วันที่ พฤหัสบดี มกราคม 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บัวผุดบานที่ ฝั่ง ป่าฮาลา


 

บัวผุดเป็นพืชมหัศจรรย์ ที่ปีหนึ่งจะบานเพียงครั้งเดียว ถูกค้นพบเพียงไม่กี่แห่งในโลก

หนึ่งในนั้นคือที่ป่าฮาลา ครอบคลุม อ.ธารโต อ.บังนังสตา และ อ.เบตง จ.ยะลา ประเทศไทย

CR : ดต.ปรมินทร์ นาทองเจริญสุข

                      

            ดอกบัวผุด (ชื่อวิทยาศาสตร์: Rafflesia kerri Meijer) เป็นกาฝากชนิดหนึ่ง อาศัยอยู่บนรากของพืชจำพวกเถาองุ่นป่า ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า ย่านไก่ต้มมีลักษณะเด่นที่ดอกซึ่งเป็นดอกเดียวขึ้นจากพื้นดินมีขนาดใหญ่ให้เห็นระหว่างฤดูฝน ระหว่างพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคม ดอกตูมอยู่จะคล้ายกับหม้อขนาดใหญ่มีกลีบหนาจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางของดอก 60-90 เซนติเมตร ที่โคนของดอกมีกลีบนำสีน้ำตาลอมเหลืองเรียงสลับซับซ้อนกันอยู่มาก ภายในดอกจะมีแผ่นแบนคล้ายจาน ด้านบนมีปุ่มคล้ายหนามแหลมจานนี้จะซ้อนเกสรตัวผู้และรังไข่ไว้ด้านล่าง ดอกจะบานอยู่ได้เพียง 4-5 วันเท่านั้น   หลังจากนั้นก็จะค่อยๆ ดำเน่าไป ดอกบัวผุดพบใน พบในป่าดิบตั้งแต่แหลมมลายูลงไป

ลักษณะของบัวผุด

             บัวผุด เป็นพืชกาฝากชนิดหนึ่ง ไม่มีระบบราก ลำต้น ใบ และคลอโรฟิลล์ที่ใช้ในการสังเคราะห์แสง แต่สามารถเจริญได้ โดยการใช้เซลล์ยาวๆ เพียงไม่กี่เซลล์เชื่อมต่อกับท่อลำเลียงของรากเถาวัลย์น้ำ ดูดเอาน้ำเลี้ยง รวมทั้งสารอาหารต่างๆที่เถาวัลย์นี้สังเคราะห์ขึ้นด้วย

             โดยปกติแล้วเราจะไม่พบบัวผุดขึ้นอยู่ทั่วไปจนกว่าช่วงที่จะผสมพันธุ์เท่านั้น บัวผุดจะแตกตุ่มเล็กๆ บนเปลือกเถาวัลย์ เมื่อตูมดอกบัวผุดมีลักษณะคล้ายกับหัวกะหล่ำปลี มีกลีบสีน้ำตาลเข้มห่อหุ้มอยู่ด้านนอก และแตกออกเมื่อขนาดใหญ่ขึ้น หลังจากผ่านไป 9 เดือนดอกบัวผุดจะบานออก สามารถวัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางได้ประมาณ 60-90 เซนติเมตร มีน้ำหนักประมาณ 10 กิโลกรัม เคยมีรายงานว่าพบดอกไม้สกุลเดียวกันนี้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า100 เซนติเมตร ดอกบัวผุดมี 5 กลีบขนาดใหญ่สีน้ำตาลปนแดงด้านบนผิวกลีบดอกมีตุ่มเล็กๆ สีขาวขึ้นอยู่หนาแน่น ติดกับกลีบดอกเป็นส่วนที่เรียกว่า ผนังบังดอก (diaphram) 

              ส่วนในสุดของดอกมีลักษณะคล้ายจานแบนด้านผิวจานมีปุ่มคล้ายหนามแหลม ซึ่งยังไม่รู้หน้าที่ที่แน่นอน เชื่อว่าปุ่มหนามนี้ช่วยการกระจายกลิ่นที่อยู่ภายในดอกบัวผุดให้แมลงวันรวมถึงแมลงอื่นๆ หลงกลกลิ่นเข้ามาข้างในดอก และเป็นตัวกระจายละอองเกสรตัวผู้  

