วันที่ พฤหัสบดี มกราคม 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อุปสรรค10 ประการที่ทำให้ไปไม่ถึงสุขภาพดีสูงสุด


บทความนี้ เป็นการคุยถึงเรื่องสุขภาพทางกาย ว่า หลายคนอยากมีสุขภาพดี แข็งแรง แต่อะไรคืออุปสรรคที่ทำให้ไปไม่ถึง

 

การที่เราจะให้มีสุขภาพที่ดีนั้น ระดับสูงสุดคือ ระดับ Optimal health ระดับนี้ เซลอายุร่างกายจะไม่ไปตามอายุปฏิทิน จะอ่อนเยาว์กว่า อายุจริง  ซึ่งการที่จะไปถึงจุดนี้ได้ เป็นสิ่งที่ต้องลงทุน ทั้งการกิน การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ความมีวินัย ความอดทน จนเป็นเรื่องปกติ ที่ไม่ต้องทนอีกต่อไป เป็นความยั่งยืน

ผลที่ปฏิบัติเช่นนี้ เราสามารถรู้ได้เห็นได้ เช่นประสิทธิภาพทางกาย ที่เหนือกว่าคนอายุคราวเดียวกัน

ซึ่งคนเหล่านี้มีจำนวนน้อย เพราะการใช้ชีวิตมันค่อนข้างทวนกระแสคนส่วนใหญ่

คนส่วนมากที่ปกติดี ตรวจร่างกายก็อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ กลุ่มนี้คืออายุทางกายและอายุปฏิทินสอดคล้องกัน คืออายุกายอาจแซงหน้า อายุปฏิทินบ้าง แต่ประสิทธิภาพทางกายก็เป็นไปเหมือนคนส่วนมาก คืออ่อนล้าบ้าง ปวดเมื่อยบ้าง มีการเคลื่อนไหวที่จำกัดบ้าง เป็นไปตามวัย

ซึ่งกลุ่มนี้ มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นคนป่วย ง่ายๆ  อย่างที่เห็น คนป่วยทั้งหลายตาม โรงพยาบาล

 

เพราะหลายคนเริ่มเห็นความสำคัญของการดูแลตนเอง จากที่เห็นตามข่าว จากเห็นคนใกล้ชิดเจ็บป่วยก่อนวัยอันควร จากค่าใช้จ่ายในการรักษา ฟื้นฟูสภาพ  จากเน็ทไอดอล ที่เห็นแล้วอยากเป็นอย่างนั้น

แต่มีเพียงคนจำนวนน้อยมาก ที่สามารถก้าวไปถึงการเปลี่ยนแปลงตนเองจนสำเร็จ ที่เหลือล้มเลิกกลางคัน ทั้งเรื่องการกิน การออกกำลังกาย การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต  พอสรุปออกมาได้กว้างๆทั้งหมด 10 ข้อ

 

ข้อที่1.เลือกกินแต่low fat แต่ไม่ตระหนักถึงปริมาณน้ำตาลที่ผสมลงไป เพราะความเชื่อที่ว่า ตนเองมีไขมันเยอะ ก็อย่ากินไขมัน แต่ลืมไปว่า ไม่มีอาหารอะไรที่กินแล้วอ้วนกว่ากัน เมื่อพลังงานที่รับเข้าจากอาหารมากกว่าพลังงานที่ร่างกายใช้ออก ร่างกายจะเก็บในรูปของไขมันทั้งสิ้น

หลายคนจึงเลี่ยงอาหารไขมัน แต่กลับไปทานของหวานทดแทน  อาหารทุกอย่างในโลกที่เขาทำขาย ถ้าไม่มัน ก็ต้องหวาน ต้องมีรสชาติชวนกิน  ไม่มีนมพร่องไขมันใด ที่ไม่ใส่น้ำตาลลงไปด้วย เพราะทานยากมาก มีกลุ่มที่บริโภคเพื่อสุขภาพจริงๆกลุ่มเล็กๆ ที่ไม่คุ้มค่าที่จะผลิตเพื่อตอบสนองคนกลุ่มเหล่านี้

 

2.ออกกำลังกายแล้ว จะกินอะไรก็ได้

การที่เราออกกำลังกายแล้วเหงื่อท่วมตัว ไม่ได้หมายถึงว่าเราใช้พลังงานมากมาย เพราะขึ้นอยู่กับความชื้น การขับความร้อนจากร่างกายได้ดีแค่ไหน คนที่น้ำหนักตัวมาก ต้องใช้ความพยายามอย่างหนัก จนอาจบาดเจ็บ จากการออกกำลังกายเพื่อที่จะให้น้ำหนักลด ซึ่งมักประสบผลสำเร็จในระยะหนึ่ง

