือการรวมตัวกันของน้ำ) กลายเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงในระหว่างที่เกิดการทรุดตัวเป็นแอ่งน้ำ  ตัวเมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยมแบบเขมรจึงทรุดตัวลาดเทลงไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ดังที่ปรากฏร่องรอยของคูเมืองและคันดินบางส่วนยังคงจมอยู่ในหนองหารจนถึงในทุกวันนี้ครับ

.

          เกาะดอนสวรรค์ก่อนการทรุดตัวของแอ่งชั้นหินเกลือ (หรือก่อนถูกพญานาคธนมูลพาพวกนาคถล่ม ตามความเชื่อมในตำนาน) จึงเคยเป็นเนินเขาที่มีความสูงไม่มากนักใกล้กับที่ลุ่มต่ำ และลำน้ำหลักเดิมที่ไหลลงไปทางน้ำก่ำ ออกไปสู่แม่น้ำโขง

.

.

          *** เมื่อคณะ Fam Trip เดินทางมาถึงเกาะดอนสวรรค์ ด้วยความเคยชินแบบเดิม ๆ ผมไม่ได้เดินเข้าไปที่อาคารสมัยใหม่ที่ทำเป็นโบสถ์วิหาร เพราะมาหลายครั้งแล้วครับ แต่ก็ต้องรอคณะเดินชมพันธุ์ไม้รอบเกาะระยะทาง 1.5 กิโลเมตร ตามคำแนะนำของคุณโตโน่และพี่ปัญญา ระหว่างรอคณะ มันเหมือนมีอะไรมาดลใจ มองเห็นต้นตาลอันเป็นไม้สำคัญคู่ปราสาทหินแบบเขมรเกือบทุกหนแห่ง ให้แปลกใจ จึงคิดเดินสำรวจระหว่างที่รอคณะ เดินไปตรงบ่อน้ำโบราณ ก็พบแต่ศิลาแลงก้อนใหม่ ๆ ที่ถูกนำมาก่อเป็นกองคล้ายจะทำเป็นเจดีย์และกรุเป็นบ่อน้ำ

.

.

          หันไปเอ่ยถาม พี่เจ้าของเรือโตโน่ว่าเคยเห็นหินแบบเดียวกันแต่มีขนาดใหญ่กว่า ตรงนี้ไหม ? เขาบอกกลับมาทันทีว่า มี เป็นของเก่าแก่ของเกาะดอนสวรรค์ก่อนที่จะมีการสร้างตัวอาคารใหม่ครอบทับ

.

.

       เป็นความตื่นเต้นในทันทีครับ ผมรับวิ่งไปดูทางด้านขวาของอาคาร ตามคำบอกเล่า ตรงที่ผมก็เคยเดินผ่านและนั่งพักมาไม่รู้กี่ครั้ง เมื่อพิจารณาตรงเก้าอี้ เอาไม้ที่พาดวางทำเป็นเก้าอี้นั่งออก ก็พบว่า หินทั้งสองก้อนนี้ เป็นส่วนประกอบของอาคารหรือประติมากรรม ที่มีการเซาะร่อง ทำท้องไม้และมีเส้นลวดบัว อย่างชัดเจน

.

.

.

.

.

          ทางด้านหลังอาคารโบสถ์วิหารใหม่นั้น มีกองหินศิลาแลงถูกฝั่งและโบกปูนอยู่กลุ่มหนึ่ง ใกล้กันมีชิ้นส่วนของหินทราย ที่มีร่องรอยการสกัดผิวให้เรียบด้วยสิ่วเล็ก ๆ ตามแบบงานช่างเขมรในการจัดการหินเพื่อนำมาสร้างปราสาทหิน

.

.

.

            พี่เจ้าของเรือโตโน่ พาย้ายมาดูฝั่งซ้ายของอาคารสร้างใหม่ อย่างพินิจพิเคราะห์ ฝั่งนี้ผิวกระเบื้องปูพื้นแยกออกเห็น หินศิลาแลงเป็นแนวยาว เป็นแนวกรุขอบของฐานปราสาทโบราณ

.

.

