วันที่ พฤหัสบดี มีนาคม 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สัตว์ทั้งหลายดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร


ธรรมหมวด ๑ สัตว์ทั้งหลายดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร / สัตว์ทั้งหลายดำรงอยู่ได้ด้วยสังขาร

รับฟังได้ที่ยูทูป   https://youtu.be/dmTpmEyZDVs

ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย  ธรรมหมวด ๑ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงรู้ทรงเห็นเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นตรัสไว้โดยชอบมีอยู่ เราทั้งหลายพึงสังคายนา ไม่พึงแก่งแย่งกันในธรรมนั้น  การที่พรหมจรรย์นี้จะยั่งยืน ตั้งมั่นอยู่ได้นาน  พึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์แก่โลก เพิ่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย  ธรรม ๑ เป็นไฉน?

สพฺเพ  สตฺตา  อาหารฏฺิติกา           สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร

สพฺเพ  สตฺตา  สงฺขารฏฺิติกา           สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงดำรงอยู่ได้ด้วยสังขาร

 

เนื้อความก็อันเดียวกัน  หมายถึง  สังขตธรรมทั้งหลาย  ถ้าพูดถึงขันธ์ ๕ ก็ขันธ์ ๕ ทั้งหลายทั้งปวง 
ไม่ว่าจะเป็นขันธ์ ๕ ที่หยาบ/ละเอียด  เลว/ประณีต  อยู่ไกล/อยู่ใกล้  ภายใน/ภายนอก  อดีต/อนาคต/ปัจจุบัน

อาหารฏฺิติกา  ตั้งอยู่ได้ด้วยอาหาร  คือ  มีเหตุมีปัจจัยจึงอยู่ได้  เมื่อไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยก็อยู่ไม่ได้

สงฺขารฏฺิติกา   ตั้งอยู่ได้ด้วยสังขาร คือ  สังขารทั้งหลายอยู่ได้ด้วยการปรุงแต่ง  อาศัยเหตุปัจจัยทั้งหลายมาปรุงแต่ง  เช่น  กรรม  จิต  อุตุ  อาหาร  เป็นเครื่องปรุงแต่ง ทั้ง ๔ สมุฏฐาน เป็นเครื่องปรุงแต่ง  ให้ดำรงอยู่ได้   สังขารเราไม่ได้เป็นใหญ่ด้วยตัวมันเอง  สังขารเราเป็นสิ่งที่ถูกเหตุปัจจัยทั้งหลายปรุงแต่งขึ้น  ไม่มีใครเป็นใหญ่  ไม่มีใครสร้าง  ไม่มีใครทำลาย  เพียงแต่ว่าเหตุปัจจัยพร้อมมันก็เกิดขึ้น   เหตุปัจจัยเสื่อมมันก็แตกสลายไป

ถ้าเรามีปัญญาพิจารณาเห็นสังขาร  โดยเฉพาะอุปาทานขันธ์  ได้แก่  รูปูปาทานขันธ์  เวทนูปาทานขันธ์  สัญญูปาทานขันธ์  สังขารูปาทานขันธ์ วิญญาณูปาทานขันธ์ ก็คืออุปาทาน คือความยึดมั่นใน  รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ   พิจารณาบ่อยๆ เข้า  อุปาทานนี้จะละคลาย  

คนใดไม่ยึดถือขันธ์ ๕  ไม่เอาขันธ์ ๕ มาเป็นเรา/ของเรา  ก็เห็นสรรพสิ่งทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย  สังขารทั้งหลาย  เป็นไปตามธรรมดาของมัน  เป็นไปด้วยเหตุปัจจัย  ตามกฎคือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  เป็นไปโดยตัวของมันเอง

สังขารทั้งหลายดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร  เป็นหมวดธรรม  เป็นปริญเญยยธรรม  เป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้  ว่าสังขารทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งในที่นี้จะใช้คำว่า “สัตว์สพฺเพ สตฺตา  แต่โดยความหมาย ท่านให้ความหมาย สัตว์  ในที่นี้หมายถึง สังขารทั้งหลาย

ถ้าพูดโดยพิสดาร  ก็สังขารที่เป็นมนุษย์  มนุษย์ก็มีหลายแบบ  ชั่วก็มี เกิดด้วยบาปกรรม  ดีก็มี เกิดด้วยกุศลอันประณีต  แต่ทั้งหมดทั้งมวล ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ชั่ว/ดี ด้วยวิบากกรรม  สิ่งเหล่านั้นก็ล้วนเกิดขึ้นด้วยสังขาร  เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยทั้งหลายมาปรุงแต่งขึ้น

ชีวิตปัจจุบันที่ดำรงอยู่ได้  ก็ต้องกิน  ต้องเดิน  ต้องผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ  ต้องห่มผ้า ต้องมีกุฏิ  เวลาแดดก็อย่าไปตากมาก  ต้องบริหารขันธ์   ขันธ์ ๕ ทั้งหลายเป็นของหนักเน้อ ลำบาก  ต้องผลัด ต้องเปลี่ยน ต้องปรนนิบัติ  หายา หาข้าว หาปลา ให้กิน ตื่นเช้ามาก็หิวแล้ว ต้องถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ  ขนาดรักษาดีแล้ว  สังขารทั้งหลายก็ยังเสื่อม  นี้เป็นกฎของมันเอง

รูปธรรมนี้เป็นสิ่งที่เสื่อมด้วยความเย็น/ความร้อน  ชั่วแว๊บเดียว  ไม่ถึงร้อยปีก็ต้องจากโลกนี้ไปแล้ว  รูปธรรมอยู่ไม่ได้  นามธรรมก็อยู่ไม่ได้  เพราะนามอาศัยรูป  รูปอาศัยนาม  สองอย่างก็อาศัยซึ่งกันและกัน 

