วันที่ พฤหัสบดี มีนาคม 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทางออกจากหลุมดำการศึกษา


ทางออกจากหลุมดำการศึกษา
เปลี่ยนนักเดินแถว เป็นนักเดินทาง!
ศิวกานท์ ปทุมสูติ
------------------------------------

ความมืดดำของแผ่นดินใด เป็นปฏิสัมพันธ์กับพฤติกรรมอันดำมืดของประชากรของแผ่นดินนั้น ความมืดดำของประชากรคือภาพสะท้อนของอวิชชาที่ครอบงำสติปัญญา ภาพสะท้อนของอวิชชาคือผลพวงของการศึกษาที่หลงทาง หลงประเด็นต่อการพัฒนาที่ถูกต้องแท้ หลงใช้อำนาจกำหนดนโยบายที่ตื้นเขินและฉาบฉวย ไร้ศักยภาพในการออกแบบสังคมที่ดี รวมทั้งไร้ระบบ และกลไกที่มีประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ!

ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการผลิต ปัญหาการตลาด ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น ปัญหาความบาดหมางทางสังคมและการเมือง ทุกปัญหาล้วนเป็นเรื่องความมืดบอดทางปัญญาที่ยึดโยงกับผลประโยชน์ ผลประโยชน์อันมิชอบด้วยศีลธรรมและสันติธรรม ลึกลงไปกว่านั้นก็คือจิตวิญญาณที่อ่อนแอ ความพ่ายแพ้ต่ออำนาจกิเลสตัณหาแห่งความหลงผิด...ซึ่งสั่งสมและส่งผ่านพฤติกรรมของมวลประชากรรุ่นต่อรุ่น สืบต่อกันมา

พ่อแม่ ครูอาจารย์ มิตรญาติ และผู้นำสังคม ต่างเป็นผลผลิตของแผ่นดินเดียวกัน แม้เราจะมองความแตกต่างของพฤติกรรมมนุษย์ว่าเป็นเรื่องธรรมดา ที่ประชากรของสังคมจะมีมืดมีสว่าง มีคุณภาพและด้อยคุณภาพ มีความหลากหลายของมันเช่นนั้นเองก็ตาม แต่โดยมวลรวมของพฤติกรรมสังคมของเรา เราก็พอจะพิจารณาเปรียบเทียบกับนานาอารยะได้ว่า ที่เราเห็นความเป็นเราตามที่เป็นอยู่จริงนั้น มันยังสามารถพัฒนาได้อย่างไรอีกบ้าง ประเด็นนี้แหละที่เราจะต้องโฟกัสให้ถูกที่ พัฒนาให้ถูกฐาน และสร้างสรรค์กลไกสำคัญที่จะก่อให้เกิดผลต่อพฤติกรรมและประสบการณ์ของประชากรในทางที่ดีที่สุด ซึ่งกลไกนั้นก็คือการศึกษานั่นเอง
การศึกษาที่แท้ มิใช่เพียงการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียน ในโรงเรียน และในมหาวิทยาลัยเท่านั้น หากแต่จะต้องลงลึกถึงการเลี้ยงดูในครอบครัว การดูแลกันและกันในสังคม การให้โอกาสที่เหมาะควรแก่การเรียนรู้ การสร้างเสริมประสบการณ์ที่งอกงามอย่างต่อเนื่อง และทั้งตระหนักเน้นความเป็นหนึ่งเดียวกับการใช้ชีวิต

ทว่าการจัดการศึกษาของประเทศของเราในโมงยามนี้ เป็นที่ประจักษ์กันอยู่แล้วมิใช่หรือว่า มันเต็มไปด้วยมายาคติ เกลื่อนไปด้วยมายากรผู้สร้างภาพมากกว่าสร้างผล นับแต่การจัดการเรียนการสอน การจัดทำโครงการต่างๆ ที่เพียงเพื่อสนองนโยบาย สนองวิธีคิด และวิธีแก้ปัญหาที่หลอกกันไปหลอกกันมาในเอกสาร เอกสารที่ลวงพรางด้วยข้อมูลอันมิใช่คุณภาพที่แท้ มิหนำซ้ำยังแฝงไปด้วยข้อมูลที่เป็นเท็จ ผลงานที่ลักลอกสำเนาเข้าแบบ ที่ผู้บริหารและครูจ้างทำกันขึ้นก็เป็นอันมาก เรื่องนี้มิใช่เฉพาะผู้ประเมินที่มีจักษุปัญญาเท่านั้นที่รู้ แม้เด็กๆ ที่มีวุฒิภาวะ ที่บางขณะพวกเขามีส่วนถูกกะเกณฑ์ให้ช่วยจัดแฟ้มงานต่างๆ ก็ยังรู้ยังเห็น เด็กๆ ที่เฝ้าดูพฤติกรรมของครูเป็นเดือนเป็นปี น้อยหรือจะมิประจักษ์ชัดในคุณภาพที่มีหรือไม่มีจริงของครูของเขา แม้พวกเขามิได้ปริปากทักถาม แต่ต่างก็ได้ซึมซับการสอนโดยมิสอนนั้นไว้ในสายพันธุ์มายาถ้วนหน้าแล้ว

