วันที่ จันทร์ มีนาคม 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องเล่าที่ข้างประตู ราชวิหารแห่งปราสาทตาพรหม


.
         ปราสาทตาพรหม (Ta Prohm Pr.) เป็นปราสาทขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงมุมตะวันตกเฉียงใต้ของบารายตะวันออก (ด้านนอกคันดิน) นามในจารึกว่า “ราชวิหาร" (Monastery) ที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงสถาปนาขึ้นเพื่ออุทิศถวายแด่พระราชมารดา “พระนางชัยราชจุฑามณีเทวี” แทนความหมายพระชนนี ไว้ภายใต้รูปเทวีปรัชญาปารมิตาผู้เป็นมารดาของพระตถาคต เพื่อการบำเพ็ญปรัชญา 6 แห่งภูมิปัญญาอันล้ำเลิศทั้งปวง
.

.
       จารึกปราสาทตาพรหมกล่าวว่า พระองค์ได้ถวายรูปประติมากรรมจำนวน 260 รูป ได้ตามกุฏิวิหารต่าง ๆ รวมทั้งรูปสลักที่สร้างถวายแก่มหาราชครู “ชัยมังคลารัถ” และถวายแก่พระเชษฐา “ชัยเกียรติ์” ไว้ ภายในราชวิหารแห่งนี้ครับ
.
        ราชวิหาร มีผู้คนอาศัยอยู่ในเขตพื้นที่กัลปนากว่าแปดหมื่นคน ภายในกำแพงที่กว้างยาวประมาณ 1 กิโลเมตร * 700 เมตร กว่าหนึ่งหมื่นคนถูกถวายเป็นข้าวัดที่เรียกว่า “กระโยม” มีพระสงฆ์กว่า 2,800 รูป พระราชาคณะ 18 องค์ ช่วยทำหน้าที่สำคัญในการบริหารอโรคยศาลา ที่ปรากฏในจารึกว่ามีจำนวน 102 แห่ง โดยราชวิหารมีภาระที่ต้องเป็นศูนย์กลางในการจัดหา รวบรวมสะสมเสบียงอาหาร ยา และข้าวของเครื่องใช้ เพื่อแจกจ่ายไปยังอโรคยศาลา – โอสถศาลา ทั่วทั้งจักรวรรดิ
.
            ในยุคแห่งความรุ่งเรือง ที่ราชวิหารแห่งพระมารดาผู้เมตตานี้ คงมีผู้คนมากมาย หลากหลายสรุกจากทั่วทั้งอาณาจักร เดินทางเข้าออกกันโดยตลอดเวลาไม่ขาดสาย
.
            อาคารโคปุระขนาดใหญ่ถัดจากฐานอาคารพลับพลาเครื่องไม้ ทางเข้าด้านหน้าฝั่งทิศตะวันออกของราชวิหาร เป็นทางเข้าที่นักท่องเที่ยวใช้เดินเข้าสู่ปราสาทชั้นใน โดยจะใช้เส้นทางซุ้มประตูเล็กที่ปีกอาคารทั้งสองข้างเป็นทางเดินเข้าหลัก ส่วนประตูใหญ่ตรงกลางโคปุระนั้นถูกปิดไว้ห้ามมิให้เดินเข้า เนื่องจากยังไม่ได้รับการบูรณะ หินโครงสร้างหลังคาอาจถล่มลงมาถ้าได้รับความกระทบกระเทือนบ่อย ๆ ครับ

.

