วันที่ พุธ เมษายน 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Cost of fund ..... ทุกอย่างมีต้นทุน


 

ทำงานด้านการเงินการธนาคารสิ่งที่เจอประจำคือ การนับต้นทุนผิด การนับผิดจะทำให้กำไรมากขึ้นหรือน้อยลงเสมอ

เวลามากู้เงินธนาคารก็มักจะนับต้นทุนผิดเสมอ ต้นทุนนับกับเก่งจริง ไม่ค่อยจะนับกันเกินความจริง ส่วนมากนับต่ำกว่าความจริง   แปลกไหมครับ นับต่ำกว่าความจริง ตั้งใจละมั้ง    แต่หลายคนก็ไม่ได้ตั้งใจนะ เพราะเก่งแต่การตลาด ไม่เข้าใจด้านบัญชี เน้นการขายจะขายให้มากๆ นับกำไรจากยอดขายเท่านั้น โดยลืมว่าต้นทุนหลักมักจะมีสองชุด  คือ ต้นทุนขาย Cost of good sold กับ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ Selling & Admin Expense     ผมอธิบายแบบชาวบ้านเลยนะ

ถ้าคุณทำข้าวขาหมูขาย ต้นทุนหลักก็น่าจะเป็นหมู ใช่ไหมครับ  ต้นทุนตรงนี้เรียกว่า ต้นทุนหลักเลยก็ว่าได้  ต้นทุนตัวนี้คิดเป็น % ตกประมาณกี่ % ของยอดขายลองไปคิดดู  แต่บอกไว้ก่อนเลยไม่น้อยกว่า50% แน่ๆ    หลายคนนับไม่เป็นจริงๆ ต้นทุนแค่ 20%ไม่มีในโลกหรอก   แล้วค่าน้ำค่าไฟ ค่าแก๊ส ค่าคนงาน ช่วยทำข้าวขาหมู ก็คือ Selling Expense ที่สำคัญมาก  จุดนี้หลายคมองข้ามเสมอ   ก็กำไรแล้วไง ต้นทุนเล็กๆ ไม่น่ากระทบกำไร    ผิดครับมันกระทบกำไรเสมอ   เพราะรายการกำไรจะมากจะน้อยอยู่ที่รายการ Selling Expense นี่ละครับ ไม่ใช่ต้นทุนขาย  เราจะเห็นว่า มีการลดคนงาน ลดค่าน้ำ ค่าไฟ ก็เพราะลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ เพื่อหวังว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นไง  ต้นทุนขายมันลดไม่ได้ไงครับ   ทำธุรกิจแล้วบรรทัดสุดท้ายกำไรกี่ %   ผมเชื่อว่าหลายคนตอบได้ แต่หลายคนก็ตอบไม่ได้ ถ้าตัวเลขจะโยนไปให้ถามฝ่ายบัญชี  ให้เขาทำมาตามใจฉันสั่ง  ฝ่ายบัญชีก็ต้องโยกรายการทางบัญชีย้ายไปย้ายมา เพื่อให้ได้ตัวเลขแบบที่เจ้านายต้องการและผ่านผู้ตรวจสอบบัญชีด้วย  เรียกว่าทำบัญชีตามใจเจ้านายแล้วกัน     