ปฐมเหตุแห่งความผิดบาปดังกล่าว มิได้เกิดขึ้นจากใครคนใดคนหนึ่ง หากแต่มันเกิดจากระบบที่มิใช่ วัฒนธรรมองค์กรที่มิชอบ และผู้บริหารที่ไม่มีคุณภาพ ทั้งระดับชาติ ถัดทอดกันลงมาถึงระดับเขตพื้นที่ และระดับสถานศึกษา เป็นต้นว่า การกำหนดนโยบาย การบริหารงบประมาณ และการบริหารงานบุคคลที่มีช่องทางให้ฉ้อฉลและแสวงผลประโยชน์ กระทั่งการบริหารและการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษาที่ขาดความมีส่วนร่วม ขาดบทบาทการถ่วงดุลอำนาจของภาคประชาสังคม แม้จะมีระเบียบกฎเกณฑ์และกลไกที่ดูเหมือนให้ความสำคัญกับความมีส่วนร่วมของสังคมอยู่บ้างก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติของการบังคับใช้กฎกติกาอย่างเป็นรูปธรรม หรืออย่างได้ผลเชิงคุณภาพและคุณธรรมก็ยังห่างไกลนัก

ที่กล่าวมานี้คือเหตุแห่งรากเหง้าของปัญหา ปัญหาของเมล็ดพันธุ์ ต้นกล้า อันเป็นต้นตอของกิ่งก้าน ใบ ดอก และผลของการศึกษา ที่ประเทศของเรากำลังเผชิญความจริงอยู่ ความจริงที่เราอาจมองเห็นลึกลงไปว่าอะไรบ้างที่มิใช่ นั่นก็คือการจัดการเรียนการสอน ที่เพียงเพื่อให้ผ่านการวัดประเมินตามกติกา ตามเงื่อนไข และข้อทดสอบ แต่มิได้ตระหนักถึงประสบการณ์การเรียนรู้และ ‘จริยปัญญา’ ที่จริงแท้ รวมทั้งมิได้มุ่งมั่นเพื่อการบรรลุผลตามมาตรฐานที่ตั้งไว้จริง ความจริงมันจึงฟ้องว่า ยังมีเด็กๆ ที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ และอ่านไม่คล่องเขียนไม่คล่องอีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งเด็กๆ ที่ไม่รักการอ่านและไม่รักการเรียนรู้นับเป็นมวลรวมมหาศาล ที่ครูและผู้บริหารต่างยังแก้กันมิตก

ผลกระทบของเด็กๆ ที่มีปัญหาในการอ่านเขียน เป็นสาเหตุสำคัญที่เชื่อมโยงกับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของเด็กและเยาวชนอีกหลายปัญหาตามมา นั่นคือ ความไม่รักการอ่าน ไม่มีฉันทะในการเรียนรู้ เรียนรู้อย่างไม่มีความสุข ขาดพลังชีวิต เกียจคร้าน ขาดความเชื่อมั่นในตนเองทางการศึกษา ผลการเรียนตกต่ำ เบื่อเรียน หนีเรียน หาทางออกผิดๆ หาที่ยืนของจิตในทางอื่นๆ ก้าวร้าว เกเร เหลวไหล เที่ยวเตร่เริงรมย์ ปล่อยตัวปล่อยใจ ขาดความยับยั้งชั่งใจ มีปัญหาเพศสัมพันธ์ มีปัญหาชีวิต ตกจมกับสิ่งเสพติด ติดการพนัน และก่ออาชญากรรม!

