วันที่ จันทร์ มกราคม 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Japan again


 

   เสียงโทรศัพท์ที่ปลุกผมขึ้นมาตอนดึกเมื่อราวๆเจ็ดเดือนก่อน แจ้งว่ามีตั๋วโปรถูกสุดๆจะจองไหม เดินทางเดือนพฤศจิกายน ผมตอบโอเคๆทั้งๆที่ยังงัวเงียอยู่ เมื่อถึงเวลาเดินทางจะมีเหตุฉุกเฉินหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะจองตั๋วนานเกินไป แต่ไม่มีเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ต้องให้ยกเลิกการเดินทาง

   กระเป๋าเสื้อผ้าใบไม่ใหญ่มากนัก หากจะเอาขึ้นเครื่องโดยไม่ต้องโหลดใต้ท้องก็คงได้ แต่ทุกคนที่ร่วมทริปด้วยกันล้วนแต่นำกระเป่าใบใหญ่ๆมาทั้งนี้น ผมจึงต้องโหลดบ้าง หากว่าเดินทางคนเดียวจะคล่องตัวมาก ถึงจุดหมายปลายทางก็หิ้วติดตัวไปได้เลย ผมลากกระเป่าไปตามช่องทางเดินภายในสนามบินคันไซ เพื่อไปขึ้นรถไฟฟ้าเดินทางเข้าเมืองโอซาก้า พวกเราเดินตามกันไปเพื่อมิให้คลาดสายตา ทริปนี้มีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นมาอีก 4 คน รวมผู้ร่วมทางทริปนี้ ๑๑ คน 

   ห้องพักที่ Toyoko Inn ขยับตัวได้ไม่ถนัดนัก เก้าอี้มีเพียงตัวเดียวอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง บนโต๊ะเครื่องแป้งมีทีวีด้วย จึงกินเนื้อที่ของโต๊ะไปครึ่งหนึ่ง เหลือพื้นที่เพียงครึ่งหนึ่ง ของใช้กระจุกกระจิกจึงแทบจะไม่มีที่วาง กระเป๋าเสื้อผ้าต้องสอดเข้าไปไว้ใต้เตียง ดีที่ผมพักเพียงคนเดียว เรื่องความสะอาดอยู่ในเกณฑ์มาตราฐาน ขอ  งใช้ในห้องน้ำสะอาดมีให้ครบครัน ทั้งครีมอาบน้ำ แชมพูสระผม และของใช้จิปาถะอื่นๆก็มีให้หมด แถมมีชุดนอนสะอาดๆที่วางอยู่ตรงล๊อบบี้ให้ด้วย(แต่ผมใช้ของผมเอง)

   เดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่นทริปนี้ผมนำ Note Book ติดมาด้วย ผมจะโหลดภาพเก็บไว้วันต่อวัน ป้องกันไว้หากการ์ดมีปัญหาผมจะได้ภาพของแต่ละวันเก็บเอาไว้ก่อน และ Note Book ก็มีประโยชน์มากผมยังได้ติดต่อสื่อสารกับเพื่อนๆที่อยู่ห่างไกลได้หลายช่องทาง และใช้งานถนัดกว่า Smartphone 

   มาเที่ยวญี่ปุ่นครั้งนี้ผมซื้อซิมการ์ดเพื่อใช้กับอินเตอร์เน็ต ราคา 399 บาท ใช้ได้ 8 วัน สะดวกมากหากผมจะเดินทางไปไหนผมก็เปิดอินเตอร์เน็ตดูวิธีการเดินทางว่าไปอย่างไร ใช้เวลาเท่าไหร่ รถไฟมากี่โมง ขึ้นรถไฟสถานีอะไรไปเปลี่ยนขบวนที่สถานีไหน เมื่อผมใช้แล้วผมคิดว่าต่อไปผมสามารถเดินทางคนเดียวได้แน่นอน ไม่ต้องมากับเด็กๆอีกต่อไป ภาษาอังกฤษของผมก็พอใช้ได้พอๆกับชาวญี่ปุ่น ผมฟิชไปเขาก็จะสเน็กกลับมา คิดว่าเมื่อกลับมาแล้วอยากจะเขียนหนังสือสักเล่ม "คุณลุงลุยเดี่ยวเที่ยวเจแปน" หรืออาจจะใช้ชื่อ "หอบสังขารแบกเป้ไปเท่ที่เจแปน" ไม่รู้ว่าจะขายได้สักกี่เล่ม คิดเล่นๆให้ขำๆเท่านั้นนะครับอย่าจริงจัง เพราะไม่มีสำนักพิมพ์ที่ไหนหรอกจะพิมพ์ให้