เวลามากู้เงินธนาคารก็จะมีการทำประมาณการณ์ว่า รายได้อีก 5-10  ปีจะเป็นอย่างไร  ส่วนมากก็จะรายได้ก้าวกระโดดทุกๆปี ส่วนต้นทุนขายนิ่งยาว 5 ปี  บางแห่ง ต้นทุนลดต่ำลงด้วย  แบบนี้ก็มีกำไรทุกปีซิ  มีกำไรมาชำระหนี้ธนาคารได้แน่นอน  เดือดร้อนพวกผมที่ต้องมาปรับตัวเลขให้มันเสมือนจริงอีก   อ้าว  ทำไม กำไรหายไปมากละนี่ แล้วจะมีเงินมาชำระหนี้หรือ    แปลกแต่จริง  ผมเคยเจอวิศวะกรมาทำตัวเลชส่งธนาคารกู้เงิน  เห็นแล้ว ฮาไม่ออก  กำไรมากมาย เพราะเขานับต้นทุนผิดเพี้ยนไปเยอะมาก  ผมนี่หมดความเชื่อถือเลยละ จบวิศวะ ทำงานบริษัทมีชื่อเสียง ทำโครงการระดับ หมื่นล้าน ลืมลงค่าไฟ ค่าแรงงาน ซะงั้น  เวรกรรม ที่มากไปกว่านั้น เขาไม่ยอมรับว่าเขาคิดผิด กว่าผมจะเถียงสำเร็จก็หลายวัน   ต้องหาเอกสารอ้างอิงมาแสดง เขาถึงได้หุบปากลงไปได้   

ทุกอย่างมีต้นทุนครับ  การมีเงินสดไว้ที่บ้านสัก 100,000 บาท  ก็มีต้นทุน 

เพราะถ้าเราเอาเงินไปฝากที่ธนาคารเราก็จะได้ ดอกเบี้ย 0.5%  Saving account และหากเราฝากแบบประจำ เราก็จะได้ดอกเบี้ยอีก 1.3%  เห็นไหมครับ แค่วางเงินต่างสถานที่ ผลตอบแทนก็ต่างกันแล้ว  ลองเอาไงไปซื้อกองทุนหุ้นซิครับ  มีสิทธิงอกขึ้น 10% เลย หรืองอกลงก็เป็นได้นะ   ทำงานหาเงินแล้วก็ต้องพิจารณาการเก็บเงินด้วย เพราะสมัยก่อนเรานะ เอาเงินไปฝากที่ธนาคาร แล้วธนาคารเอาไปปล่อยสินเชื่ออีก ธนาคารได้ส่วนต่าง 3-4%  แต่ปัจจุบันธนาคารลดสัดส่วนรายได้จากสินเชื่อ ไปแสวงหารายได้จากค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น ก็แปลว่า เขาคงไม่ค่อยจะอยากได้เงินฝากนัก  เลยกดดอกเบี้ยเงินฝากลงไปเรื่อยๆ   ที่สิงค์โปร์  2 แสนแรกไม่มีดอกเบี้ยครับ  เขากลับบอกว่า เรานะเอาภาระมาให้เขาอีก  ฟังแล้ว งง  ที่ประเทศไทยนะ ฝากเงิน 100 บาทก็ได้ดอกเบี้ยแล้วละ   พูดถึงเรื่องฝากเงิน ผมเคยได้ยินพวกธนาคารฝรั่งบอกว่า ต้นทุนสำหรับการเปิดบัญชี น่าจะประมาณ 4000 -5000 บาท  ผิดกับของไทยที่เปิดบัญชีแค่ 100 บาทเท่านั้น  พวกฝรั่งนี่คำนึงเรื่องการนับต้นทุนมาก เพราะเขาเจออะไรมาก่อนเรา   ยอดขายหดไปไม่ได้ ก็ต้องลดต้นทุนเพื่อการอยู่รอด   การลดต้นทุนจริงเป็นอะไรที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง  ทำงานกับฝรั่งจะทราบ Cost of Fund  เสมอ เพื่อบอกว่าต้นทุนเราเท่านี้นะคุณจะเอาไปปล่อยกู้เท่าไหร่  คิดดูให้ดี  กำไรต้องการประมาณนี้นะ อย่าให้ต่ำกว่าที่กำหนดไว้

 

