วันที่ จันทร์ กุมภาพันธ์ 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Black Panther กับข้อคิดที่ “เรา” ทุกคนควรคิด


                 เมื่อวานนี้ (18 ก.พ.2561) แม่หมีและลูกหมีทั้งสอง อันมีพี่หมีใหญ่กับเจ้าหมีน้อย  ไปดูหนังเรื่อง Black Panther มาค่ะ   ส่วนพ่อหมีพาไปกินข้าวกลางวันแล้วก็แยกย้าย   พ่อหมีเลิกดูหนังในโรงหนังมาหลายปีแล้วค่ะ  บอกดูในโรงแล้วเวียนหัว  (อะไรฟระ) ตอนเป็นแฟนกับแม่หมีดูหนังกันจนหนังมีโปรแกรมฉายไม่ทันเราเลย  ตอนลูกเล็กๆก็ยังพาลูกไปดูเลย   555 สงสัยหมดโปรแล้ว   แอบขอบ่นนิดนึง  โรงหนังนี่ไม่มีอารยะสถาปัตย์เอาเสียเลย  คนชอบดูหนังอย่างแม่หมีซึ่งดูมาตั้งแต่วัยรุ่น   มาวัยจะร่วงก็ยังอยากดู  เวลาเข้าโรงหนังต้องไต่บันไดน่ะ   มันปวดข้อเข่านะคะ  ช่วยกรุณาทำทางลาดให้หน่อย  เผื่อจะเอาวีลแชร์เข็นเข้าโรงได้  สว.ก็มีหัวใจนะคร้าาาา....   หรือแก่แล้วต้องอยู่บ้านแล้วรอดูหนังแผ่น หา!!!

               และเหมือนเคยทุกครั้งที่ดูหนังก็จะต้องมานั่งคุยกันว่าหนังที่ดูให้อะไรเราบ้าง   สามคนแม่ลูกคุยกันอย่างออกรส  ในขณะที่พ่อหมีนั่งฟัง คือแทนที่เราจะคุยกันอีกห้องที่ไม่มีพ่อหมี  แต่แม่หมีอยากแกล้งพ่อหมีที่ชวนทุกครั้งก็ไม่ยอมดู  เลยคุยกันให้พ่อหมีฟังด้วย  สม...!!!    และก็จะให้การบ้านหมีน้อยว่าต้องเขียนลงบล็อก   แต่หลังๆมาเนี่ยเจ้าหมีน้อยทำเฉย  วลีเด็ดของเด็กรุ่นนี้  "โตแล้วจะ.....ก็ได้"  .... ที่ว่าก็คือแล้วแต่คนๆนั้นอยากจะใส่อะไรไปก็ได้  เช่น   โตแล้วชั้นอยากจะไปไหนโดยไม่ขอพ่อแม่ก็ได้  สงสัยหมีน้อยคงอยากบอกว่า  โตแล้วชั้นอยากเขียนก็เพราะชั้นอยากเขียน 555 ไม่ใช่หรอกค่ะ เขาไม่ค่อยมีเวลาน่ะค่ะ  ต้องไปทำงาน ต้องเล่นเกม  ต้องฯลฯ  ปรากฎว่าครั้งนี้พี่หมีใหญ่อยากเขียนค่ะ   แต่คงลืมรหัสลับไขเข้าประตูบ้านเลยบอก "แม่ครับผมอยากเขียนครับ  แต่จำรหัสไม่ได้  เดี๋ยวผมเขียนแล้วแม่ช่วยลงในบล็อกแม่ให้หน่อยก็แล้วกันนะครับ"   แม่หมีก็เลยต้องเอามาลงให้เพื่อนๆอ่านกันค่ะ  นี่ไง แม่ที่รักของลูกๆ  บอกมาเถอะว่าให้ทำอะไรทำได้หมด  ลองอ่านดูนะคะ  ข้อเขียนและความคิดเห็นของพี่หมีใหญ่ที่มีต่อหนังที่ไปดู  นานๆพี่หมีใหญ่จะเขียนสักที   แต่สำหรับแม่หมี  หนังเรื่องนี้ดูสนุกค่ะ  ถ้าใครมีโอกาสก็น่าไปดูนะคะ  เกริ่นมาเยอะเกิ๊นนน.... อ่านเรื่องของพี่หมีใหญ่เขาเลยค่ะ   ส่วนของหมีน้อยก็รอดูว่าเขาจะเขียนมั๊ย 555 ก็เราเลี้ยงให้เขาโตนี่นา  โตแล้วดูหนังแล้วจะเฉยก็ได้นะ 

    Black Panther กับข้อคิดที่ “เรา” ทุกคนควรคิด   โดย พี่หมีใหญ่

 