   เช้าวันแรก เราไปปราสาทโอซาก้า เป็นปราสาทที่สวยงามติดอยู่ในลิสต์ ๑๐ ปราสาทที่ต้องไปชม เมื่อครั้งแรกๆก่อนเดินทางมาญี่ปุ่นผมมองภาพปราสาททั้งหลายของญี่ปุ่น ดูแล้วก็แยกไม่ค่อยออกว่าปราสาทใด รูปทรงแทบจะเหมือนกันหมด ต่อมาเมื่อดูหลายๆครั้งก็จะเห็นความแตกต่างเห็นรูปทรงของแต่ละปราสาทชัดเจนขึ้น แต่ละปราสาทจะมีความสวยงามโดดเด่นไปคนละอย่าง บางปราสาทโดดเด่นด้วยสีของอาคาร บางปราสาทโดดเด่นด้วยสถานที่ที่แวดล้อมด้วยทำเลที่ตั้ง สรุปแล้วผมชอบทุกปราสาท เหมือนกับที่ผมชอบวัดทั้งหลายในกรุงเทพมหานคร วัดพระแก้ว วัดโพธิ์ วัดแจ้ง วัดเบญฯ วัดราชนัดดา ฯลฯ ถ้าเป็นไปได้ผมอยากใช้เวลาสักสองสัปดาห์ตระเวณชมวัดวาอารามในกรุงเทพฯ


ปราสาทโอซาก้า

   ความสวยงามและภูมิทัศน์ของปราสาทโอซาก้าไม่แพ้ปราสาทใดๆ เป็นหนึ่งในสิบปราสาทที่ต้องไปเยือน ตามที่ทราบเขาจัดลำดับปราสาทโอซาก้าเป็นลำดับสี่รองจากปราสาทฮิเมจิ นาโงย่า และคุมาโมโตะ ทริปนี้เรามีปราสาทฮิเมจิอยู่ในลิสต์ที่จะไปชมด้วย ปราสาทโอซาก้าสวยจริงๆตั้งอยู่บนเนินสูง มองเห็นได้ชัดเจน (ชมภาพปราสาทได้ที่ Castle in Japan)



รอบๆปราสาทโอซาก้า

   หลังจากชมปราสาทโอซาก้าเราเดินทางกลับมายังตัวเมือง เด็กๆเขาอยากเที่ยวกันตามประสาเด็กๆวัยรุ่น ไปเดินชมห้างสรรพสินค้า HEP Five เป็นคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ มีชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนตึก เด็กๆอยากขึ้นชิงช้าสวรรค์ ผู้ใหญ่เช่นผมก็ตกกระไดพลอยโจนไปกับเขาด้วย เพราะถึงอย่างไรก็ไม่ต้องเสียเงินค่าชิงช้า เขาช่างคิดทำโน่นทำนี่เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เสียเงิน กระตุ้นความอยากได้เก่งจริงๆ นั่งไปหนึ่งรอบใช้เวลาประมาณ 15 นาที เห็นบ้านเมืองในมุมสูงซึี่งไม่ต่างจากเมืองใหญ่ๆทั่วๆไป จะให้ตื่นเต้นดีใจเหมือนเด็กๆนั้นไม่มีแล้ว ถ้าหากเห็นนกสีสันสดใสจะตื่นเต้นดีใจมากกว่า

ชิงช้าสวรรค์ HEP Five

บ้านเมืองในมุมมองจาก HEP Five

   พอค่ำหน่อยก็ล่องเรือชมอ่าวโอซาก้า ทั้งนี้ทั้งนั้นเราไม่ต้องเสียเงินอะไรเพิ่มเติมแล้ว รวมอยู่ในบัตรเอนกประสงค์ที่จะไช้ได้จนถึงวันกลับ คิดดูแล้วคุ้มค่ามาก บ้านเราน่าจะนำวิธีการแบบนี้มาใช้บ้างนะ 

