วันที่ อาทิตย์ กุมภาพันธ์ 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

การศึกษา-การเมือง วังวนพัฒนาการที่ไม่มีการพัฒนา


 

การคลำทางหาเป้าหมายการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของประเทศไทยด้วยกระบวนการการบริหารจัดการศึกษา ดูเหมือนว่าจะยังไม่ตกผลึกง่ายๆ วังวนแห่งการลองผิดลองถูกตามสไตล์ single command ในสถานการณ์การบ้านการเมืองแบบพิเศษในยุครัฐบาลคสช. น่าจะเป็น timeline ที่ชัดเจน โจ่งแจ้ง โดนใจ ประชาคมไทยในซีกเสี้ยวที่เห็นต่างมิติการซอยเท้าตามธง “พรรคการเมือง” มากกว่าการโฟกัสปรัชญาการศึกษาสากลและต้นทุนตรรกะศักยภาพสู่ความเป็นวาระแห่งชาติของประเทศนี้

แม้ว่าจะมีข่าวการแก้ไขคำสั่งหัวหน้าคสช. ฉบับที่19/2560 ในทำนองว่า จะเขย่าสารบบบอร์ดบริหารจัดการศึกษาในพื้นที่ที่คุ้นชื่อติดปากว่า “กศจ.” หรือ คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด” ซึ่งดูเหมือนว่า นับวันนับปี กระบวนการทำงานขององค์คณะนี้จะไม่ตอบโจทย์หรือนำเจตนารมณ์พัฒนาการศึกษาในบริบทของพื้นที่ตามที่ roadmap การปฏิรูปการศึกษาในวาระพิเศษเชื่อมั่นให้บังเกิดมรรคผลได้เลย

ในเมื่อ “คน” ยังเป็นปัญหาของการบริหารจัดการทั้งหมด โครงสร้าง ระบบบริหารบุคคล ยังต้องคงอยู่ เรื่องคน เรื่องบารมี เรื่องอำนาจเคยมี เรื่องผลประโยชน์เคยได้ มันเป็นของร้อนแตะต้องไม่ได้ เป็นรากเหง้าโดมิโนกระทบชิ่งหลายองคาพยพ ม.44 กี่ฉบับก็เอาไม่อยู่ แต่ “การพัฒนาและพัฒนาการ” มันต้องมี ต้องเกิด ต้องเป็น ต้องไป แบบทันโลกทันสถานการณ์ ทันสื่อไซเบอร์เปลี่ยนโลก ก็ชอบแล้วที่องค์คณะบุคคลในหมวดหมู่การพัฒนาการศึกษา ถึงเวลาที่จะต้องมีการพูดถึงและให้ความสำคัญในเชิงนโยบาย นิติรัฐกำชับและการบังคับใช้จริงจังอย่างถูกที่ ถูกเวลา เป็นรูปธรรมมากกว่าที่จะปล่อยให้เกิดปรัศนีย์ลอยเคว้งคว้างไปมาเต็มกระทรวงศึกษาธิการในทำนองว่า ปฏิรูปการศึกษา บังเกิดศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด มาตั้งแต่ 5 มิถุนายน 2560 ระยะเวลากว่า 9 เดือนแล้ว ประเทศไทยได้อะไร ?

ยิ่งสนช.ประกาศ rodemap การเดินหน้าประเทศไทยในโหมดเลือกตั้งออกไปอีกอย่างน้อยก็ 3 ไตรมาสเกือบค่อนปีงบประมาณ ก็ยิ่งเป็นเงื่อนไขการบริหารจัดการประเทศภายใต้เอกัตบุคคลและกระบวนการอภิวัฒน์แห่งยุคสมัยการบ้านการเมือง “แบบไทยๆ” ให้สามารถเดินหน้าแบบถือธงปรัชญาการศึกษาได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยไม่ต้องพะวงคะแนนเสียงจะเสีย พลพรรคจะแตก แม้ว่าสักวันอาจจะมีขบวนการ “เอาคืน” เกิดขึ้นก็ได้
แต่เรื่องพลวัตรแห่งมันสมอง สติปัญญา ศักยภาพพลเมืองไทยสู่พลโลก....เป็นเรื่องที่เหนือเหตุผลของการที่กระบวนการทางการเมืองจะมาฟื้นฝอยหาตะเข็บไล่ “เช็คบิล” แน่นอน ถ้ามรรคผลและแผนการพัฒนาการศึกษาชาติ ชัดเจน โดนใจและโจ่งแจ้ง เพราะเรื่องการปฏิรูปการศึกษา การพัฒนาการศึกษา มิใช่เรื่องของปัจเจกชน อภิสิทธิชน แต่เป็นเรื่องของประชาชน ผู้คนหมู่มากหลากหลายเจนเนอเรชั่นที่มีเป้าหมายมากกว่า Thailand 4.0
แก่นและปัจจัยการพัฒนาการศึกษาไทยวันนี้จึงอยู่ที่ คน สื่อ และการสื่อสาร ช่วงเวลาปีเศษที่เหลือของรัฐบาลคสช.เป็นช่วงแห่งการวิวัฒน์พัฒนาให้การพัฒนาการศึกษาเป็นรูปธรรมและเชิงประจักษ์ ดังนี้

1. ยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคตามสไตล์ single command ต้องชัดเจน หวือหวาในเชิงสาธารณะ การส่งต่อและผ่องถ่ายอำนาจจากศูนย์กลางสู่พื้นที่ จากกระทรวงถึงโรงเรียนต้องชัดเจน

