วันที่ พุธ กุมภาพันธ์ 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อนุปุพพิกถา ว่าด้วยเรื่องอะไร


การแสดงธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นการแสดงธรรมตามขั้นตอนเป็นลำดับ ขึ้นอยู่กับผู้รับฟัง ว่าอยู่ในขั้นใด

ซึ่งผู้คนโดยมาก ก็เป็นผู้ที่ประกอบอาชีพหาเลี้ยงตน มีความรักตัวกลัวตาย มีความผูกพันกับคนที่รัก มีความห่วงใยในทรัพย์สิน มีความหวงกั้น มี โลภ โกรธ หลง เป็นพื้นฐานของจิต ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของผู้คน

ดังนั้น การที่พระองค์จะแสดงธรรม โดยเริ่มตรัสในอริยสัจสี่ ซึ่งเป็นธรรมที่พระองค์ตรัสรู้  ว่าด้วยเรื่อง ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค นั้น เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก คนที่รับฟังก็ทำใจยาก ในการที่จะสละ จิตใจ ที่ประกอบด้วย โลภะ ราคะ โทสะ โมหะ ทันที  เพราะสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่คนเราจำเป็นต้องมีเพื่อการอยู่รอด แต่บังเอิญ สิ่งที่จำเป็นต้องให้อยู่รอดนี้ มันมาครอบงำ คนเราให้ตกเป็นทาสของมัน

อนุปุพพิกถา จึงเป็นการแสดงธรรม ตามลำดับขั้น ให้ผู้ฟังธรรมได้ปฏิบัติ เป็นขั้นตอนไป เหมือนเดินขึ้นบันได  การที่จะก้าวให้ถึงขั้นสูงสุด คือการว่างจากทุกสิ่ง ก็ต้องมาจากการที่ยึดทุกสิ่ง ยึดอย่างเข้าใจ

ซึ่งต้องมาจากการไต่ระดับจิตใจมาทีละขั้น  ข้ามขั้นตอนไม่ได้

อนุปุพพิกถา ประกอบด้วย  ทาน  ศีล  สวรรค์  กามาทีนพ  เนกขัมมานิสงศ์

ซึ่งขอจำแนก รายละเอียดดังนี้

1.ทาน  คือการให้  เป็นการบริจาคความโลภในจิตใจ ชำระกิเลสกองราคะ โลภะ ให้บางเบาลง ลดความตะหนี่ถี่เหนียว ผู้ให้ ให้ในสิ่งที่ผู้รับต้องการ  เมื่อเป็นเช่นนี้  ผู้ให้ มีความสุขในการให้  ผู้รับก็มีความสุข ในการรับ  ความสุขที่เกิดขึ้นนี้  เราเรียกว่า  บุญ

(ข้อสังเกต   ถ้า การให้ทานนี้ เป็นเพื่อหวังผลตอบแทนกลับคืนมา  เช่นไปทำบุญ เพื่อหวังว่า จะทำให้ตนได้ร่ำรวยในอนาคต เฮงๆ ทำมาค้าขายขึ้น มีเงินทองไหลมาเทมา แบบนี้ เรียกว่า ทำโลภ  คือเป็นการเพิ่มกิเลสกองโลภะ กองราคะ มากขึ้นกว่าเดิม เมื่อความหมายกลายเป็นเช่นนี้ จึงไม่ใช่ ทาน ในความหมาย ที่พระองค์ตรัสสอน

หรือ ให้ในสิ่งที่ผู้รับไม่ต้องการ แล้วผู้รับแสดงอาการไม่ยินดี คนที่ให้เกิดความขุ่นใจ ว่า อุตส่าห์ให้ ขอบคุณสักคำยังไม่มี  จิตใจที่ประกอบด้วยโทสะนี้ จึง ไม่ใช่ บุญ  เพราะคำว่า บุญ  เป็นชื่อหนึ่งของความสุข)

พิจารณาแล้ว จะเห็นว่า แค่ ข้อที่ 1 คือ ทาน  ไม่ใช่ว่าจะทำกันง่ายๆ ไม่ใช่ว่ามีกิริยา การทำทานขึ้นมา จะได้บุญทุกครั้ง  ดูที่จิตใจขณะที่ทำ เราสามารถ สอบจิตเราเองได้

2.ศีล  คือความปกติ ในจิตใจที่ตั้งใจแน่วแน่ ในการงดเว้นความประพฤติที่อาจก่อภัยเวรแก่ผู้อื่น ทั้งทางกาย ทางวาจา งดเว้นจากสิ่งที่นำไปสู่ความประมาท ขาดความสำรวมระวัง

เมื่อเราเว้นเช่นนี้  ก็ได้ ชื่อว่า เป็น  ทาน อย่างหนึ่งเช่นกัน เพราะเป็นการสละ

ลดทอน ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลง จึงไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น

เมื่อตนเอง มีความปกติ อย่างนี้ คือ จิตใจและกาย เป็นศีล ตนเองก็มีความสงบ มีความสุข  ผู้อื่น ที่อยู่ด้วย หรือทำงานด้วย ก็มีความสุข ความสงบ ไม่เดือดร้อนจากการกระทำของเรา ความสุขที่เกิดขึ้นอย่างนี้ ก็ได้ชื่อว่า เป็น บุญ