กลางคืนถ่ายยากมากเมื่อไม่มีขา ต้องนิ่งต้องอึดหยุดหายใจมือไม้ห้ามสั่น

ได้มาแบบนี้เพราะไม่อึดหายใจก็ถี่มือไม้ก็สั่น มีครบทุกข้อห้าม

มองเห็นปราสาทโอซาก้ายามค่ำ

 

   เมื่อเอ๋ยถึงนารา เราจะนึกถึงกวางก่อนสิ่งใด ใครๆก็บอกมาว่าเมืองนี้เป็นเมืองกวาง กวางเลยกลายเป็นสัญลักษณ์ของนาราไปโดยปริยาย ทั้งๆที่นาราเคยเป็นเมืองเหลวงเก่าแก่ของญี่ปุ่นมาก่อน เมืองนาราอยู่ในภูมิภาคคันไซ เหมือนกับโอซาก้า เกียวโต นาราเคยเจริญรุ่งเรืองและเป็นเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น เมืองนารามีสถานที่ท่องเที่ยวให้ชมมากมาย แต่เราใช้เวลาที่เมืองนี้สองชั่วโมงเศษเท่านั้น เมืองนี้ถูกดึงดูดด้วยกวาง นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะใช้เวลากับกวางนานมาก จึงเสียโอกาสในการเข้าชมวัดสวยๆบริเวณนี้

   การเดินทางจากโอซาก้ามาเมืองนารา เราเริ่มต้นที่ Osaka Station โดยนั่งรถไฟสาย Osaka Loop Line ไปลงที่ Shin-Imamiya Station แล้วเปลี่ยนขบวนรถไฟด่วน Yamatoji Line ลงที่ Nara Station ผมเริ่มเชี่ยวชาญขึ้นแล้วกับการเดินทางในญี่ปุ่น ระหว่างทางที่เราเดินไปยังวัดต่างๆที่อยู่ภายในบริเวณสวนสาธารณะนารา ผ่านบ้านเรือนร้านค้าที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของญี่ปุ่น ดูสวยงามสะอาดสงบ สินค้าที่ระลึกรวมทั้งของกินน่าซื้อไปทั้งนั้น ไอศครีมเหมือนเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นเช่นกัน ช่างล่อใจทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ 


สถานีรถไฟ Nara Station


ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเมืองนารา

อาคารที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์

มีบ้างบางอาคารที่แตกต่างกันไป แต่ยังคงดูกลมกลืนไม่แปลกแยกสักเท่าไหร่

 ร้านขนมดังที่อยู่ในเป้าหมายของนักท่องเที่ยวอายุเยาว์

   เมื่อผ่านอาคารร้านค้าเราเข้าสู่บริเวณสวนสาธารณะนารา เราได้พบกับวัดที่สวยงามวัดแรก คือวัดโคฟุคุจิ (Kohfukuji) เป็นวัดที่เก่าแก่อีกวัดหนึ่งของเมืองนารา สร้างขึ้นใน ค.ศ.710 ปัจจุบันขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก สัญลักษณ์ที่โดเด่นของวัดนี้ได้แก่เจดีย์รูปทรง 5 ชั้น ขนาดสูง 51 เมตร จากประวัติของวัดนี้ วัดนี้ได้ถูกสร้าง และ ทำลายอยู่หลายครั้งกว่าจะมาเป็นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน



อาคาร 8 เหลี่ยมหลังวัดโคฟุคุจิ

เจดีย์ 5 ชั้น สัญลักษณ์ของวัดนี้

   หลังจากที่เดินชมวัดโคฟุคุจิ แล้วเราเดินผ่านสวนสาธารณะนาราที่ใบไม้เเปลี่ยนสีเริ่มสลัดใบไปบ้างแล้ว ปลิดขั้วร่งหล่นลงสู้พื้น ใบไม้ที่ติดอยู่ตามกิ่งก้านเริ่มดูไม่แน่นหนา

 