.
          ตรงผนังกำแพงข้างซุ้มประตูเล็กของโคปุระที่ปราสาทตาพรหมนี้ มีการแกะสลักเรื่องราวพุทธประวัติและเรื่องราวตามแบบมหายาน – วัชรยาน ในคติความเชื่อของจักรวรรดิหรือพระสูตรแบบบายน ที่ดูเหมือนว่าจะไม่เคยพบเห็นว่ามีขนบแบบแผนการแกะสลักเรื่องราวในคติความเชื่อแบบนี้ไว้บนผนังกำแพงข้างซุ้มประตูที่ปราสาทหลังอื่น ๆ มาเลยครับ
.
             ก็คงด้วยเพราะ ซุ้มประตูข้างทั้งสองปีกของโคปรุระ คงเป็นเส้นทางเดินเข้าออกที่สำคัญของผู้คนมาตั้งแต่ในอดีต จึงเกิดกุศโลบายอันแยบยล ใส่ภาพเรื่องราวที่สะท้อนคติความเชื่อของอาณาจักรไว้บนผนังกำแพงเพื่อให้ผู้คนที่ผ่านไปมาได้เรียนรู้เรื่องราวผ่านภาพสลักทางศาสนาเหล่านี้
.
           และคงเป็นภาพสลักทางศิลปะที่กลั่นกรองออกมาจากคติความเชื่อ แนวคิดปรัชญาอันเป็นหลักสำคัญ ที่ผู้ปกครองคณะสงฆ์แห่งอาณาจักร ต้องการนำเสนอแก่ผู้คน ไพร่ ทาสในยุคสมัยนั้นให้เกิดความเข้าใจและเกิดความศรัทธาขึ้นในจิตใจได้อย่างแท้จริง
.
           เรื่องราวที่นำมาสลัก จึงคงไม่ใช่เรื่องธรรมดาเป็นแน่ครับ
.
          ภาพสลักข้างซุ้มประตูด้านนอกปีกทิศใต้ เป็นเรื่องราวบนสวรรค์ก่อนการประสูติของพระพุทธเจ้าตามพุทธประวัติแบบมหายาน ภาพสลักด้านล่างเป็นภาพของพระมหาโพธิสัตว์ในมหาปราสาทบนสวรรค์ชั้นดุสิต ประกอบเครื่องสูงธงชัยกระบี่ธุช ฉัตรสัปทน 2 คัน ธงยาวปลายริ้วโค้ง 6 ผืน พัดโบกวาลวิชนี แวดล้อมด้วยเหล่าเทพยดาที่กำลังสาธุการ รับฟังเหตุผลที่พระมหาโพธิสัตว์ (สันดุสิตเทวราชโพธิสัตว์) จะทรงลงมาประสูติเป็นพระพุทธเจ้าศากยมุนีบนโลก

.


.


          เหล่านางฟ้าบนสวรรค์ ต่างถือท่อนมาลัยดอกไม้ เหาะเหิน โปรยปรายดอกมณฑาทิพย์ลงมาจากสวรรค์เพื่อแซ่ซ้องสรรเสริญการตัดสินใจของพระมหาโพธิสัตว์
.
         ด้านบนของภาพปราสาท สลักเป็นภาพ “เขาพระสุเมรุ” (สิเนรุ) ในความพยายามของช่างสลักที่จะอธิบายว่าเรื่องราวนี้เกิดขึ้นบนสวรรค์ชั้นสูง สะท้อนออกมาเป็นงานศิลปะในรูปของ “วิมานฉิมพลี” ดินแดนแห่งพญาครุฑบนต้นงิ้ว ที่ตั้งอยู่ในชะง่อนผาสูงของเขาพระสุเมรุ 
..
.
         ** ภาพสลักข้างซุ้มประตูด้านนอกปีกทิศเหนือ หลังต้นสะปงใหญ่ แบ่งภาพเป็นสองตอนจากเส้นสามเหลี่ยมตรงกลาง ด้านล่างเป็นภาพพุทธประวัติตอนเสวยวิมุขติสุขในสัปดาห์ที่ห้า ตอนที่นางราคะ นางอรตีและนางตัณหา ธิดาพญามารทั้งสาม พร้อมเหล่านางบริวารจำนวนมาก พยายามเต้นรำยั่วยวนพระพุทธเจ้า (ภาพสลักพระพุทธเจ้าถูกสกัดทำลายออกไป) ภาพบนเป็นเรื่องราวตอนมารผจญ (Assault of Māra) ประกอบด้วยกองทัพช้างม้าลำไพร่พลของฝ่ายมาร ตรงกลางเป็นภาพพระแม่ธรณี (นางภูมิเทวี) บิดมวยผม แบบเดียวกับพุทธประวัติของฝ่ายเถรวาท ด้านบนสุดเป็นภาพพระพุทธเจ้าใต้ซุ้มต้นโพธิ์ (ถูกสลักทำลายเช่นเดียวกัน)
.

.
.
           *** ภาพสลักริมซุ้มประตูด้านในฝั่งเดียวกัน ไม่ได้เป็นภาพเรื่องราวพุทธประวัติ แต่เป็นภาพในคติความเชื่อของฝ่ายมหายาน – วัชรยาน ด้านบนสุดเป็นภาพของพระธยานิพุทธอมิตาภะและพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรผู้เป็นธยานิโพธิสัตว์ของพระองค์ ภาพด้านล่างรูปบุคคลถูกกะเทาะออก น่าจะเป็นภาพของพระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุไวฑรยประภาสุคต พระศรีสูรยะไวโรจนจันทโรจิและพระศรีจันทรไวโรจนะโรหิณีศะ ผู้เป็นพระชิโนรส ในซุ้มเรือนแก้วทั้งสาม อันเกี่ยวเนื่องกับคติความเชื่อในการรักษาโรคของอโรคยศาลา
.

