วันที่ ศุกร์ กุมภาพันธ์ 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นี่ไม่ใช่โหงวเฮ้งดี แต่คือ Metabolic Syndrom


เคยพบในตำราดูโหงวเฮ้งค่ะ ว่าคนที่โหงวเฮ้งดี ต้องมีท้องใหญ่ไว้กินไว้ดื่ม มีสะโพกเป็นรูปสี่เหลี่ยม เพราะแสดงถึงมีหลักฐานมั่นคง

ความเชื่อเรื่องโหงวเฮ้งเหล่านี้ ดูจะสวนทางกับหลักของการมีสุขภาพดีในปัจจุบันแล้วนะคะ เพราะการแพทย์ในปัจจุบันพบว่าการมีท้องใหญ่ หมายถึงการมีภาวะอ้วนลงพุงหรือ Metabolic Syndrom

 

เนื่องจากคนไทย 1 ใน 3 กำลังเป็นโรคอ้วน เราจึงเห็นบุคคลทั่วไปมีขนาดร่างกายไล่เลี่ยกัน โรคนี้จึงดูไม่น่ากลัวเพราะความคุ้นตานั่นเองค่ะ แต่ถ้าบอกว่า ผู้ที่อยู่ในภาวะนี้ เสี่ยงต่อการที่สมองจะเสื่อม จำอะไรไม่ใคร่ได้ มีการหายใจไม่เต็มปอด ง่วงซึม เสี่ยงต่อการหยุดหายใจขณะหลับ เสี่ยงต่อการเกิดอัมพาต และโรคในกลุ่ม  NCDs อื่นๆ (โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง ถุงลมโป่งพอง โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ โรคเบาหวาน โรคอ้วนลงพุง) เพิ่มขึ้น จะยังคิดว่าโรคนี้ไม่น่ากลัวอยู่อีกไหมคะ

 

ส่วนสาเหตุของการเกิดโรคนี้ยังไม่แน่ชัดค่ะ แต่มีข้อชวนให้เชื่อว่าเกิดจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน   พันธุกรรม  อาหารที่รับประทาน อายุ  และ พฤติกรรมการดำรงชีวิต

ถ้าสงสัยว่า เรามีภาวะนี้หรือเปล่า ตรวจสอบได้จากข้อบ่งชี้เหล่านี้ค่ะ

1สำหรับคนไทย ถ้า BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 23 จัดว่าเริ่มมีน้ำหนักเกิน แต่ถ้ามากกว่า 25 จัดว่าเป็นโรคอ้วน จึงทำให้มีไขมันสะสมในช่องท้องด้วย

2 มีรอบเอวเพิ่มขึ้น คือผู้ชาย รอบเอวมากกว่าหรือเท่ากับ 40 นิ้ว ผู้หญิง มากกว่าหรือเท่ากับ 35 นิ้ว

3 ระดับไตรกลีเซอไรด์ มากกว่าหรือเท่ากับ 150หรือผู้ที่ไขมันสูงและได้ยาลดไขมัน

4 ระดับ HDL ลดลง คือผู้ชายลดลงจนต่ำกว่า 40 mg/dl ผู้หญิงต่ำกว่า 50 mg/dl หรือไขมันสูงและได้รับยาลดไขมัน

5 ความดันโลหิต มากกว่าหรือเท่ากับ 130/85 mmHg หรือได้รับยารักษาความดันโลหิตสูง

6 น้ำตาลในเลือดสูง มากกว่าหรือเท่ากับ 100 mg/dl

ถ้าเรามีลักษณะเหล่านี้ร่วมกัน 3 อย่าง ก็จัดเข้าข่ายเป็นโรค Metabolic Syndrom นี้แล้ว

การรักษาโรค Metabolic Syndrome โดยการไม่ใช้ยา สามารถทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใน 3 ด้าน คือ ด้านการทานอาหาร ด้านการออกกำลังกาย และ ด้านอารมณ์

โดยในด้านการทาน ควรลดปริมาณแคลอรี่รับให้ต่ำกว่าการใช้ปกติประมาณ 300-500/วัน โดยที่ยังได้รับสารอาหารเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ในด้านนี้แพทย์หลายท่านเริ่มให้ความสำคัญกับโภชนะเสริม และผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหารแล้วค่ะ  ดังเช่น ศ.นพ.เฉลียว ปิยะชน ที่ได้เขียนไว้ในหนังสือ หลอดเลือดแข็ง ตีบ ตัน ป้องกันได้

และควรขอความเข้าใจและความร่วมมือจากคนในครอบครัว เช่น คอยเตือนเมื่อเผลอตัวเวลาทาน ขอความร่วมมือในการไม่ตุนขนมในบ้าน ค่อยๆเปลี่ยนประเภทอาหารที่ทาน เปลี่ยนจานให้เล็กลง ทำอาหารทานเองรวมถึงอาจทำไปทานนอกบ้านเป็นมื้อกลางวันที่ทำงาน เป็นต้น

ด้านการใช้พลังงาน หากน้ำหนักตัวเกินมากๆ ไม่ควรออกกำลังกายหนักเพราะจะเป็นการเพิ่มภาระให้ข้อต่อ เช่น ข้อเข่า จนทำให้ความเสี่ยงของการเกิดข้อเสื่อมก่อนวัยอันควรที่มีสูงอยู่แล้ว สูงมากขึ้นไปอีก หากควรออกกำลังกายด้วยการเดิน ว่ายน้ำ โยคะ ก่อน จนเมื่อน้ำหนักตัวลดลงมาพอสมควรแล้ว จึงค่อยๆเพิ่มความหนักในการออกกำลังกาย (สำหรับโยคะ อย่าได้หมิ่นไปเชียวนะคะ เพราะบางท่าทำให้อวัยวะต่างๆรับน้ำหนักตัว ไม่ต่างอะไรกับการฝึกด้วยแรงต้านโดยใช้น้ำหนักตัวเลยค่ะ อีกทั้งการเกร็งค้าง ก็ใช้พลังงานไม่เบาเลยทีเดียว)

ด้านอารมณ์ ต้องรู้วิธีจัดการเวลาอยากทานอาหารแคลอรี่สูงหรือขนมหวาน โดยอาจจะด้วยการหาอะไรทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ เปลี่ยนอิริยาบถ หรือพิจารณาโทษของการที่ยังเป็นโรคนี้อยู่ โทษของอาหารเหล่านั้น โทษของการต้องเป็นภาระแก่ผู้อื่นในวันหน้า ค่าใช้จ่ายสูงที่อาจเกิดขึ้นเพราะการรักษาโรคที่จะพ่วงตามมา หรือ ระลึกถึงความภูมิใจที่เคยเปลี่ยนความรู้สึกอยากทานของตนเองได้ เป็นต้น

สาเหตุของโรคนี้แม้มีส่วนหนึ่งมาจากกรรมพันธุ์ แต่ส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมของตัวเราเอง เพียงเปลี่ยนพฤติกรรม ร่างกายก็เปลี่ยนนะคะ แถมจิตใจยังเปลี่ยนด้วยค่ะ เป็นต้นว่า มีความมั่นใจในตัวเองเพิ่มขึ้น หงุดหงิดน้อยลง 

ตนเปลี่ยนแค่หนึ่งคน แต่ผลดีที่ได้ ส่งถึงหลายๆคน ตั้งแต่คนในครอบครัว จนขยายใหญ่ ไปถึงคนในสังคมเลยค่ะ

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net