แต่ถ้าไม่ควบคุมเรื่องอาหาร ก็ต้องถึงจุดตีบตันไปต่อไม่ได้ ดังที่เราเห็นมากมาย ออกกำลังกายมานาน ก็ยังเหมือนเดิม  ถ้าหากไม่ปรับพฤติกรรม ในการกินให้ถูกต้อง  ไม่ใช่อดอาหาร แต่ต้องกินให้เป็น

เราไม่สามารถจะออกกำลังกายได้ทุกวัน  แต่เราต้องกินทุกวัน

 

3.ดื่มผลไม้หรือผักแยกกาก  คนส่วนมากรับรู้มาว่า ทานผักผลไม้ดี ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้น แต่การคัดเอากากใยออก ทำให้ร่างกายไม่มีกากในการชะลอการดูดซึม เพราะผลิตภัณฑ์สุดท้ายของอาหารกลุ่มผักและผลไม้ ก็คือ น้ำตาล และวิตามิน เกลือแร่

เราต้องการวิตามินเกลือแร่จากผัก ผลไม้ แต่เราก็รับเอาน้ำตาลเข้ามาด้วย ยิ่งถ้าปั่นแยกกาก เรายิ่งรับปริมาณน้ำตาลทวีคูณ เนื่องจากทานได้มาก ผิดกับการทานผัก ผลไม้ ทั้งกากปริมาณรวมกากทำให้เราอิ่ม มันช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลบางส่วน และยังช่วยระบบขับถ่ายด้วย

น้ำตาลที่รับเพิ่มมาแล้วไม่ได้ใช้ มันแปลงสภาพเป็นไขมันพอกตามที่ต่างๆโดยเฉพาะที่ตับที่มีปัญหาไขมันพอกตับกัน

 

4.ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก แม้ว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะมีกำหนดในปิรามิดอาหาร แต่ก็อยู่นอกปิรามิด นั่นหมายถึง ดื่มได้ด้วยปริมาณเหมาะสม แต่ไม่ใช่สิ่งจำเป็น หรือเหมาะกับทุกคน

เนื่องจากมันมีพลังงานมากรองจากไขมัน การที่เราดื่มจนรู้สึกอิ่ม จึงพาเอาพลังงานส่วนเกินแปลงเป็นไขมันสะสม  แล้วยังไม่ได้ให้สารอาหารแก่ร่างกาย

 

5.การพักผ่อนไม่เพียงพอ เป็นปัญหาใหญ่ไม่แพ้เรื่องอื่นๆ เมื่อร่างกายพักไม่พอ ระบบการย่อยอาหาร ระบบการขับถ่ายของเสีย ก็รวน ทำให้การกินไม่สามารถเป็นปกติได้ อาจมากไปน้อยไป กระทบถึงประสิทธิภาพการออกกำลังกาย เมื่อผลกระทบเป็นลูกโซ่เช่นนี้ ร่างกายก็ทรุดโทรม เสริมสร้างไม่ทัน มีแต่ความเสื่อมทางเดียว

 

6.กลัวอ้วนไม่กินมื้อเช้า  คนจำนวนมากเป็นเช่นนี้ เพราะมาจากการนอนดึก ไม่มีเวลาเตรียมตัวทานมื้อเช้า ผู้หญิงหลายคนกลัวการทานข้าวเป็นมื้อ เลยทานแค่กาแฟ หรืออะไรที่ตนเองคิดว่าเบาๆ  แต่ความจริงแคลอรี่ที่รับเข้ามาไม่เบา เป็นน้ำตาลที่เข้าสู่กระแสเลือดเร็วมาก และก็ตกลงเร็วมากเช่นกัน พอสายๆก็หิว และก็กลัวอ้วนอีก เลยทานของว่าง ซึ่งมักเป็นอาหารประเภทแป้งแปรรูป ที่มีดัชนีน้ำตาลสูง ทานชิ้นเล็กๆชิ้นเดียว ก็เท่ากับทานอาหารหนึ่งมื้อ แต่เนื่องจากขนาดเล็ก ทานไม่อิ่ม คิดว่าทานมากๆได้ เพราะไม่ใช่อาหาร เป็นของว่าง

 

7.ขาดวินัย ขาดความสม่ำเสมอ ทั้งโปรแกรมอาหาร ทั้งโปรแกรมการออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ยาก แต่การทานอาหารแบบมีวินัยการทาน ยากยิ่งกว่านัก