           แม้ว่าแบล็คแพนเธอร์จะเป็นภาพยนตร์แนวซุปเปอร์ฮีโร่ตามสไตล์ค่ายมาร์เวลสตูดิโอที่หลายคนคงคาดหวังฉากแอกชั่นมัน ๆ ลุ้นว่าพระเอกผู้ทรงคุณธรรมจะเอาชนะเหล่าร้ายจอมโฉดได้อย่างไร หรือคราวนี้ลุงแสตน ลีจะรับบทอะไร แต่เมื่อได้ดูแล้วคุณจะพบว่าแบล็คแพนเธอร์นั้นได้นำเสนอเรื่องราวที่ไปไกลเกินกว่าเรื่องธรรมมะชนะอธรรมหรือแนวคิดเดิม ๆ ของหนังซุปเปอร์ฮีโร่ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ชี้ให้เห็นถึงประเด็นปัญหาที่โลกกำลังเผชิญหน้า และเราทุกคนในฐานะที่เป็นสมาชิกของสังคมโลกนั้นควรตระหนักถึง

 

          ไม่แตกต่างจากหนังซุปเปอร์ฮีโร่ค่ายมาร์เวลที่ผ่านๆมา แบล็คแพนเธอร์ได้ให้ข้อคิดมากมายเกี่ยวกับครอบครัวผ่านตัวละครต่าง ๆ ตัวอย่างเช่นเมื่อกษัตริย์ทีชาล่าได้พบดวงวิญญาณของพ่อในพิธีราชาภิเษก ทีชาล่าได้กล่าวว่าตนไม่พร้อมที่จะอยู่โดยไม่มีพ่อ ทว่ากษัตริย์ทีชาก้าผู้พ่อได้กล่าวตอบว่าที่ผ่านมาข้าได้ทำให้เจ้าพร้อมแล้ว การที่พ่อแม่ไม่ทำให้ลูกพร้อมเมื่อตนจากไปนั้นเป็นสิ่งที่ผิด หลังจากการพูดคุยสั้น ๆ ทีชาล่าได้สลัดความกังวลและขึ้นเป็นกษัตริย์อย่างเต็มภาคภูมิในที่สุด ทว่าประเด็นที่ทำให้แบล็คแพนเธอร์กลายเป็นหนังซุปเปอร์ฮีโร่ที่ต่างออกไปนั้นคือประเด็นเกี่ยวกับ “โลกในปัจจุบัน” ซึ่งหากเราติดตามข่าวระหว่างประเทศก็จะพบว่าปัญหาของโลกในทุกวันนี้คือ “ความแตกแยก” อันมีที่มาจาก “ความแตกต่าง” ของผู้คนจำนวนมากในสังคมนั่นเอง ซึ่งก่อปัญหาตามมาทั้งความขัดแย้ง การกดขี่ ก่อการร้าย ปัญหาผู้ลี้ภัย และอื่น ๆ อีกมากมาย หนังเรื่องนี้ได้ชี้ให้ผู้ชมได้เห็นถึงปัญหาต่าง ๆ ดังกล่าวผ่านมุมมองและคำพูดของตัวละครหลาย ๆ ตัวทั้งฝ่ายตัวเอกและตัวร้ายซึ่งจะขอกล่าวไปตามรายตัวเฉพาะที่สำคัญ

 

          เริ่มจากกษัตริย์ทีชาก้าผู้เป็นอดีตกษัตริย์ของประเทศวาคานด้าซึ่งมีความร่ำรวยทั้งทรัพยากรและกำลังทหารแต่เลือกที่จะโดดเดี่ยวตัวเองจากโลกภายนอก ทีชาก้าถูกปลงพระชนม์โดยฝีมือผู้ก่อการร้าย (เหตุการณ์ในกัปตันอเมริกา: ซีวิล วอร์) ตลอดรัชสมัยทีชาก้าได้ปกครองประชาชนด้วยคุณธรรม ปกป้องประเทศให้พ้นจากภัยอันตราย และเลี้ยงดูลูก ๆ เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ทีชาก้ามุ่งปกป้องวาคานด้าโดยมิได้ใส่ใจกับปัญหาภายนอกและสามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อปกป้องประเทศ เมื่อเจ้าชายเอ็นโจบูน้องชายของตนได้เล็งเห็นว่าวาคานด้าควรมอบความช่วยเหลือแก่ประเทศอื่นจึงตัดสินใจทรยศ ทีชาก้าได้ตามมาจับกุมน้องของตนและลงมือสังหารเนื่องจากการปะทะกัน ซึ่งหลังการตายของน้องชายทีชาก้าได้ตัดสินใจปิดทุกอย่างเป็นความลับและทิ้งลูกชายของเอ็นโจบูไว้เพื่อไม่ให้โลกรับรู้เรื่องราวของวาคานด้า