กวางภายในบริเวณสวนสาธารณะ มีทั่วทุกพื้นที่

   จากสวนเราเดินข้ามไปอีกฝากหนึ่งก็จะถึงวัดโทไดจิ วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ของเมืองนารา สร้างขึ้นใน ค.ศ. 743 หรือพันกว่าปีมาแล้ว วัดนี้เป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกเมืองนารา เป็นสิ่งปลูกสร้างจากไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ภายในวัดมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น หรือที่คนไทยเรียกว่าหลวงพ่อโต มีความสูงถึง 16 เมตรหนัก 500 ตัน ก่อนถึงวัดจะผ่านซุ้มประตูไม้เก่าแก่อายุหลายร้อยปี


 ซุ้มประตูวัดโทไดจิ

   เมื่อผ่านซุ้มเข้าไปจะเจอวิหารใหญ่เก่าแก่มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่สององค์ 


 

ชาวไทยเรียกว่าพระใหญ่ไดบุตซึ

 แบบจำลองที่อยู่ภายในวิหาร

 บริเวณรอบๆวัดจะมีอาคารอีกมากมายเดินชมไปก็กังวลไปกลัวคนอื่นจะต้องรอนาน


 

 

   เกียวโต ผมมักจะสับสนเมื่อตอนเรียนมัธยมต้น คุณครูบอกว่าเมืองหลวงของญี่ปุ่นชื่อโตเกียว และญี่ปุ่นก็เคยมีเมืองหลวงชื่อเกียวโต คุณครูพูดผิดไปหรือเปล่าผมแค่สงสัยเท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะเราไม่ได้อ่านหนังสือเรียนล่วงหน้าก่อนคุณครูจะสอน พอฟังจึงสับสน พอมาอ่านหนังสือทบทวนที่คุณครูสอน เป็นจริงตามที่ครูบอก ความจำเหตุการณ์นั้นมันนานมากแล้ว นานจนไม่คิดว่าชีวิตของเราจะได้มาเที่ยวมาเยือนเมืองนี้ ประวัติศาสตร์ของประเทศนี้น่าศึกษา คนญี่ปุ่นมีจิตใจกล้าหาญ ยามเมื่อแพ้สงครามก็ยอมตายด้วยการกระทำฮาราคีรี หรือไม่อยากให้ตกอยู่ในเงื้อมมือศัตรู ฟังผู้ใหญ่เขาเล่าแล้วเสียวจริงๆ ทำได้ยังไงเอามีดสั้นแทงที่หน้าท้องตนเองแล้วควาญให้ลำไล้ขาด เพียงแค่คิดตามก็เสียวมากๆ

   นอกเรื่องการท่องเที่ยวมาเสียยืดยาว เกียวโตกับโอซาก้าอยู่ไม่ห่างกันมาก ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะนอนที่โอซาก้าแล้วนั่งรถไฟมาที่เกียวโต ใช้เวลาเที่ยวในเมืองนี้หนึ่งวันเต็มๆ ความจริงแล้วหนึ่งวันไม่เพียงพอสำหรับผม อยากจะค้างเกียวโตสักสามคืนเป็นอย่างน้อย เดินท่องไปตามวัดวาอารามให้สุขใจ วัดที่โตเกียวมีมากมาย ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญทั้งนั้น มีประวัติให้ศึกษามากมาย และเต็มไปด้วยความสวยงามของสถาปัตยกรรม

   เช้าวันนี้หลังจากที่เราแวะไปสวนไผ่ เราก็มาที่ปราสาทนิโจ หนังสือท่องเที่ยวไม่ค่อยเอ๋ยถึงปราสาทนี้เท่าไหร่นัก แต่เมื่อเราไปผ่านซุ้มประตูใหญ่เข้าไป ถึงทำให้เราทั้งหมดรวมทั้งนักท่องเที่ยวทั้งหลายต้องหยุดชะงัก  ด้วยความสวยงามของซุ้มประตูดึงดูดให้ทุกคนต้องหยุดเดิน

 

   ปราสาทนิโจ (Nijo Castle) เป็นปราสาทที่อยู่ใจกลางเกียวโต สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1603 เพื่อเป็นที่อยู่ของโชกุนโทคุกาวา อิเอะยาสุ (Tokugawa Ieyasu) โชกุนคนแรกในสมัยเอโดะ การก่อสร้างปราสาทใช้เวลาถึง 23 ปี เสร็จในสมัยของโชกุนรุ่นที่ 3 โทคุกาว่า อิเอะมิซึ (Tokugawa Iemitsu)