เพราะฉะนั้น ท่านจะใช้คำว่า  สพฺเพ  สตฺตา  อาหารฏฺิติกา  สัพเพ สัตตา เหมือนพูดว่าเป็นสัตว์/บุคคล/ตัวตน/เรา/เขา  เพราะโดยภาษาปรมัตถ์แล้ว  คำว่า สัตว์ บุคคล/ตัวตน/เรา/เขา ไม่มีอยู่จริง  สิ่งที่มีอยู่จริงโดยปรมัตถ์คือสังขาร  คือ  รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ  ทั้งหมดทั้งมวลตั้งอยู่ได้ด้วยอาหาร  โดยปัจจัย  (ด้วยปัจจัย ๔)

บุคคลใดทำการกำหนดรู้  คือ  เรียนรู้  พิจารณาให้เห็น  เมื่อจิตสงบดีๆ นั่งสมาธิดีๆ  มีสติดีๆ  จิตสงบก็มาพิจารณาสังขาร  ว่าสังขารที่เราดำรงอยู่ได้นี้หนอ  ก็ดำรงอยู่ได้ด้วยเหตุปัจจัยหลายอย่าง มีกรรมเป็นต้น 

(๑) อาศัยกรรม    ทำบุญทำกรรม บางคนก็อายุสั้น บางคนก็อายุยืน  กรรมเป็นเหตุ
(๒) อาศัยจิต       บางคนจิตไม่ดี สังขารรูปธรรมเสื่อมไว บางคนจิตดี ทำให้ยืนยาว
(๓) อาศัยอาหาร  อาหารที่กิน
(๔) อาศัยอุตุ       ความเย็น/ความร้อนภายนอก   อันนี้ก็เป็นเหตุปัจจัย 

สพฺเพ  สตฺตา  สงฺขารฏฺิติกา  สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงดำรงอยู่ได้ด้วยสังขาร

ทั้งสองหัวข้อธรรมนี้  เป็นหัวข้อธรรมที่ไม่ควรขัดแย้งกัน  ในธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า  นี่คือคำสอนของพระพุทธเจ้า  ไม่ต้องเถียงเลย  คำนี้แท้จริง สพฺเพ  สตฺตา  อาหารฏฺิติกา  หรือ สพฺเพ  สตฺตา  สงฺขารฏฺิติกา  ก็ตาม  เมื่อเราเอาพระพุทธพจน์ทั้งสองบทไปพิจารณา  สามารถนำไปสู่พระนิพพานได้ เพราะธรรมหมวดนี้เป็นปริญเญยยธรรม (ธรรมที่ควรกำหนดรู้)  ด้วยญาตปริญญา ตีรณปริญญา ปหานปริญญา 

ญาตปริญญา  กำหนดรู้สภาวะลักษณะ  ปัจจัตตะลักษณะ ของสรรพสิ่งทั้งหลาย
ตีรณปริญญา  พิจารณาสังขารทั้งหลายโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เห็นทุกข์เห็นโทษของสังขารทั้งหลาย  อุปาทานขันธ์ ตัณหา/ทิฏฐิที่อิงอาศัยในขันธ์ทั้งหลาย  ก็จะค่อยๆ เสื่อม ค่อยๆ คลายไป   นี้เป็นวิธีปฏิบัติในพุทธศาสนาคือการกำหนดรู้

เพราะฉะนั้นหัวข้อธรรมทั้ง ๒ นี้  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า  จะเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก  เพื่อความสุขเป็นอันมาก  เพื่ออนุเคราะห์โลก   เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย  เพราะว่าบุคคลใดเห็นสังขารตามความเป็นจริง  ละคลายอุปาทานขันธ์ได้   บุคคลนั้นก็จะไม่ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส   (ไม่เศร้าโศกเสียใจ  ไม่ทุกข์)   เมื่อไม่ยึดมั่นขันธ์โดยเด็ดขาด  ก็ไม่ต้องมาเวียนตายเวียนเกิด  ไปสู่พระนิพพาน  อันเป็นบรมสุข 

เพราะฉะนั้นจากหัวข้อธรรมนี้   บางคนอาจสงสัยว่า ทำไมหัวข้อธรรมแค่นี้จึงเป็นประโยชน์  เพื่อความสุข  เพื่ออนุเคราะห์โลก  เพื่อเกื้อกูลแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย  เพราะหัวข้อธรรมนี้เป็นหัวข้อที่อิงสัจจะ  เป็นอริยสัจ

อริยสัจ ๔  ได้แก่  ทุกขสัจ   สมุทัยสัจ  นิโรธสัจ  มรรคสัจ 

หัวข้อธรรมนี้เป็นทุกขสัจ  ควรกำหนดรู้   เมื่อกำหนดรู้  จะมีการละสมุทัย   เมื่อสมุทัยดับ  นิโรธก็ปรากฏ   มรรคคือการพากเพียรที่จะมากำหนดรู้ทุกข์  ฉะนั้นเมื่อเราได้รหัส  ได้วิธีการปฏิบัติในอริยสัจแล้ว  เราจะสามารถที่จะได้ประโยชน์  ได้ความสุข  ตามธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้  พระองค์หวังประโยชน์เกื้อกูลที่จะให้เราได้รู้จักธรรมเหล่านี้

สพฺเพ  สตฺตา  อาหารฏฺิติกา  และ  สพฺเพ  สตฺตา  สงฺขารฏฺิติกา  สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร และสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงดำรงอยู่ได้ด้วยสังขาร ด้วยประการฉะนี้แล

โดย praputtamon

 

กลับไปที่ www.oknation.net