 

           อีริค หรือคิลมังเกอร์ ชายหนุ่มลูกครึ่งวาคานด้าที่เป็นลูกชายของเอ็นโจบูน้องชายของทีชาก้า หลังจากที่พ่อถูกสังหารอีริคได้เติบโตขึ้นด้วยความแค้นจึงฝึกฝนตัวเองและเข้าร่วมเป็นสายลับของสหรัฐ เขาถูกส่งเข้าร่วมในวิกฤตการณ์หลายครั้งเช่นในอัฟกานิสถานและอิรักทำให้ต้องฆ่าผู้คนมากมาย ขณะเดียวกันเขาได้รับรู้ถึงความยากลำบากของผู้คนจำนวนมากทั่วโลกโดยที่ไม่มีใครยื่นมือเข้าช่วย อีริคจึงเลือกที่จะท้าทายทีชาล่าเพื่อแย่งตำแหน่งกษัตริย์ ชิงเอาพลังอำนาจของวาคานด้าเพื่อก่อหยิบหยื่นพลังให้แก่ผู้อ่อนแอทั่วโลก เมื่อครั้งที่อีริคเผชิญหน้ากับทีชาล่า ทีชาล่าได้กล่าวว่าตนทำเพื่อปกป้องพี่น้องวาคานด้า อีริคได้ตวาดใส่ทีชาล่ากลับว่า โดยทอดทิ้งพี่น้องร่วมโลกอีกนับล้าน ๆ ข้างนอกอย่างนั้นหรือ แสดงให้เห็นว่าเขาไม่เพียงแต่แค้นเรื่องส่วนตัว เขายังแค้นที่วาคานด้าไม่ยอมช่วยเหลือผู้อื่นอีกด้วย

 

           กษัตริย์ทีชาล่า หรือแบล็คแพนเธอร์ ตัวเอกของเรื่องผู้เป็นกษัตริย์หนุ่มของประเทศวาคานด้า ผู้คนรอบข้างทีชาล่านั้นมีทั้งผู้ที่คิดว่าวาคานด้าจะต้องคงความโดดเดี่ยวไว้เพื่อความสงบโดยรวม ผู้ที่คิดว่าวาคานด้าสามารถจัดระเบียบโลกได้ด้วยกำลังทหารที่มีอยู่ และผู้ที่คิดว่าวาคานด้าสามารถยื่นมือเข้าช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกที่อดอยากอีกมากได้ สำหรับตัวทีชาล่านั้นค่อนข้างที่จะเห็นพ้องกับกลุ่มสุดท้าย แต่เขาเองก็ไม่ปฏิเสธว่าการช่วยเหลือผู้อื่นอาจนำประเทศเข้าไปเสี่ยงกับปัญหาโดยไม่จำเป็น อย่างไรก็ตามทีชาล่าได้แสดงให้เห็นถึงความคิดที่ไม่แบ่งแยก เช่นการแสดงออกที่สุภาพต่อบุคคลภายนอก การไว้ชีวิตนักรบต่างเผ่าที่ขัดแย้งกันมานาน และการที่ทีชาล่าได้กล่าวแก่เหล่าวิญญาณของบรรพบุรุษว่า เราทุกคนต้องเลิกมองความแตกต่างเสียที มีแต่เพียงพี่น้องร่วมโลกเท่านั้น หลังการต่อสู้กับคิลมังเกอร์ ทีชาล่าได้ทำการเปิดประเทศและประกาศให้ความช่วยเหลือประเทศต่าง ๆ พร้อมทั้งเปิดศูนย์ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต่อผู้คนทั่วโลก

 