การจัดการศึกษาที่ผลักเคลื่อนชีวิตให้เดินผิดทางดังกล่าว ย่อมมิใช่ความหมายของการศึกษาที่แท้ การศึกษาที่แท้จะต้องสร้างสรรค์พลังแห่งความใฝ่รู้ใฝ่เรียน จัดการเรียนรู้อย่างมีความสุข เริ่มจากฝึกทักษะการอ่านเขียนอย่างมีพื้นฐานที่ดี เพื่อผู้เรียนจะใช้ภาษาเป็นเครื่องมือเรียนรู้ได้อย่างมีคุณภาพ ฝึกการอ่านเป็น การคิดเป็น และการแก้ปัญหาเป็น ฝึกการวางแผนชีวิต การออกแบบชีวิต การเตรียมตัวเพื่ออนาคตและเพื่อสัมมาอาชีพ ฝึกการใช้ชีวิตอย่างเป็นหนึ่งเดียวกับการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพยกระดับจิตวิญญาณสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เพื่อการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมและโลกอย่างมีสันติสุข

แต่ที่เรายังก้าวไปไม่ถึงจุดนั้น ก็เพราะเรายังขาดครูและขาดผู้บริหารการศึกษาที่เป็นบุคคลที่ใช่จริงแท้นั่นเอง

ครูและผู้บริหารการศึกษาในประเทศของเราส่วนใหญ่ ยังคงคิดและทำตนเหมือนๆ มนุษย์เงินเดือนในภาครัฐและเอกชนทั่วไป มิได้สำนึกตระหนักต่อความหมายของความเป็น ‘ครู’ ที่ควรจะมีมาตรฐานชีวิตและจิตวิญญาณที่สูงกว่า ที่พร้อมจะเป็น ‘ต้นแบบ’ เป็นแบบอย่างของผู้ใฝ่เรียนรู้ ผู้หยั่งลึกต่อการเรียนรู้อย่างจริงจัง แต่เมื่อคนเป็นครูมิได้เป็นเช่นนั้น มันก็ส่งผลกระทบถึง ‘การออกแบบหลักสูตรที่มิใช่ การจัดการเรียนการสอนที่มิได้ผลตามมาตรฐาน’ เป็นดั่งกงกำกงเกวียนที่เวียนไปในรอยโคพิการ สู่อนาคตที่มืดบอด!

เถอะแม้ครูและผู้บริหารการศึกษาในประเทศของเราจะมิได้เปล่าไร้คุณภาพเช่นนั้นไปทั้งหมด แม้ว่าเราจะพอมีครูและผู้บริหารที่เป็นต้นแบบชีวิต ที่พร้อมจะเป็นผู้ส่องทางชีวิตที่ใช่จริงแท้อยู่บ้าง แต่มันก็เป็นเพียงคุรุชนกลุ่มน้อยเหลือเกิน น้อยจนมิอาจจะยืนหยัดเป็นอำนาจคานต่ออวิชชาและ ‘โมฆคุรุ’ ทางการศึกษาที่มีอยู่ทุกวันนี้!

เรามาถึงวิบากยุคที่ยากจะเพรียกหา ‘คุรุเมธี’ ผู้กล้า กระทั่งเรามิสามารถก้าวข้าม ‘หลุมดำของการศึกษา’ นี้ไปได้จริงๆ หรือ

ไม่หรอกนะ หากเราเชื่อในตัวเรา เชื่อในการเดินทางที่กำลังจะ ‘เปลี่ยนผ่านจากอนารยยุคสู่อารยยุค’ ร่วมกัน เพียงเรามองปรากฏการณ์อันเป็นลบดังกล่าวให้เห็นเป็นบวก เราก็จะค่อยๆ เห็น ‘ทางออก’ นั่นก็คือ เราจะต้องออกแบบ ‘เป้าหมายที่ใช่’ ให้ชัด ให้เป็นไปได้ ให้สบพ้องกับ ‘มรรควิธีและวิถีที่เราจะทำ’ อย่างจริงแท้เสียก่อน