 

   ต่อมาในยุคล่มสลายของโชกุน ในปี ค.ศ. 1867 มีการยกเลิกระบบโชกุน แล้วเปลี่ยนเป็นระบบจักรพรรดิ (Meiji Reform) ปราสาทนิโจได้ถูกใช้แทนพระราชวังอิมพีเรียล และยกให้เป็นสมบัติของเมืองเกียวโตในเวลาต่อมา ด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ปราสาทนี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก (UNESCO world heritage site) ในปี ค.ศ. 1994


ซุ้มประตูทางเข้าปราสาทนิโจ

ประตูทางเข้าพระราชวังนิโนะมะรุ

สองภาพบน นกกระเรียนลีลาแตกต่างกัน

ด้านในรายละเอียดแตกต่างจากด้านนอก

   ภายในตัวอาคารของปราสาทที่มองเห็นในภาพ จะมีงานศิลปะแบบญี่ปุ่นชิ้นสำคัญหลายอย่าง ชิ้นที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดคือภาพเขียนลงสีในห้องหลัก ซึ่งเป็นห้องที่โชกุนเคยพบกับไดเมียว (แม่ทัพผู้ปกครองชั้นสูง) ที่มาเข้าเฝ้า เดินชมภาพวาดภายในที่สวยงาม ดอกไม้ ต้นไม้ นก ภาพวาดเสือจะมีมากที่สุด 

เดินเข้าไปที่ลานกว้างเจอการแสดงศิลปการรำพัดกำลังจะจบพอดี

เวทีเหลือแต่ความว่างเปล่า

พื้นที่ภายในเขียวร่มรื่น

ภายในบริเวณประกอบด้วยอาคารที่ดูเรียบง่ายสงบ

 สระน้ำในอุทยานนิโนะมะรุ

ภาพมุมสูงจะเห็นหมู่อาคารของปราสาทชั้นใน

   โดยภาพรวมปราสาทนิโจเป็นปราสาทที่เงียบสงบและเรียบง่าย ภายในบริเวณน่าเดินชมนักท่องเที่ยวไม่พลุกพล่าน มีเวลาเดินชมภาพเขียนได้อย่างละเอียดมีคำอธิบายให้อ่านทุกภาพ และปราสาทนี้น่าจะเป็นปราสาทที่อยู่บนพื้นราบ ตัวปราสาทสวยงามประทับใจ เมื่อชมอย่างละเอียดจะพบว่ามีการตกแต่งอย่างละเอียดประณีต หากท่านได้ไปชมปราสาทแห่งนี้ควรให้เวลาที่นี่นานหน่อย

      สวนป่าไผ่แห่งอราชิมา ด้วยความที่เราอยากจะไปเจอสวนป่าไผ่ยามที่แสงแรกแห่งตะวันสาดส่อง จึงรีบเดินทางจากโอซาก้าไปกันตั้งแต่เช้า ไปถึงที่นั่นฟ้ามืดครึ้มเต็มไปด้วยเมฆฝน ในเมื่อฟ้ามืดเมฆครึ้มเราได้แต่เดินเซ็งๆไปตามเส้นทางแคบๆที่เลี้ยวลดคดเคี้ยว เดินไปด้วยความหวังว่าจะมีแสงสาดส่องให้เราได้ปลาบปลื้ม เดินไปได้สักครู่ก็หมดหวัง ในความหมดหวังยังมีช่องหนึ่งที่ฟ้าเปิดให้ได้เห็นความสวยงาม สักนิดหนึ่งก็ยังดี ใบไม้เปลี่ยนสีที่อิงแอบอยู่ในรั้วบ้านตามเส้นทางสวนป่าไผ่

เส้นทางเดินที่เลี้ยวลดคดเคี้ยว

 

ขอบคุณครับที่ติดตามชม

________________________________________

 

เรื่องย้อนหลัง  Autumn in Japan(Season2)

                      Castle in Japan

โดย สำรวจฟ้า

 

กลับไปที่ www.oknation.net