           “อาคารโบสถ์วิหารที่เพิ่งสร้างใหม่ สร้างทับซากอาคารเก่าที่เคยมีอยู่บนเกาะ” พี่เจ้าของเรือโตโน่บอกย้ำ

.

            จากพื้นส่วนฐานของโบสถ์ที่ปูกระเบื้องใหม่เป็นลาน  จุดที่แตกออกและด้านนอกมีเศษอิฐแบบปราสาทเขมร ที่ไม่มีแกลบข้าว เผาแบบเนื้อแกร่ง กระจัดกระจายอยู่โดยรอบบริเวณเป็นจำนวนมาก เสาที่เหลืออยู่ต้นหนี่งของอาคารใหม่ แสดงให้เห็นว่าได้มีการเอาอิฐจากซากอาคารโบราณมาใช้ก่อใหม่ ซึ่งก็อาจหมายถึงตัวอาคารโบสถ์วิหารใหม่นี้ อาจได้รื้อเอาอิฐเก่าจากซากอาคารโบราณมาใช้ด้วย

.

.

.

           จะมากจะน้อยแค่ไหนไม่ชัดเจนครับ แต่ที่แน่ ๆ แล้ว บนเกาะดอนสวรรค์ กลางหนองหาร มีปราสาทหินแบบเขมรที่สร้างด้วยอิฐ และใช้หินทรายเป็นเสากรอบประตูในการรับน้ำหนักโครงสร้างของเรือนยอดปราสาท เป็นซากปราสาทหิน ที่ถูกปิดบัง ซ่อนเร้น และทำลายโดยอาคารโบสถ์วิหารสมัยใหม่  เมื่อพิจารณาจากความนิยมในการทำวงโค้งเว้าของหินศิลาแลงตรงที่ไปวางเป็นเก้าอี้ เป็นความนิยมของศิลปะแบบเขมรในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 ครับ

.

.

           ปราสาทหินหลังนี้ คงสร้างขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกับช่วงก่อนการเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ที่ทำให้พื้นแผ่นดินทรุดตัวลงเป็นหนองหาร

.

.

           ถึงตรงนี้ ก็คงต้องขอแสดงความยินดีกับชาวสกลนครแล้วนะครับ ที่จะมี “ปราสาทหินก่ออิฐ” แห่งใหม่ (ผมขอยืนยันด้วยความรู้แบบนอกกรอบอย่างหนักแน่น ไม่ต้องรอการขุดค้นทางโบราณคดี) อยู่บนเกาะดอนสวรรค์ กลางผืนน้ำหนองหาร และทุ่งสาหร่อยสีทองอันงดงาม

.

              ปราสาทหินก่ออิฐ ที่เคยบนบนยอดเนินเขา หน้าเมืองหนองหารหลวง

             ถึงเวลาที่ชาวสกลนครจะต้องตัดสินใจกันแล้วครับว่า จะเลือกเอา (ซาก) ปราสาทหินแบบเขมรกลางหนองน้ำใหญ่ ที่จะมี “เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย” หรือจะ คงอาคารโบสถ์วิหารสมัยใหม่ ที่สร้างครอบซากปราสาทหินโบราณเอาไว้

.

.

             ถ้าเป็นผม ผมคงเลือกไม่ยากเลยครับ ตอนนี้ ผมได้ประสานกับท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด เทศบาลนครสกลนคร และองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร และอีกหลายหน่วยงาม ได้ช่วยกันบูรณาการ ตามกิจกรรม “City Tour” เชื่อม รถเมล์เหลืองและท่าเรือเข้าหากันซ่อมเรือสองชั้น และเรือหางยาวบริการ พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวหนองหาร ตามแนวคิดธรรมชาติ นิเวศวิทยา  เพิ่มเติมด้วยการค้นพบซากปราสาทหินบนเกาะดอนสวรรค์ ที่ยังคงเหลือซากฐานและชิ้นส่วนอยู่ใต้ดินบนเกาะดอนสวรรค์

.

.

.

ต้องถามคนสกลนครว่า “สนใจจะมาร่วมกันไหมครับ”

.

.

“อยู่สกล รักสกล ทำเพื่อสกลนคร”

.

.

.

โดย ศุภศรุต

 

กลับไปที่ www.oknation.net