          จากเรื่องแบล็คแพนเธอร์เราจะเห็นได้ว่าแนวความคิดที่ทำให้โลกแตกแยกก็คือ แนวคิดที่ว่าเมื่อมี “พวกเรา” ก็จะมี “พวกเขา” หรือ “พวกมัน” นั่นเอง ชาววาคานด้าจำนวนมากมองผู้คนนอกประเทศเป็น “พวกเขา” จึงเลือกที่จะนิ่งดูดายกับปัญหาต่าง ๆ ในโลก (ส่วนหนึ่งมองว่าจะสามารถใช้กำลังเพื่อชี้นำโลกได้ด้วยซ้ำ) ทีชาก้ามองว่าเอ็นโจบูและอีริคไม่ใช่ “พวกเรา” จึงเลือกที่จะทอดทิ้งไป แม้แต่อีริคที่ต้องการจะช่วยเหลือคนทั้งโลกเองก็มองว่าผู้ที่ขัดขวางคือ “พวกมัน” เขาจึงฆ่าทุกคนที่ขวางทางได้ลงคอ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นธรรมดาของมนุษย์ที่เมื่อมีพวกเราก็จะกำหนดให้ผู้อื่นไม่ใช่พวกเดียวกัน และพร้อมที่จะดูถูกเหยียดหยามหรือกระทำสิ่งที่เลวร้ายกับคนพวกนั้นก็ได้ ไม่ต่างจากการล่าอาณานิคมของชาวยุโรปในอดีตเพราะผู้ว่าผู้ที่ไม่ใช่คนขาวนั้นต่ำต้อย หรือในปัจจุบันที่เกิดปัญหาความขัดแย้งทางชาติพันธ์ไปทั่วโลก เช่นกรณีชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ ในพม่ารวมถึงชาวโรฮิงญา ขณะที่หลาย ๆ ปัญหานั้นไม่ได้รับการใส่ใจหรือถูกปฏิเสธการช่วยเหลือโดยประเทศมหาอำนาจเช่นการปฏิเสธรับผู้ลี้ภัยชาวซีเรียนั่นเอง หากว่าผู้คนในสังคมโลกยังไม่สามารถแก้ไขความคิดแบ่งแยก “พวกเรา” และ “พวกเขา” ได้อย่างทีชาล่าในเรื่องนี้แล้วล่ะก็ ปัญหาเหล่านี้ก็คงไม่สามารถแก้ไขได้อย่างแน่นอน ซึ่งอีริคนั้นไม่ต่างอะไรจากผู้ก่อการร้ายในปัจจุบันที่เป็นผลผลิตจากการสั่งสมความแค้นผ่านความเกลียดชังและการกดขี่ และในเมื่อไม่อาจตอบโต้ได้จึงต้องเลือกหนทางที่เลือดเย็นในการแก้แค้น รวมถึงการลากผู้บริสุทธิ์เข้ามารับเคราะห์

 

        สิทธิมนุษยชนเป็นประเด็นที่ถูกส่งเสริมมากขึ้นในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ปัญหาต่าง ๆ ได้ท้าทายการปกป้องสิทธิมนุษยชนทั่วทั้งโลก ขณะที่ผู้คนส่วนหนึ่งกำลังทุ่มเถียงกันถึงความเหมาะสมของการช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรม อีกมุมหนึ่งของโลกพี่น้องร่วมโลกจำนวนนับล้าน ๆ กำลังเผชิญกับการไร้ซึ่งความหวังในการมีชีวิต แม้ว่าตัวคนเดียวจะไม่อาจเปลี่ยนโลกได้ แต่อย่างน้อย ๆ การเปลี่ยนความคิดตนเองต่อความ “แตกต่าง” ไปสู้การยอมรับความ “หลากหลาย” ย่อมทำให้เราอยู่กับผู้คนจำนวนมากในสังคมได้โดยไม่แบ่งแยก ซึ่งนั่นคือสังคมที่จะขจัดความเป็น “พวกเรา” และ “พวกเขา” ออกไปได้ในที่สุด

 

        “ฝังฉันในทะเลยังดีกว่าขังฉันไว้ในคุก เหมือนกับเหล่าพี่น้องที่ตายในท้องทะเลเพราะพวกเขารู้สึกว่าการตายนั้นดีกว่าการอยู่โดยไม่มีจิตวิญญาณ”   อีริคกล่าวกับทีชาล่าพร้อมกับปฏิเสธการรักษา *

 

        * แน่นอนว่าอีริคย่อมหมายถึงเหล่าผู้ลี้ภัยจำนวนมากที่ตายระหว่างการลี้ภัยทางเรือ ทั้งจากวิกฤติการณ์เรฟูจีในยุโรป วิกฤติการณ์โรฮิงญา และอีกหลาย ๆ เหตุการณ์ในโลก

                                                                           เขียนโดย พี่หมีใหญ่

       หมายเหตุของแม่หมี  นี่คือสิ่งที่พี่หมีใหญ่คิด  ทุกคนอาจเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย  เป็นมุมมองของชายหนุ่มคนหนึ่งที่มองโลกปัจจุบันนี้ 

          ขอบคุณสำหรับการอ่านบทความนี้  หวังว่าจะได้แง่คิด  คอมเม้นท์ได้เลยค่ะ  เผื่อจะได้แลกเปลี่ยนความคิดกันกับพี่หมีใหญ่  ถ้าว่างเขาคงเข้ามาตอบ แต่ถ้าไม่ว่างก็คงดีใจที่เพื่อนๆมาทิ้งร่องรอยในการเข้ามาอ่าน

          ขอย้ำอีกทีหนังเรื่องนี้คุ้มค่ากับการเสียเงินมากค่ะ

โดย แม่หมี

 

กลับไปที่ www.oknation.net