การฝึกจนตนเอง มีศีล จนเป็นบุญนี้ มีอานิสงค์ ยิ่งกว่าทาน เพราะทำยากกว่า  เพราะ ทาน ให้เป็นครั้งๆไป ตอนที่ให้ มีใจเอื้อเฟื้อ อยากช่วยเหลือผู้อื่น จิตใจมีความสุข ที่ได้ให้ของคนอื่น  เสร็จจาก กิริยานั้นแล้ว ก็จบไป บางที ตอนทำงาน ตนเอง ไม่มีความปกติ ดีพอ ก็อาจทำให้ ผู้ที่อยู่ด้วย ทำงานด้วย อึดอัดขัดข้อง ไม่มีความสุข ไม่อยากอยู่ใกล้

กรณีแบบนี้ เราก็สามารถพบเห็นได้บ่อยๆ  ดังนั้น การมีศีล จึงปฏิบัติ ยากกว่า การทำทาน

3.สวรรค์  คนที่ มีทั้งทานที่ดี มีศีล ที่มีความปกติ ในการไม่ทำความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น ก็ทำให้เกิด ผล ที่เราเรียกว่า สวรรค์

คำว่าสวรรค์นี้ ไม่ได้หมายถึง การตายไปแล้ว ไปอยู่ดินแดนสวยหรู ตามจินตนาการ ที่เราเคยเห็น เคยวาดภาพฝันเอาไว้

แต่สวรรค์ ในที่นี้ ก็คือ สิ่งที่ ประสาทสัมผัสของเรา ที่รับเรื่องราวเข้ามา ไม่ว่า ทางตา ทางหู  ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายสัมผัส  ทางใจที่ตริตรึกนึกคิด 

เพราะตั้งแต่การทำทาน ที่สละตระหนี่ เห็นคนรับรับสิ่งที่เกิดประโยชน์จากเขา เขามีความยินดี พูดจาสรรเสริญ ยกย่อง สิ่งเหล่านี้ สร้างความสุขเกิดขึ้นในขณะนั้น จึงไม่ต่างอะไรกับเหมือนขึ้นสวรรค์ ความปลื้มใจ อิ่มใจ ที่บังเกิดขึ้น

การที่เราเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ คนรอบข้าง ผลที่เกิดขึ้น เราก็มีแต่มิตรสหาย เรามีน้ำใจช่วยคนอื่น ไม่เอาเปรียบคนอื่น เราก็สามารถอยู่อย่างมีความสุข จะเห็น จะได้ยิน จะได้กลิ่น รส หรือทางกายทางใจสัมผัสทั้งหลาย อารมณ์ ที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมที่มาจากความเอื้ออาทรของเรา ย่อมสร้างให้ชีวิตทุกขณะจิตของเรา มีแต่ความสงบ ความสุข นี่คือสิ่งที่เหมือนอยู่สวรรค์ เป็นบุญหนึ่งเช่นกัน

4.กามาทีนพ จากสวรรค์ ที่กล่าวมา ย่อมทำให้เรามีความสุขอย่างที่เราชอบกัน อยากให้ชีวิตเป็นอย่างนี้ไปตลอด เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เป็นโทษได้เช่นกัน เพราะไม่มีสิ่งใดในโลกที่เที่ยงแท้ถาวร พระองค์จึงตรัสในข้อนี้ เพราะความสุขเหมือนสวรรค์ ในข้อที่กล่าวมา เป็นความสุขที่ต้องอิงอาศัยวัตถุ อิงอาศัย ช่องทางที่รับเข้ามา ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ต้องมี รูป  เสียง กลิ่น รส กายสัมผัส และใจที่นึกคิด เป็นเครื่องประกอบให้มีความสุข

ยามที่เราไม่รู้ความจริงของสัจธรรม เราจึงยึดติดความสุข  เพราะ ความสุขนั้น แท้จริง คือสิ่งที่ทนได้ง่าย แต่ความทุกข์ คือสิ่งที่ทนได้ยาก  เราจึงหนีทุกข์ หาสุขกัน

เราต้องพิจารณาต่อไปว่า ถ้า เครื่องรับเรามีการชำรุดไป ใช้การได้ไม่ดีเท่าที่ควร  เราจะยังมีความสุขอีกไหม

ถ้าเครื่องรับ เราไม่ชำรุด แต่วัตถุภายนอก ไม่มีให้เสพ เราจะยังมีความสุขต่อไปไหม  เช่น ตา ยังดี ยังมองเห็นชัดเจน  แต่ไม่มีโอกาสได้ดูสิ่งที่ชอบ  หูยังดี แต่ไม่มีโอกาสฟังสิ่งที่ชอบ