               บัวผุด เป็นพืชที่มีการสืบพันธุ์แบบแยกเพศ ดอกเพศเมียและดอกเพศผู้อยู่คนละต้นกัน ซึ่งการจำแนกว่าดอกใดเป็นเพศไหนนั้นยากจะจำแนกด้วยตาเปล่า ต้องผ่าดูโครงสร้างในดอกเท่านั้น 

               อวัยวะสืบพันธุ์ของบัวผุดจะอยู่บริเวณขอบด้านล่างของจาน เมื่อแมลงบินเข้าไปในดอกแล้วมุดลงใต้แผ่นจาน ละอองเกสรของดอกไม้ก็จะติดมากับตัวแมลงแล้วแพร่ไปยังดอกตัวเมีย แต่โอกาสที่ดอกบัวผุดจะผสมพันธุ์นั้นเป็นช่วงสั้นๆ คือ ช่วงที่ดอกบัวผุดบานประมาณ 4-5 วัน หลังจากนั้นกลีบดอกบัวผุดก็จะเริ่มม้วนตัวและมีสีคล้ำอย่างรวดเร็ว จนดำและย่อยสลายไป เหลือเพียงรอยแตกของเปลือกไม้บนเถาวัลย์นั้น 

                ปกติที่เราพบดอกบัวผุดในบริเวณใด ก็จะพบอยู่หลายดอก ถ้ามีดอกหนึ่งบานเต็มที่ และจะมีดอกอื่นๆ มีลักษณะเป็นดอกตูม เพื่อรอผลิบานในช่วงถัดไป ดอกที่บานใหม่จะมีสีสันสดใส ผิวพรรณสีสันเป็นสีน้ำตาลแดงมีลายกระไปทั่วดอก โดยมีกลีบดอกอยู่ 5 กลีบ ล้อมรอบใจกลางที่มีลักษณะคล้ายกระโถน และภายในรูปทรงกระโถนนั้นจะมีเกสรคล้ายกับเกสรดอกบัว

วงจรชีวิตของบัวผุด

               บัวผุด เป็นพืชป่าฝนเขตร้อนที่มีระบบวงจรชีวิตที่เปราะบาง เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่ง เนื่องจากต้องอาศัยเงื่อนไขเฉพาะหลายประการในการแพร่พันธุ์ นอกจากนั้นโอกาสที่จะติดเป็นผลหลังการผสมเกสร มีไม่เกินร้อยละ 20 

              เงื่อนไขที่ 1ดอกตัวผู้กับดอกตัวเมีย จะต้องบานพร้อมกัน และบานอยู่ไม่ห่างกันนักมันจะปล่อยกลิ่นออกมาล่อแมลงวันหัวเขียว ซึ่งเป็นแมลงชนิดเดียวที่ทำหน้าที่ผสมพันธุ์ให้บัวผุด จากนั้นดอกก็จะเหี่ยวแห้งไป 

               เงื่อนไขที่ 2สัตว์ป่าที่ช่วยผสมพันธุ์ คือ กระแต มันจะกินผลบัวผุดที่แก่จัดเมล็ดจากผลบัวผุดที่มีขนาดเล็กเท่าเส้นด้าย อาจติดตามเล็บของมัน

การแพร่พันธุ์จะเกิดขึ้นเมื่อกระแตใช้เล็บ (ที่มีเมล็ดติดอยู่) ไปตะกุยบนผิวย่านไก่ต้มในตำแหน่งที่พอเหมาะ คือ ต้องเจาะเข้าไปในท่อน้ำเลี้ยงของย่านไก่ต้มเท่านั้น 

              เงื่อนไขที่ 3เถาย่านไก่ต้ม เป็นตัวอิงอาศัย (host) ชนิดเดียวของบัวผุด

โดยที่บัวผุดจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากท่อน้ำเลี้ยงของย่านไก่ต้ม การบานของดอกบัวผุดเกิดจากแรงดันของน้ำที่อยู่ในเถาย่านไก่ต้มนั่นเอง

               บัวผุดเป็นพันธุ์ไม้ที่แปลกชนิดหนึ่งของเมืองไทย ยังไม่มีใครค้นพบรากเหง้า หน่อ ลำต้นของบัวผุดอันเป็นที่มาของดอกได้เลย

 

โดย ศณีรา

 

กลับไปที่ www.oknation.net