วันที่ ศุกร์ มีนาคม 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หิริ โอตตัปปะ ธรรมที่คุ้มครองโลก


ธรรมชาติของคนมาจากพื้นฐานของกิเลสสองชนิด คือ ความรักใคร่ และความเกลียดชัง คนเราเข้าไปยึดติดสองสิ่งนี้  การเข้าใจและเรียนรู้สิ่งเหล่านี้  ทำให้เราไม่ตกเป็นทาส

ความรัก คือสิ่งที่ทำให้เราได้สุข ความเกลียดคือสิ่งที่พรากเราจากสุข

ความเกลียดรากเหง้ามาจากความกลัว ซึ่งมาจากความไม่รู้จริง เราจึงกลัว จึงระแวง จึงสงสัย จึงรังเกียจ  จนเกลียดชัง แล้วหาทางทำลายล้างสิ่งที่เรากลัว

คนเราจึงเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ที่สามารถแสดงออกทั้งความรักทั้งชังหรือทำลาย เพียงเพื่อวัตถุประสงค์หลักวัตถุประสงค์เดียวกัน เพื่อความอยู่รอดของตนเองและพวกพ้องที่รัก

ยกตัวอย่าง เราต้องมีความรัก มีความเกื้อกูลกัน เพื่อการอยู่เป็นกลุ่มก้อน คนเราถึงสามารถอยู่รอดมาได้ เพราะสรีระของเราแทบจะไม่สามารถป้องกันตนเอง จากภัยธรรมชาติ หรือจากสัตว์อื่นใดเลย ไม่มีเขา ไม่มีงา ไม่มีเขี้ยวเล็บ ไม่มีความเร็วเพียงพอที่จะหลบหนี  คนเราจึงเป็นสัตว์สังคม ที่ต้องอยู่ด้วยกัน ช่วยเหลือกันและกัน มีความมั่นคงอบอุ่นใจ ดังที่เรารู้สึกกันได้  เช่น ต้องการคำชื่นชม ต้องการมีชื่อเสียง ต้องการให้ตนเป็นที่รักของผองเพื่อน ต้องการยศศักดิ์ ดังนี้ คนเราจึงมีความรักต่อกัน ในกลุ่มที่ชอบอะไรเหมือนกัน ไม่รู้สึกว่าเป็นภัยต่อกลุ่มและตนเอง

แต่การอยู่ด้วยกันเพื่อความมั่นคงและเป็นปึกแผ่น กลับทำให้คนเราสามารถหันมาทำร้ายกันเองได้ ทั้งนี้ก็เพราะว่า การอยู่ร่วมกันเป็น

กลุ่มมากๆเข้า เกิดการแย่งชิงทรัพยากร หรือสิ่งที่ตนและกลุ่มหวงแหน  ความรักในเผ่าพันธุ์มนุษย์ด้วยกัน แปรสภาพการเป็นความกลัว ความรังเกียจ ความโกรธแค้น ความคิดทำลายล้างจึงเกิดขึ้น

ความรักเพื่อให้เราอยู่เป็นกลุ่ม ความเกลียดชังความโกรธแค้นก็เพื่อรักษากลุ่มเช่นกัน ทั้งสองอย่างต่างเพื่อความอยู่รอดทั้งสิ้น

ดังอดีต ที่มีสงครามระหว่างเผ่า ระหว่างประเทศ เพราะต้องการแย่งชิงดินแดน แย่งชิงทรัพยากร ตัวอย่างที่ใกล้เข้ามาก็เช่น สงครามสีเสื้อ ที่เรื้อรังมานานนับสิบปี ในสังคมไทย ที่รอวันที่จะปะทุกันขึ้นมาอีกในอนาคต

ปัจจุบันนี้ การฆ่าฟันกันด้วยศาสตราอาจน้อยลงไม่เหมือนอดีต แต่ก็กลายเป็นรูปแบบใหม่ สงครามเศรษฐกิจ ที่มีการเอารัดเอาเปรียบต่อกัน สงครามทางวาจาที่แสดงออกทางกายด้วยแป้นพิมพ์ที่ต่างฝ่ายต่างกล่าววาจาที่เป็นอกุศลกรรม ทั้งคำหยาบ คำดูถูก คำเสียดสี คำที่ทำให้หมู่เหล่าเขาแตกกันเพื่อเป็นประโยชน์ต่อตนเอง

นี่คือสิ่งที่คนเรามีอยู่ แต่ไม่รู้ตัว ธรรมะของพระบรมศาสดาไม่ใช่สิ่งที่อยู่ไกลที่ไหน พระองค์ทรงสั่งสอนสิ่งที่เรามีเราเป็น ให้เราตระหนักรู้ และพยายามฝึกตนเองขึ้นมา เพื่อยกระดับจิตใจขึ้นมา