หรือ ตายังดี แต่เห็นสิ่งที่ไม่ชอบ เราจะรู้สึกอย่างไร 

ในทวารอื่นๆ ก็เทียบเคียงกันลักษณะนี้

ในข้อนี้ เราเริ่มที่จะต้องเห็นโทษ ที่เราติดสุขมากขึ้น และเริ่มมองเห็น ธรรมชาติที่แท้จริงของทุกสิ่ง ว่า มันไม่เที่ยง มันผันแปร มันคงสภาพเดิมไม่ได้ มันไปบังคับครอบครองไม่ได้

5.เนกขัมมานิสงศ์  อานิสงค์ของการออก  ซึ่งไม่ได้หมายความว่า การออกบวช  แต่หมายถึงเริ่มคลายความยึดถือ ทั้งสิ่งที่ทำให้เกิด ทุกข์ สิ่งที่เกิดสุข จิตใจเริ่มรับรู้ว่า ทุกอย่าง ที่ทำให้เกิดสุข ในอีกด้าน เราก็ต้องพร้อมที่จะรับความทุกข์ตามมาด้วย การคลายการยึดติด โดยเฉพาะเรื่องความสุข แต่ไม่ปฏิเสธ ความสุขที่เกิดขึ้น ทำให้เราเริ่มเป็นกลางกับทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

เมื่อเกิดเนกขัมมะทางจิตได้แล้ว เนกขัมมะทางกาย มันตามมาเอง จึงเป็นเหตุให้ การ ทำทาน การ มีศีล การมีสวรรค์ การเห็น กามาทีนพ พัฒนาเป็นลำดับมากขึ้น  ทานก็เริ่มบริสุทธิ์มากขึ้น ศีลก็เริ่มเป็นเนื้อเป็นตัวมากขึ้น ความสุขสงบทางจิตใจ ยิ่งมีมากขึ้น เพราะรู้ชัดถ้วนทั่ว ถึงคุณและโทษ ของการยึดติด ทั้งสุข ทั้งทุกข์

ทั้งหมดนี้ พอสรุป เป็นแผนภูมิสั้นๆดังนี้

ทาน ศีล สวรรค์     ทำให้เรา  เป็นคนดี ที่มีความสุข

กามาทีนพ            ทำให้เรา เห็น โทษ ของการ ยึดติดความสุข     ยึดติดความดี

เนกขัมมานิสงค์     ทำให้เราฟอกจิตตนเอง ให้พ้นจาก การยึดดี ยึดสุข ทางโลก

เมื่อพระองค์ตรัสสอนบุคคลดังกล่าวด้วย อนุปุพพิกถานี้แล้ว  จนบุคคลมีจิตใจควรแก่การย้อมด้วยหลักธรรม ที่นำไปสู่ ความว่าง  จึงตรัสสอน อริยสัจสี่ เป็นลำดับต่อไป

บุคคลทั่วไป เป็นดัง ผ้าที่ปนเปื้อน ถูกความไม่สะอาด ถูกกิเลสครอบงำ เพื่อความอยู่รอด ซึ่งชีวิตก็ต้องเป็นดังนี้ กิเลสที่ครอบงำ นำเราไปสู่การแสวงหา เพื่อปรนเปรอร่างนี้ให้มีความสุข ธรรมชาติ มีผู้ได้ ย่อมมีผู้เสีย

แม้ว่าผู้ที่แสวงหาอย่างไร มีความสุขแค่ไหน แต่ท้ายที่สุด ตนเองก็ต้องสูญเสีย  สูญเสีย คนที่ตนเองรัก สูญเสียชีวิตตนเอง สูญเสียทรัพย์ที่ตนเองแสวงมา

อนุปุพพิกถา จึงเหมือน ผงซักฟอก ที่นำมาใช้ซักผ้าที่ปนเปื้อนผืนนี้ให้สะอาด จนสามารถ ที่จะนำไปย้อมสีใหม่อีกครั้ง

เพราะถ้าเอาผ้าที่เต็มไปด้วยรอยเปื้อน ไปย้อมทันที ย่อมไม่สวยงามตามที่หวัง 

ดุจดั่งคนที่ยังโลภ ยังโกรธง่าย ยังมีราคะความอยาก ยังใช้ ทวารทั้งหก เพื่อการแสวงหา ไม่สิ้นสุด

คนเหล่านี้จะไปเข้าใจ ในเรื่องอริยสัจสี่ได้อย่างไร เข้าวัดเพื่อไปฝึกปล่อยวาง เพื่อความว่าง ได้อย่างไร

บันไดขั้นที่ 1 ยังไม่ได้เหยียบขึ้นไป คิดจะไปอยู่ขั้นที่สิบ ซึ่งเป็นไปไม่ได้

เริ่มจากแค่ ทาน ข้อที่ 1 ก็ยังเป็นเรื่องที่ทำกันยากเย็นนัก  โดยเฉพาะ ทาน ที่ไม่หวังผล ทานที่ลดโลภะ ตนเอง

สติ จึงเป็นเรื่องสำคัญ  สติ ที่รู้ทัน จิตใจเราขณะนั้น เรารู้ตัวเราเอง ผู้อื่น หารู้กับเราไม่

การซื่อตรง ต่อจิตใจตนเองจึงเป็นพื้นฐานของการฝึกตน

โดย สมชัย

 

กลับไปที่ www.oknation.net