‘เป้าหมาย’ ของการศึกษาที่แท้ มีเพียง ๔ ประการ ดังนี้

๑.ความมีอิสระในจิตวิญญาณและพลังความใฝ่เรียนใฝ่รู้อย่างมีความสุข
๒.ความมีศิลปะในการเข้าถึงและนำพาแก่นแท้ของสิ่งที่เรียนรู้
๓.ความมีทักษะในการออกแบบชีวิต การทำงาน และการสร้างสรรค์สัมมาชีพ
๔.ความมีทักษะในการพัฒนาตนเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ที่สามารถอยู่ร่วมกับสรรพสิ่งได้อย่างสันติสุข

เพียง ๔ ประการนี้เท่านั้น ที่เป็นแก่นแท้ของการศึกษา ไม่ต้องพะวักพะวงกับสาระยิบย่อยอะไรให้เปลืองเปล่าเวลาอีกต่อไปแล้ว

เราจะต้องมุ่งตรงต่อการไปให้ถึง ถึงซึ่งการจัดการศึกษาที่ให้อิสระต่อจิตวิญญาณของการเรียนรู้ อิสระที่ผู้เรียนจะมีพื้นที่และขอบเขตของชีวิต ชีวิตที่เคารพในอิสระในจิตวิญญาณของผู้อื่น เคารพต่อดุลยภาพของธรรมชาติและสรรพสิ่ง พร้อมกับการเรียนรู้ที่ก่อให้เกิดพลังแห่งความใฝ่เรียนใฝ่รู้ รักที่จะอ่าน สนุกที่จะคิด เพลิดเพลินที่จะทำ มีความสุขจากการได้เรียน ได้รู้ ได้ทำ ได้บรรลุถึงความสำเร็จ ได้ภาคภูมิใจในสิ่งที่ตนทำ ตนรู้ ตนคิด และมองเห็นทางที่จะพัฒนาศักยภาพของตัวเอง

ศักยภาพแห่งการเรียนรู้ที่มีทักษะทางภาษาเป็นเครื่องมือ มีศิลปะในการเข้าถึงความหมาย ความหมายของความรู้ และรู้ถึงแก่นแท้ของสิ่งที่เรียนรู้ รู้ที่จะเลือกเรียนตามความถนัดของตน เลือกรู้สิ่งที่ควรรู้ เลือกสั่งสมประสบการณ์แห่งการเรียนรู้ด้วยชีวิต กระทั่งสามารถทำได้จริง เป็นได้จริง เป็นจริงตามที่ควรจะเป็น ทั้งเป็นผู้สามารถนำพา สาธิต ปฏิบัติ และมองเห็นช่องทางพัฒนาศักยภาพนั้น

ความมีนิสัยในการสังเกตเรียนรู้จากต้นแบบที่ดี มีใจต่อการหมั่นเพียรฝึกฝน ฝึกการออกแบบความคิด ออกแบบงาน และพัฒนาทักษะสู่การออกแบบชีวิต ออกแบบการทำงาน วางแผนงาน สร้างสรรค์งาน และพัฒนางานสู่การประกอบสัมมาอาชีพ เรื่องนี้สำคัญมาก! แต่การจัดการศึกษาในประเทศของเรายังละเลย สังคมของเราจึงยังคงเป็นสังคมของ ‘นักเดินแถว’ มากกว่าจะเป็นสังคมของ ‘นักเดินทาง’!

ทั้งนี้ ‘เป้าหมาย’ อันเป็นองค์คุณสำคัญที่สุดของการจัดการศึกษา จะต้องเป็นไปเพื่อเสริมสร้างความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ คือ สมบูรณ์ด้วย ‘จริยปัญญา’ ที่จะรักษากายและรักษาจิตของตนให้เข้มแข็ง ให้สามารถดูแลและขัดเกลาพฤติกรรมของตนเอง สามารถใช้ชีวิตไปพร้อมกับการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น อยู่ร่วมกับความหลากหลายและซับซ้อนของสังคมชีวิต อยู่ร่วมกับความเป็นจริงของโลก และความเป็นอยู่จริงของสิ่งต่างๆ ได้อย่างมีอิสระและสันติสุข