การฝึกสติ ที่รู้เท่าทันสิ่งที่เรามีเราเป็น เมื่อมีสติทัน ปัญญาเกิด เราจึงไม่หลงทางไปตามสิ่งที่เรามีเราเป็นเหมือนคนตาบอด ก็ทำอะไรแบบมืดบอดไปเช่นนั้น โดยไม่รู้ว่าตนนั้นมืดบอด

หิริ  โอตตัปปะ ธรรมที่คุ้มครองโลก เป็นธรรมะที่เราต้องปฏิบัติให้มีขึ้นเป็นเบื้องต้น

คำว่าคุ้มครองโลก  โลกในที่นี้ ก็คือตัวเราเอง ธรรมที่คุ้มครองตัวเราเอง

หิริ โอตตัปปะ เราแปลความหมายออกมาว่า  การละอาย และเกรงกลัวต่อบาป นี่คือความหมายตามภาษาของมัน แต่การปฏิบัติให้มีขึ้นได้นั้น เราต้องใช้ปัญญาในการพิจารณา มองเข้ามาที่ตนเอง

การพิจารณานั้น ก็มาจากธรรมชาติที่ตัวเราประสบอยู่

เราชอบใจไหม ที่คนอื่นมาด่าเรา ว่าเรา เสียดสีเรา กระทบกระเทียบเรา

เราชอบใจไหม ที่คนอื่นมาทำร้ายเรา มาเบียดเบียนเรา มาละเมิดทรัพย์สิน หรือสิ่งที่เรารักเราหวง

ซึ่งทุกคนย่อมตอบว่า ไม่ชอบใจ

และคนที่มาทำเช่นนี้กับเรา เราก็มองว่า เขาเป็นคนร้าย คนพาล คนบาป ต่อเรา เราไม่อยากเจอคนเช่นนี้ เราหวาดกลัวคนเช่นนี้ เพราะเขาเป็นภัยต่อความมั่นคงของเรา

เมื่อพิจารณาเช่นนี้ ก็หันกลับมาดูที่ตัวเรา  ยามใดที่เราคิดเบียดเบียนคนอื่น ด้วยกาย วาจา ก็ตาม หรือไปละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น ละเมิดทรัพย์สิน บุตร ภรรยา สามี คนอื่น หรือครอบครัวเขา

ก็ให้มีสติทันทีว่า ตนเองกำลังจะกลายเป็นคนร้าย คนบาปขึ้นมาแล้ว เป็นคนร้าย คนพาล คนบาปที่เราตั้งข้อรังเกียจ ไม่อยากเจอมาก่อน  ถ้าเรายังทำตนเช่นนี้ มันเป็นเรื่องน่าละอาย

สภาวธรรมที่ปรากฏในจิตขณะนี้ คือ หิริ มันเกิดขึ้นแล้ว

เมื่อเกิดความละอายและรังเกียจตนเองว่ากำลังจะกลายเป็นคนที่เราเคยตั้งข้อรังเกียจมาก่อน เราก็เกิดความหวาดหวั่นใจและเกรงกลัวว่า ตัวเราจะกลายเป็นเช่นนั้นจริงๆ สภาวธรรมที่เกิดขึ้นในจิต เราเรียกว่า โอตตัปปะ

การรังเกียจและละอายตนเองที่เรากำลังจะกลายเป็นคนบาป ความกลัวที่ตนเองเป็นคนร้ายเสียเอง หิริ โอตตัปปะที่เกิดนี้ มาจากสติ ที่ทันฉุกคิด ปัญญาจึงเกิด นี่คือ ธรรมที่คุ้มครองโลก คือคุ้มครองตนเองไม่ให้กลายเป็นคนร้ายต่อผู้อื่น  เมื่อคุ้มครองตัวเราแล้ว มันพลอยคุ้มครองคนอื่นตามมาด้วย คนอื่นก็ไม่ต้องมาเจอคนร้าย คนบาป เพราะเราเกลียดคนร้าย เขาก็เกลียดเช่นกัน

หิริ โอตตัปปะ พลอยทำให้ศีลบริสุทธิ์ไปด้วย เพราะสามารถงดเว้นการไปเบียดเบียนผู้อื่น เราจึงไม่จำเป็นต้องไปนั่งพนมมือ อาราธนาขอสิกขาบทจากพระ เพื่อให้ตนมีศีล เพราะนั่นบางครั้งเป็นเพียงพิธีกรรม ที่ทำตามๆกันมา อาราธนาเสร็จ ก็มาโพสด่ากัน ค่อนแคะกันในสื่อต่างๆ ทำตนเป็นคนร้ายต่อกัน