.
           ด้านขวาสุดเป็นภาพการบูชา “พระโลเกศฺวร อาโรคยศาลี” พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรผู้บริบาล (ถูกสกัดพระกรด้านบนทั้งสองออก เพื่อเปลี่ยนเป็นพระศิวะ) รูปประติมากรรมที่ประดิษฐานไว้ในอโรคยศาลา เหนือขึ้นไปเป็นเหล่านางฟ้าเหาะเหิน 
.
.
          *** ภาพสลักบนผนังริมประตูด้านใน ฝั่งทิศใต้ ภาพสุดท้ายของเรื่องในวันนี้ ก็เป็นภาพเรื่องราวในคติความเชื่อของฝ่ายมหายาน – วัชรยาน เช่นกันครับ ด้านบนเป็นภาพของพระธยานิพุทธอมิตาภะ กำลังแสดงธรรม ท่ามกลางเทพยดาและมนุษย์ที่กำลังแสดงอัญชลีที่ด้านข้างและอสูรนั่งเรียงอยู่แถวล่าง คล้ายเรื่องราววันเทโวโรหนะของฝ่ายเถรวาท ส่วนภาพช่วงล่างเป็นภาพสลักพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 หรือ 6 กร (ถูกสกัดแขนออกเหลือเพียง สองข้างเพื่อเปลี่ยนเป็นรูปของพระศิวะในยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 8) ในซุ้มเรือนปราสาท ในฐานะของพระมหาโพธิสัตว์ผู้เป็นใหญ่ในสกลจักรวาล

.

.
           “...พระองค์มีลักษณะเป็นเจ้าแห่งจักรวาล พระเกศาของพระองค์เป็นที่สถิตของพระพุทธเจ้าซึ่งมีขนาดสูงถึง 25 โยชน์ ทุกส่วนของพระองค์คือจักรวาล 1 จักรวาล พระนลาฏเป็นที่บังเกิดของพระมเหศวร พระเนตรคือพระอาทิตย์และพระจันทร์ พระอังสาเป็นที่กำเนิดพระพรหม พระหทัยเป็นที่กำเนิดพระวิษณุ พระอุทรเป็นที่กำเนิดพระวรุณ พระโอษฐ์เป็นที่กำเนิดพระพาย พระทนต์เป็นที่กำเนิดพระสรัสวดีและแผ่นดินคือพระบาท...”
.
           “คัมภีร์อมิตายุสพุทธานุสัมฤติสูตร” กล่าวว่า พระนามของพระองค์คือ “แสงสว่างอันไม่มีที่สิ้นสุด” เปรียบเสมือนปัญญาส่องทางแก่สรรพสัตว์ให้รอดพ้นจากนรกภูมิทั้งหลาย
.
           “คัมภีร์สัทธรรมปุณฑริก” กล่าวสรรเสริญพระองค์ในฐานะผู้พิทักษ์ภัยอันตรายให้สรรพสัตว์ โดยมีภาวะอยู่ทุกหนแห่ง มีอานุภาพบันดาลให้ประสบผลสำเร็จในกิจกรรมต่าง ๆ พระองค์ยังสามารถเนรมิตให้มีพระเศียรและพระกรจำนวนมากเพื่อให้ช่วยเหลือสรรพสัตว์ได้มากขึ้น 
.
           “....พระองค์เป็นประหนึ่งวิญญาณของจักรวาลที่ได้เปล่งประกายสารัตถะแห่งการช่วยเหลือสัตว์โลกให้หลุดพ้นจากภาวะทั้งปวง และความรอบรู้ชั้นสูงสุดยอดที่จะเผยแผ่ให้คงอยู่ได้ยาวนานตลอดไปด้วยจำนวนมากมายที่มีอยู่ของบรรดาพระพุทธองค์ทั้งหลายอันอยู่รอบพระวรกาย...”
.
.
          เพียงแค่เราเอ่ยบทสวดถึงพระองค์ “โอม มณีปัทเม หูม” ก็จะได้บุญกุศลเท่ากับการถวายความเคารพบรรดาพระพุทธเจ้าซึ่งมีจำนวนหกสิบสองเท่าของเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาเลยครับ
.
.
“โอม มณีปัทเม หูม”
“โอม มณีปัทเม หูม”
“โอม มณีปัทเม หูม”...
.
.

โดย ศุภศรุต

 

กลับไปที่ www.oknation.net