สมัยก่อนเราไปธนาคารเจอพนักงานสาวนั่งรับฝากเงิน  เมื่อเทียบกับตู้เอทีเอ็ม แล้ว ต้นทุนต่ำกว่าการจ้างคนเป็นๆ เยอะครับ  เพราะราคาตู้เหลือแค่หลักแสนแล้ว ค่าเช่าพื้นที่ก็หลักหมื่นหลักพันเอง  คำนวนแข่งกับคนแล้ว  คนแพ้ขาด  แต่ละรายการที่ทำการฝากและถอน ต้นทุนห่างกันมากจริงๆ   ยิ่งไปใช้ระบบ Digital cash ต้นทุนจะลดลงไปอีกมากมาย ถูกกว่าตู้ เอทีเอ็มอีก เพราะเราใช้มือถือส่งคำสั่งซื้อขาย โอนเงินได้  แบบนี้ธุรกิจพวกนับเงิน แคชเชียร์ ตกงานกันทั่วประเทศแน่ๆ   น่ากลัวนะ กลัวว่าลูกหลานจะไม่มีงานทำ  ผมไปห้างสรรพสินค้าที่ Supermarket  ก็เริ่มมีเครื่องชำระเงินมาให้ลองใช้แล้ว ผมลองแล้ว สะดวกครับ    ไปดูหนังก็มีเครื่องขายตั๋วหนังแล้วนะ   ไปธนาคารก็มีเครื่องรับชำระเงินแล้วนะ  ที่เขาทำไปนะก็หวังจะมีกำไรเพิ่มขึ้น จากต้นทุนที่ลดลง  พอเข้าใจแล้วนะครับว่า การนับต้นทุนมันสำคัญมากกว่าการสร้างยอดขาย เพราะบางปียอดขายไม่ขึ้น ก็ต้องประคองตัวเองให้รอด  ใครต้นทุนต่ำก็สบายกว่า ต้นทุนแพงๆ    ใครซื้อหุ้นต้นทุนต่ำก็มีโอกาศกำไรสูงกว่าพวกมาซื้อทีหลัง

แม้แต่การสั่งซื้อสินค้า Online ก็เพราะแนวคิดลดต้นทุนครับ   ค่าเช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้า ที่ต้องบวกเข้าไปเพิ่มอีก 40%   ส่วนต่างมากระดับนี้ขายตรงให้ลูกค้าดีกว่า เขาถึงได้ส่งทางไปรษณีย์ไงครับ  คุ้มกว่าการไปทิ้งเงินให้ห้างสรรพสินค้า   มีอีกเรื่องจะเล่าให้ฟังคือ การซื้ออาหารกินที่ฮ่องกง เขาจะถามว่ากินที่ไหน  ผมนะแปลกใจ  กินที่ร้าน มีเก้าอี้นั่ง ราคาอาหารจะแพงกว่า ซื้อกลับบ้านนะ  ซื้อกลับบ้านกล่องใหญ่มาก ราคาถูกกว่า  ในเมืองไทยยังไม่เคยเห็นนะ  ที่นั่นเขาคิดแต่ต้นทุน พนักงานมักจะซื้อข้าวกล่องไปกินที่ทำงาน กล่องใหญ่มาก คุ้มแสนคุ้ม  เจ้าของร้านก็มีพื้นที่นิดเดียวพอ ไม่ต้องขยายโต๊ะเก้าอี้รองรับ  มีแปลกว่านี้อีก บางร้านให้ยืนกิน  ผมนี่อึ้งไปเลย ยืนกิน อยากกินข้าวมันไก่ เกี๋ยวน้ำ ให้ยืนกิน  เวรกรรมจริงๆ   อะไรก็นับเป็นเงินไปหมด   ทำไงได้ละครับ ต้นทุนเขาแพงมาก ไม่ทำแบบนี้กำไรหายหมด อาจจะถึงขาดทุนก็เป็นได้   

ลองดูครับลองนับต้นทุนดู เผื่อกำไรจะมากขึ้น  ได้กำไรแล้วก็เอาไปวางให้ถูกที่ ให้เงินมันงอกขึ้นเยอะๆ เฮง เฮง รวยๆ     

โดย 4BANK

 

กลับไปที่ www.oknation.net