2. รัฐบาลคสช.ต้องชูธงการบริหารจัดการศึกษาให้เป็น agenda คู่ขนานแผนพัฒนาชาติ 20 ปี แบบเกาะติด ไปให้ถึงปลายทางหลักการ “กระจายอำนาจ” แม้ว่า ความไม่พร้อมจะเป็นวิสัชนาอำพรางแบบกำปั้นทุบดิน แต่การปล่อยกระบวนการบริหารจัดการศึกษาให้อยู่ในกระบวนทัศน์นโยบายพรรคการเมืองแบบ “พวกมากลากไป” เหมือนห้วงระยะเวลาก่อนผ่องถ่ายอำนาจและผ่านการลองผิดลองถูกมาหลายยุคสมัยรัฐบาล นโยบายการศึกษาที่ผ่านมาทุกยุคสมัยของทุกพรรคที่ผ่านมาจึงน่าจะเป็นผลงานเชิงประจักษ์จากอดีตถึงปัจจุบันได้ดีว่า “การศึกษาไม่ควรมีการเมือง” ตามเหตุผลหลักของการประกาศม.44 ฉบับ 19/2560 ที่ว่า ขจัดคอรัปชั่น

3. การพัฒนาการศึกษาชาติ ในประเด็นแทคทีมบูรณาการหน่วยงานในภูมิภาคและการสร้างความรู้ความเข้าใจในองค์คณะบุคคล หน่วยงาน ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่ยากแสนสาหัส คือ การรื้อถอนวัฒนธรรมความรู้ความเข้าใจซึ่งกันและกัน ปฏิกริยา “หัวส่ายหางกระดิก” ที่ใช้กระบวนการไล่เก็บเบี้ยใต้ถุนร้านอย่างไรก็ไม่จบในช่วง timeline แห่ง roadmap การลงรากลึกถึงบรรทัดกติกา ระเบียบ บทบัญญัติ จึงเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่จะทำให้การประกาศใช้ม.44 ฉบับ 19/60 และฉบับที่แก้ไขประกาศใช้ไม่เสียของ

4. ปลาอยู่ได้เพราะน้ำ เช่นเดียวกับกระบวนปฏิรูปการศึกษาและกระบวนการบริหารจัดการศึกษา ซึ่งเหมือนจะคล้ายและมักคุ้นกับเสียงกระแนะกระแหนที่ว่า “กระทรวงที่เปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อย” ข้าราชการซ้ายหันขวาหันไม่ต่างกัน การเดินหน้าปรากฏการณ์ปฏิรูปปัจจัยที่สำคัญประชาชนต้องเข้าใจให้มากที่สุด ทุกปุจฉาต้องเคลียร์ อย่าให้ความเห็นต่างต้องขยายผลและขยายแผล ประชาชน ครู ผู้ปกครอง หากตระหนัก เข้าใจ และรู้บทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบ การมีส่วนร่วมก็จะเกิดขึ้น จุดเปราะของยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษาที่มีช่วงระยะเวลาสั้นๆแต่หวังผลระยะยาวๆในช่วงการบ้านการเมืองวาระพิเศษ คือ การสร้างการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนสู่ความเป็นประชารัฐพัฒนาการศึกษา

5. การเกิด มี เป็นและไปของศึกษาธิการจังหวัด ศึกษาธิการภาคและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เป็นมิติหนึ่งของการปฏิรูปเพื่อการเตรียมการสู่การเป็นนิติบุคคลของหน่วยปฏิบัติที่ลดหลั่นลำดับจากกระทรวง กรม กองและสถานศึกษา ในขณะที่ปฏิบัติการขบเหลี่ยม การงัดข้อ การแสดงพลังเสียดทาน ตำนานศึกสายเลือดยังมีกระเพื่อม ข้าราชการ บุคลากร วิถีชีวิตข้าราชการทุกภาคส่วนจึงได้รับผลจาก “ความไม่ชัดเจน” โดมิโนนี้แม้ว่าจะปฏิเสธว่า ไม่เกี่ยวข้องกับฐานปิรามิดอย่างโรงเรียน ครูและนักเรียน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า บรรยากาศ“อึมครึม” และ “ไม่มีหนูตัวใดกล้าเอาลูกกระพรวนไปผูกคอแมว”เยี่ยงนี้ ส่งผลต่อการส่งต่อนโยบายสู่การปฏิบัติ เปราะ ปรุและรูทีน กลายเป็นจุดอ่อนสะสมให้ต้นทางแห่งสาเหตุปฏิรูปอย่างกลไกการเมืองจ้องจับตารอวันปฏิบัติการเอาคืน

สัมฤทธิผลแห่งการปฏิรูปการศึกษาในวันนี้ของรัฐบาลคสช.แม้จะไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนให้นักการเมืองในอนาคตหยิบจับขึ้นมาปั้นแต่งได้ง่ายนัก แต่หากการล้มเหลวและการไปไม่ถึง “ธง” มั่นคง ยั่งยืน อันเกิดจากสนิมเนื้อในของภาคส่วนปฏิบัติและการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนต่างหาก ที่จะทำให้ผลของการปฏิรูปการศึกษาไทยกลายเป็นโฟกัสให้กลไกการเมืองหยิบจับมาเป็นของเล่นเมื่อมีการปลดล้อค มีโอกาส มีพื้นที่ และมีเวลา

การปฏิวัติกับการปฏิรูปการศึกษามิใช่เรื่องฟลุ้คที่จะมาพบเจอกันได้ง่ายๆ ขอแต่ว่า อย่าให้ไปพร้อมๆกันเท่านั้น... !

โดย กรมกุชะ

 

กลับไปที่ www.oknation.net