ทางแก้ไขคือ การตั้งเป้าหมาย ที่สามารถเป็นไปได้ในระยะสั้น สามารถปฏิบัติได้จริง และสอดคล้องกับสิ่งที่ตนเองต้องการ เป้าหมายต้องเฉพาะเจาะจง ต้องให้เวลาเป็นตัวกำหนด

อาจเริ่มจาก จะทานอาหารมื้อเช้า งดของว่าง ทั้งสองช่วง จะทำให้ได้ภายในเดือนนี้ทั้งเดือน

หรือ ทุกครั้งที่กินอาหาร ตั้งใจจะเขี่ยหนังทิ้ง ไม่เติมน้ำตาลเพื่ม

หรือ ตั้งใจจะวิ่งสะสมให้ได้ สัปดาห์ละ 5 กิโลเมตร  เป็นต้น

ไม่ต้องไปตั้งเป้าหมายที่สูงเกินเอื้อม แล้วทำไม่ได้ สุดท้ายก็เลิกล้มความตั้งใจ

 

8.เรายังไม่เห็นโทษจริง การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย ถ้ามาจากการเห็นโทษที่เกิดขึ้นเพราะการประมาทในสองสิ่งนี้จริง เราจะรีบเร่งขวนขวาย เพราะเราเห็นตัวอย่างจากคนใกล้ชิด จากข่าวคราวของผู้คนที่ล้มป่วย เราจึงบริหารจัดการสองเรื่องนี้ เพราะเป็นตัวเรา

แต่ถ้ามาจากการวิ่งตามกระแส ตามคนดังที่เราเห็น ที่เราอยากเป็น คืออยากเป็นแบบเขา แต่ไม่เป็นแบบเรา  เราเพียงเห็นส่วนที่เป็นผล แต่เราไม่ทำส่วนเหตุ  คือกว่าเขาจะมีอย่างนั้น เขาผ่านอะไรมา เขาใช้ชีวิต การกินอยู่คืออย่างไร  นั่นคือสิ่งที่เราต้องก๊อปปี้เขามาทั้งหมด ไม่ใช่เอาแค่ส่วนใดส่วนหนึ่ง

ซึ่งท้ายสุด เราก็ไม่สามารถไปถึงอย่างเขา จึงนำไปสู่การเลิกล้มตามมา

 

9.แหล่งความรู้ อาจมีปัญหา  นี่คือจุดหนึ่งที่ไม่ประสบผล ก็คือ เรารับแหล่งความรู้ที่ไม่ถูกต้อง  หลายคนเขาทำแบบนั้น ด้วยเงื่อนไขปัจจัยเฉพาะตัว แล้วเขาก็ถ่ายทอดวิถีของเขา ซึ่งคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราไม่สามารถลอกมาได้ทุกอย่าง เราเห็นด้านหนึ่งของชีวิตเขา แต่อีกหลายๆด้านเราก็ไม่เห็น การออกกำลังกายท่าหนึ่ง เหมาะกับคนกลุ่มหนึ่ง แต่ไม่เหมาะกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งท้ายที่สุดก็อาจบาดเจ็บหรือไม่ประสบผลตามที่คิด ก็เลิกล้มไป

การศึกษาหาข้อมูล ที่ถูกต้องผ่านการรับรองจากนานาชาติ จึงเป็นเรื่องที่ควรกระทำ ซึ่งสามารถหาได้ตามสถาบันดังที่แสดงมาส่วนหนึ่ง

 

10.บางครั้งจำเป็นต้องมีผู้กำกับ

 การทานอาหาร การออกกำลังกายที่ถูกต้อง  เป็นเรื่องของวินัยล้วนๆ

หลายคน ไม่สามารถยืนระยะตรงนี้ได้ และหลายคนก็ไม่สามารถรู้ตนเองเพียงพอ  การมีครูฝึกส่วนบุคคลจึงจำเป็นกรณีนี้  เพราะครูที่ผ่านการอบรมจากสถาบันมาตรฐาน เขาจะมีเกณฑ์ประเมินร่างกาย ทั้งสมรรถนะขณะนั้น การทานอาหาร และการกำหนดเป้าหมายที่เราต้องการ เขาจะสามารถกำหนดโปรแกรมการกิน การฝึก ให้เราเป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้ อย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันการฝึกที่นำไปสู่การบาดเจ็บให้ความรู้เพื่อที่เราสามารถนำไปดูแลตนเองได้ในภายหลัง

 

นี่คืออุปสรรค 10 ข้อ ที่ทำให้เราไปไม่ถึงในสิ่งที่เราคาดหวังว่าตนเอง จะมีสุขภาพดี รูปร่างดี สมรรถนะทางกายดี

 

 

โดย สมชัย

 

กลับไปที่ www.oknation.net