เพราะขาด หิริ โอตตัปปะ อันมาจากการไม่ฝึกการมีสติ

ธรรมชาติของสภาวธรรม หิริ โอตตัปปะนี้ เรามีกันอยู่โดยอัตโนมัติ แต่มีกับบุคคลที่เรารัก เราหวง เช่นคนในครอบครัว บุตร ภรรยา สามี พ่อ แม่ลูก เพื่อนสนิท เพราะเราย่อมไม่ยอมให้ตัวเราเป็นคนร้าย คนบาป คนที่น่ารังเกียจ กับคนที่เรารัก เมื่อเราไม่ยอมเป็นคนร้ายกับคนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิท ศีลมันเกิดขึ้นมาเอง ไม่ต้องฝึก ต้องข่ม ความรักความเมตตามันเกิดขึ้นเอง ไม่ต้องอบรมจิตให้เกิด

แต่เมตตาดังกล่าว พระบรมศาสดาทรงสั่งสอนว่า เมตตาดังนี้ ยังเป็นเมตตาไม่บริสุทธิ์เพียงพอ เจือด้วยกิเลสการหวงกั้น การยึดติดครอบครอง ที่เราเรียกว่า เปมะ  ดังนั้นจึงควรพัฒนาอบรมจิตที่เป็นเมตตานี้ให้กว้างไกลออกไป แต่ไม่ใช่แค่มานั่งท่องบทสวดแผ่เมตตาในมุ้ง แล้วก็คิดว่าตนเองมีเมตตากว้างขวางแล้ว 

การดูจิตตนเองแล้วซื่อตรงต่อจิตตนเอง ยามที่เรารับอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา แล้วจิตเรากระเพื่อมมากน้อยแค่ไหน กับการแสดงออกทางกายวาจา อย่างไรต่างหาก ที่จะบอกว่า จิตเราเมตตากว้างขวางออกไปหรือยัง ตรงนี้ไม่มีใครรู้นอกจากตัวเราเท่านั้น

หิริ โอตตัปปะ มักหายไปมักไม่เกิด ยามที่เราเจอเรื่องที่เราไม่ชอบใจ ไม่ถูกใจ หรือพบเรื่องราวจากคนที่เราไม่ชอบ  จากคนที่คิดเห็นต่างไปจากเรา  เราจะกลายเป็นผู้ร้ายได้ทันที ตอนนั้น เราไม่รู้ตัวหรอกว่าเรากำลังเป็นผู้ร้าย เพราะเราไม่ละอาย และเกรงกลัวต่อการกระทำของเรา แต่ในข้างฝ่ายถูกเรากระทำ เขาย่อมมองเราเป็นผู้ร้ายสำหรับเขา

พระบรมศาสดาจึงพร่ำสอนให้อบรมจิต โดยมีสติให้ทันต่อสิ่งที่ผ่านเข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจที่คิดคำนึง

ให้เราระวัง อกุศลจิตที่เกิดขึ้น สติมา ปัญญาเกิด ดังนี้

เวลาจะทำอะไร ทางกาย วาจาที่ไม่ดี ต่อผู้อื่น เราจะต้องคิดว่า ตอนนี้เรากำลังกายเป็นผู้ร้ายสำหรับเขาหรือเธอไปแล้ว อย่ากระนั้นเลย เราไม่ควรทำเช่นนี้ ถ้าเราไม่ชอบผู้ร้าย เรารังเกียจผู้ร้าย เราต้องนึกละอายและเกรงกลัว สิ่งที่กำลังจะทำให้เราเป็นไปตามนั้น

หิริ โอตตัปปะเกิดขึ้น ศีลก็สมบูรณ์ ไม่ต้องข่มใจ พรหมวิหาร สี่ก็ตามมา

แบบฝึกหัดที่ดี ก็คือฝึกจากสิ่งที่เราไม่ชอบ มันเห็นตนเองชัด ว่า หิริ โอตตัปปะ เกิดจริงหรือไม่

บทความนี้ ผมมีวัตถุประสงค์ อยากให้คนอ่าน ได้ไตร่ตรองและฝึกหัดจิตตนเอง จากสิ่งที่มีอยู่เห็นอยู่ ที่พระบรมศาสดาทรงสั่งสอน เราเพียงน้อมมาปฏิบัติ มากหรือน้อย ก็เป็นประโยชน์ต่อตนเอง คุ้มครองตนเอง และคุ้มครองผู้อื่น ลดความบาดหมางของคนในสังคม ทำให้จิตใจกว้างขวางขึ้น รับฟังความเห็นต่างด้วยปัญญา เคารพผู้อื่น การฝึกนี้ มันช่วยตัวเราอย่างน้อยจิตใจมันสงบขึ้น กระเพื่อมน้อยลง

การฝึก กาย นั้นสำคัญ การฝึกจิตสำคัญยิ่งกว่า

การฝึกกาย ว่ายาก การฝึกจิต ยากยิ่งกว่า

 

โดย สมชัย

 

กลับไปที่ www.oknation.net