การศึกษาในความหมายที่กล่าวนี้ มิใช่การศึกษาในระบบโรงเรียนและมหาวิทยาลัยอย่างที่เห็นและเป็นอยู่อีกต่อไปแล้ว เราอาจจัดเวลาและสถานที่เพื่อการเรียนรู้ได้ตามอิสระ อาจมีครูที่อาจมิใช่ผู้จบการศึกษาสายครู หากแต่เป็นใครก็ได้ที่จะเป็นต้นแบบแห่งการเรียนรู้ที่ดี เป็นต้นแบบของชีวิตที่งดงาม เป็นผู้เข้าถึงแก่นแท้ของการเรียนรู้และความหมายของชีวิตที่ดีกว่า และมันอาจก้าวเลยไปถึงการไม่อินังขังขอบอะไรกับหลักสูตรและมาตรฐานของกระทรวงศึกษาธิการ เพราะเราจะพัฒนาศักยภาพของการเรียนรู้ที่ดีกว่า มีมาตรฐานความรู้ ความคิด และทักษะชีวิตที่สูงกว่านั้น เป็นของจริงยิ่งกว่านั้น

ที่สุดของของการศึกษาตามทางเลือกของเรา จะต้องก้าวข้ามปราการสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ การไม่ยึดติดกับวุฒิบัตรและปริญญาบัตรใดๆ เพราะเราจะแสดงผลสัมฤทธิ์ที่งอกงามด้วยพฤติกรรมการเรียนรู้ ทักษะชีวิต และศักยภาพในการใช้ชีวิตของผู้เรียนรู้ตาม ‘เป้าหมาย’ ๔ ประการ เว้นแต่ว่าผู้เรียนคนใดอยากได้หรือจำเป็นต้องใช้วุฒิบัตรหรือปริญญาบัตร ก็ไปสมัครสอบเอา เมื่อเราให้ประสบการณ์การเรียนรู้แก่เขาอย่างดีพอแล้ว เขาย่อมสอบได้ไม่ยาก แต่ก็เชื่อเถอะโลกในกาลอนาคต การตีราคาการศึกษาด้วยแผ่นกระดาษจะหมดสิ้นไปอย่างแน่นอน!
นี่คือทางออกจากความมืด ความมืดของอวิชชาที่เป็นดั่งหลุมดำของการศึกษากระแสหลัก ที่ล้วนอำพรางไว้ด้วยมายาคติ ที่ทำให้จักษุสังคมของเรามืดบอด...มองไม่เห็นอนาคต!

หากเรามิปรารถนาให้ลูกหลานของเราเป็นนักเดินแถว ที่ก้มหน้าเดินอย่างดุ่มเดาไปกับฝูงชนผู้อนธการ และมิอาจกำหนดชะตากรรมของตัวเองต่อไปละก็ เราจะต้องเริ่มต้นด้วยการหยุดเดินตาม! เริ่มออกแบบความคิดใหม่ ออกแบบเป้าหมายของชีวิตที่ดีกว่า ออกแบบสังคมที่เป็นทางเลือกที่ดีกว่า กระทั่งสามารถออกแบบ ‘ทาง’ และการเดินทางอย่างใหม่ ด้วยวิธีของเราเอง

แต่เราจะทำอย่างนั้นได้อย่างไร เป็นไปดั่งนั้นได้อย่างไร ขณะที่เรายังมิเคยฝึกคิด ฝึกอ่าน ฝึกสังเกตและเรียนรู้อย่างมีจักษุทัศนะที่แตกต่างจากการศึกษากระแสหลัก เราจึงจำเป็นต้องเริ่มแสวงหาคุรุมิตรผู้มี ‘ดวงตาที่สาม’ ซึ่งอาจพบได้จากการอ่านหนังสือเล่มใหม่ การคบหากับมิตรสหายผู้มีทางเลือกใหม่ หรือเรียนรู้จากผู้มีจิตวิญญาณกบฏจากเบ้าแบบเดิมๆ หรือออกเดินทางแสวงหาผู้มีประสบการณ์ชีวิตที่เข้าถึงชีวิต ผู้เรียนรู้ชีวิตด้วยชีวิต ผู้ใช้ชีวิตเชิงบวกอันเป็นที่ประจักษ์ ย้อนสลับกับการเรียนรู้ตนเอง การลงมือทำ ทำในสิ่งที่เราเลือกว่าใช่อย่างจริงจัง ต่อเนื่อง ด้วยพลังแห่งความสุขและความหมายของชีวิต

----------------------------------------
แสดงปาฐกถา ณ บ้านสวนครัว อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์
๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑

โดย ธมกร

 

กลับไปที่ www.oknation.net